top of page

ถอด 7 บทเรียนความรักความสัมพันธ์ของ Gottman ตอนที่ 1

ทำไมบางคู่ถึงจับมือกันรอด ในวันที่ความสัมพันธ์เจอคลื่นลม?

(บทเรียนจากงานศึกษาด้านความสัมพันธ์ของ Dr. John Gottman และแนวคิดจากหนังสือ The Seven Principles for Making Marriage Work)



– ใช้เวลาอ่านประมาณ 10 ถึง 12 นาที –



คำถามสำคัญไม่ใช่ “ทำอย่างไรเราถึงจะไม่ทะเลาะกัน?”

แต่อาจเป็น “เมื่อความสัมพันธ์ต้องเจอกับความขัดแย้ง เราจะยังกลับมาหากันได้อย่างไร?”


  • ภาพประกอบจากเว็บไซต์ Magnific
  • ภาพประกอบจากเว็บไซต์ Magnific


งานศึกษาความสัมพันธ์ของ ดร. จอห์น กอตต์แมน (Dr. John M. Gottman) ผู้เชี่ยวชาญด้านความสัมพันธ์ระดับโลก เคยให้ความสนใจและได้เฝ้าติดตามเก็บข้อมูลวิจัยจากคู่รักหลายร้อยคู่ เขาพบความจริงน่าประหลาดใจว่า การมุ่งเน้นให้คู่รักสื่อสารและจัดการความขัดแย้งอย่างสร้างสรรค์เพียงอย่างเดียว แม้จะเป็นส่วนสำคัญของการรับมือกับปัญหาในความสัมพันธ์


แต่อาจยังไม่เพียงพอที่จะอธิบายว่า “มันทำให้เราสามารถรักษาความใกล้ชิดในความสัมพันธ์และความผูกพันในระยะยาวไว้ได้ แม้จะยังมีความขัดแย้งเกิดขึ้น” หรือตามที่ในหนังสือเขียนอธิบายว่า มันไม่ได้การันตีว่าจะสามารถช่วยเติมชีวิตชีวาให้สายสัมพันธ์ หรือช่วยป้องกันไม่ให้ความสัมพันธ์พังทลายลง


คำถามคือ... แล้วอะไรคือสิ่งที่ทำให้ชีวิตคู่ดำเนินต่อไปได้อย่างราบรื่นและยั่งยืน?


ในหนังสือ The Seven Principles for Making Marriage Work อธิบายว่า ความสัมพันธ์ที่แข็งแรงไม่ได้ตั้งอยู่บนการไม่มีความขัดแย้ง แต่มีรากฐานสำคัญอย่างหนึ่งคือ มิตรภาพระหว่างคู่รัก (Friendship) หรือการที่เรายังคงสนใจ รู้จัก และเห็นคุณค่าอีกฝ่ายอยู่เสมอ


และหนึ่งในจุดเริ่มต้นของมิตรภาพนั้นคือ การทำความรู้จักคนรักของเรา… ได้อย่างลึกซึ้งและเข้าใจจริงๆ ตามมาดูเหตุผลเบื้องหลังกันค่ะ


  • ภาพประกอบจากเว็บไซต์ Magnific
  • ภาพประกอบจากเว็บไซต์ Magnific


ความลับของคู่รักที่ “ฉลาดทางอารมณ์”

(Emotionally Intelligent Marriages)


ดร. กอตต์แมน พบว่า คู่รักที่มีความสุขไม่ใช่คู่รักที่สมบูรณ์แบบ หลายคู่ยังคงมีความคิดเห็นไม่ตรงกัน มีบุคลิกภาพที่แตกต่าง และยังมีความขัดแย้งกันในเรื่องทั่วไป เช่น เรื่องเงิน งาน ลูก งานบ้าน เซ็กส์ หรือเรื่องของญาติๆ ฝั่งคนนั้นคนนี้ ไม่ต่างจากคู่รักที่ไม่สมหวัง


ในกรอบแนวคิดของ ดร. กอตต์แมน ได้อธิบายความสัมพันธ์ที่มั่นคง ผ่านแนวคิดเรื่อง “ชีวิตคู่ที่มีความฉลาดทางอารมณ์”  หรือรูปแบบความสัมพันธ์ที่คู่รักสามารถเข้าใจ ให้เกียรติ และเคารพความรู้สึกของกันและกัน โดยไม่ปล่อยให้ความรู้สึกลบที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันเข้ามาครอบงำความสัมพันธ์ทั้งหมด


แม้จะไม่มีชีวิตคู่ไหนที่เหมือนกันไปทุกอย่าง แต่ชีวิตคู่ที่มีความฉลาดทางอารมณ์มักมีสิ่งที่คล้ายกัน ตามแนวคิด 7 หลักการสำคัญ (Seven Principles) ที่ถูกอธิบายไว้ในหนังสือ และเรากำลังจะกล่าวถึงในส่วนถัดไป…


โดยบทความนี้ จะหยิบเอาหลักการข้อแรกอย่าง “แผนที่ความรัก” หรือการทำความรู้จักโลกของคนรักมาสรุปให้เข้าใจง่าย ซึ่งจะช่วยปูทางให้เข้าใจว่า ทำไมมิตรภาพในความสัมพันธ์ที่ฝังรากอย่างมั่นคงและลึกซึ้ง (Deep Friendship) มักเริ่มต้นจากการทำความรู้จักและเข้าใจคนรัก ซึ่งจะกลายมาเป็นรากฐานสำคัญของความสัมพันธ์ระยะยาว


(หมายเหตุ: หลักการทั้ง 7 ข้อนี้ เป็นเพียงกรอบที่ Dr. John M. Gottman และ Nan Silver ใช้อธิบายรูปแบบของความสัมพันธ์ที่เอื้อต่อความมั่นคงและความพึงพอใจในชีวิตคู่ แต่ไม่ได้ชี้นำว่าข้อมูลที่นำมาเรียบเรียงนี้ สามารถใช้อธิบายความสัมพันธ์ของคู่รักได้ทุกคู่ หรือคู่รักทุกคู่จำเป็นต้องมีคุณสมบัติเหล่านี้เพื่อที่จะประสบความสำเร็จในความรัก)


  • ภาพประกอบจากเว็บไซต์ Magnific
  • ภาพประกอบจากเว็บไซต์ Magnific


ความสัมพันธ์ที่ดีไม่ได้วัดจากตอนทะเลาะกันเพียงอย่างเดียว แต่คือมิตรภาพที่มีให้กัน


จากแนวคิดของ ดร. กอตต์แมน การดูแลความสัมพันธ์ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในช่วงเวลาที่มีปัญหา เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างวันที่ไม่ได้ทะเลาะกัน ก็อาจกำหนดว่าเราจะรับมือกับวันที่ทะเลาะกันอย่างไร


ชีวิตคู่หรือการแต่งงานที่มีความสุข มักมีพื้นฐานมาจากมิตรภาพที่ลึกซึ้ง… เมื่อความสัมพันธ์มีพื้นฐานของความรัก การเคารพซึ่งกันและกัน และการมีความสุขที่ได้อยู่ร่วมกัน เหตุการณ์เล็กๆ ที่น่าหงุดหงิดอาจไม่จำเป็นต้องกลายเป็นเรื่องใหญ่เสมอไป


คู่รักที่มีสิ่งนี้จะใส่ใจกันอย่างลึกซึ้ง รอบรู้เรื่องสิ่งที่ชอบ ไม่ชอบ รู้จักนิสัยแปลกๆ ข้อดีและข้อเสียเล็กน้อย ความหวัง และความฝันของอีกฝ่าย พวกเขามีความรู้สึกดีและปรารถนาดีต่อกันอย่างยั่งยืน และแสดงออกถึงความรัก ความเอาใจใส่ทั้งในเรื่องใหญ่และเรื่องเล็กในทุกๆ วัน 


“มิตรภาพคือเชื้อเพลิงเติมไฟให้ความโรแมนติก เพราะเป็นเกราะป้องกันที่ดีที่สุดไม่ให้เรามองคนรักเป็น… ศัตรู”


“ความรู้สึกดีๆ นี้ทำให้คนทั้งคู่มองเห็นแง่มุมดีๆ เกี่ยวกับกันและกันมองชีวิตคู่ในแง่บวก และพร้อมที่จะมองอีกฝ่ายในแง่ดีไว้ก่อน”


(Gottman & Silver, 2015)


คู่ที่มีมิตรภาพยั่งยืนคือ คนทั้งคู่มีทัศนคติหรือมุมมองบวกต่อกันและต่อชีวิตคู่ ซึ่งมันมีพลังมากพอที่จะลดอิทธิพลของความรู้สึกลบที่เกิดขึ้นในความสัมพันธ์ และอาจต้องเกิดความขัดแย้งที่รุนแรงมากกว่าปกติ ถึงจะทำให้ความสัมพันธ์นี้สูญเสียสมดุล



  • ภาพประกอบจากเว็บไซต์ Magnific
  • ภาพประกอบจากเว็บไซต์ Magnific
  • ภาพประกอบจากเว็บไซต์ Magnific
  • ภาพประกอบจากเว็บไซต์ Magnific


ในบทความนี้ เราจะหยิบแนวคิดบางส่วนที่ช่วยให้เห็นภาพว่ามิตรภาพระหว่างคู่รักทำงานอย่างไร ก่อนพาไปสู่หลักการข้อที่ 1



1. สารตั้งต้นคือการมองกันในแง่บวกเป็นทุนเดิม

(Positive Sentiment Override)


เมื่อคู่รักมีความเป็นเพื่อนที่แข็งแกร่ง จึงเป็นเรื่องง่ายที่จิตใจของพวกเขาจะเกิดสภาวะที่มีความรู้สึกบวกต่อกันเป็นพื้นฐาน จนความรู้สึกบวกนี้ทำหน้าที่ปกป้องและอาจลดอิทธิพลของเหตุการณ์หรืออารมณ์ลบๆ ที่สามารถเกิดขึ้นได้ในชีวิตประจำวัน 


พวกเขามีแนวโน้มที่จะตีความพฤติกรรมที่ดูคลุมเครือหรือดูเป็นลบเล็กน้อยของคนรัก ในทางที่เป็นกลางหรือไม่ได้มองในแง่ลบอย่างร้ายแรงจนเกินไป ซึ่งภายในหนังสือของ ดร.กอตต์แมน เรียกสิ่งนี้ว่า Positive Sentiment Override


เมื่อชีวิตคู่มีพื้นฐานที่ตั้งอยู่ด้วยความรู้สึกบวกและไว้วางใจกัน ในกรณีที่เกิดความขัดแย้ง คู่รักจึงสามารถมองมันอย่างเข้าอกเข้าใจ และตีความในทางที่ให้ประโยชน์แก่ความสัมพันธ์มากกว่า (The Gottman Institute, 2026)


ในทางตรงกันข้าม เมื่อความสัมพันธ์เต็มไปด้วยความคับข้องใจ ตกอยู่ในภาวะที่สะสมความรู้สึกลบต่อกัน หรือดิ่งลงไปสู่จุดที่รู้สึกติดลบอย่างท่วมท้น (Negative Sentiment Override) คำพูดหรือการกระทำเดียวกันที่ดูเป็นกลาง อาจถูกตีความในทางลบได้ง่ายขึ้น การจะซ่อมแซมให้กลับมาสมานฉันท์กลายเป็นเรื่องยาก… แม้แต่พูดด้วยโทนเสียงปกติก็อาจถูกมองว่าเป็นการโจมตี 


ยกตัวอย่าง:

เมื่อสามีถามว่า “กระดาษทิชชู่อยู่ไหน” แล้วภรรยาตอบกลับด้วยน้ำเสียงหงุดหงิดว่า “ก็อยู่ในตู้ไง” หากความสัมพันธ์มีพื้นฐานความเป็นเพื่อนที่ดี สามีจะยักไหล่และไม่เก็บน้ำเสียงนั้นมาเป็นอารมณ์ โดยมองว่าภรรยาอาจจะแค่งานยุ่งหรือเหนื่อย แต่ถ้าความสัมพันธ์ติดลบ สามีอาจจะตะคอกกลับทันทีว่า “ไม่ต้องมาประชด ไปหยิบเองก็ได้!” จนสถานการณ์ที่ดำเนินต่อมา กลายเป็นสงครามย่อยๆ ในบ้าน
  • ภาพประกอบจากเว็บไซต์ Magnific
  • ภาพประกอบจากเว็บไซต์ Magnific
  • ภาพประกอบจากเว็บไซต์ Magnific
  • ภาพประกอบจากเว็บไซต์ Magnific


2. ความพยายามในการสมานรอยแตกร้าวในความสัมพันธ์

(Repair Attempts)


คู่รักที่มีมิตรภาพแน่นแฟ้นมักจะมีเครื่องมือเล็กๆ ที่ช่วยซ่อมแซมความสัมพันธ์ เรียกว่า Repair Attempts หรือการส่งสัญญาณเพื่อหยุดยั้งไม่ให้ความขัดแย้งบานปลาย ไม่ว่าจะเป็นคำพูดหรือการกระทำใดๆ ทั้งในทางขบขันและจริงจัง เช่น การทำหน้าตลก การยิ้ม คำขอโทษอย่างจริงใจ หรือการขอหยุดพักจัดการอารมณ์เพื่อกลับมาคุยกันใหม่ในเวลาที่พร้อม


ในคู่รักที่มีพื้นฐานความเป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน สัญญาณเหล่านี้มักจะถูกรับรู้และได้รับการตอบรับในทางที่ดีมากกว่า เมื่อเกิดเหตุการณ์ทะเลาะเบาะแว้ง การส่งสัญญาณขอซ่อมแซมความสัมพันธ์ อาจช่วยชะลอหรือป้องกันไม่ให้อารมณ์ความรู้สึกลบบานปลาย และเปิดโอกาสให้คู่รักกลับมาสื่อสารกันได้ 


ต้องบอกก่อนว่า Repair Attempt ไม่ใช่ ปุ่มหยุดทะเลาะ ที่ใช้ได้ทันทีทุกครั้ง แต่ความสำเร็จของสิ่งนี้จะขึ้นอยู่กับบริบทและคุณภาพความสัมพันธ์โดยรวม ไม่ใช่แค่เลือกพูดประโยคใดประโยคหนึ่งให้ถูกใจ หรือขอคืนดีแบบส่งๆ… และในคู่ที่มีทัศนคติมองกันในแง่ลบอยู่แล้ว การส่งสัญญาณขอคืนดีอาจถูกมองข้ามหรือถูกปฏิเสธได้ง่ายมากกว่า


(The Gottman Institute, 2026)


การจะเป็นเพื่อนที่ดีของคนรัก จึงไม่ได้หมายถึงเพียงแค่ใช้เวลาด้วยกัน หรือหมั่นประสานรอยร้าวในความสัมพันธ์เท่านั้น… แต่ยังรวมถึงการรู้จักโลกของคนรักที่ดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง เช่น รู้ว่าอีกฝ่ายกำลังคิดอะไร รู้ว่าอะไรสำคัญกับเขา และยังคงสนใจว่า คนคนนี้กำลังเป็นใคร…ในแต่ละช่วงของชีวิต เพื่อให้เราดูแลและเอาใจใส่กันได้อย่างเข้าใจ ในทุกๆ การเปลี่ยนผ่านที่หมุนเวียนเข้ามา


  • ภาพประกอบจากเว็บไซต์ Magnific
  • ภาพประกอบจากเว็บไซต์ Magnific
  • ภาพประกอบจากเว็บไซต์ Magnific
  • ภาพประกอบจากเว็บไซต์ Magnific
  • ภาพประกอบจากเว็บไซต์ Magnific
  • ภาพประกอบจากเว็บไซต์ Magnific


บทเรียนที่ 1 - เรารู้จักคนรักของเราในเวอร์ชันปัจจุบันมากแค่ไหน?

(Principle 1: Enhance Your Love Maps)


รักที่มีความฉลาดทางอารมณ์จะคุ้นเคยกับโลกภายในของกันและกันอย่างลึกซึ้ง 


ตามที่ในหนังสือกล่าวไว้ หลักการข้อแรกที่เป็นรากฐานสำคัญที่สุดของชีวิตคู่ คือการสร้าง Love Maps (แผนที่ความรัก หรือ แผนที่ความรู้เกี่ยวกับโลกของคนรัก) ซึ่งหมายถึงพื้นที่ความรู้ความเข้าใจ ที่เราใช้เก็บข้อมูลเกี่ยวกับชีวิต ตัวตน และอารมณ์ของคนรัก


ตั้งแต่สิ่งที่เขาหรือเธอชอบ ไม่ชอบ ความเครียดในปัจจุบัน ไปจนถึงความฝัน ความกังวล และประสบการณ์สำคัญ และสิ่งที่กำลังมีความหมายต่อชีวิต หรืออื่นๆ


ดังนั้น Love Maps จึงไม่ได้หมายถึงเพียงการจำว่า “แฟนเราชอบกินอะไร?” แต่รวมถึงการรู้ว่า

“ช่วงนี้เขากำลังเจอกับอะไร?” “มีเรื่องอะไรที่ทำให้เขากังวล?” “ตอนนี้อะไรสำคัญกับเขามากที่สุด?” “ความฝันที่เขาเคยเล่าให้เราฟังยังเหมือนเดิมไหม?”

เพราะคนเราไม่ได้หยุดอยู่กับที่…

สิ่งที่เราเคยรู้เกี่ยวกับคนรักเมื่อห้าปีก่อน อาจไม่ใช่สิ่งเดียวกับที่เขาต้องการหรือให้ความสำคัญในวันนี้ การรู้จักคนรักจึงไม่ใช่สิ่งที่ทำครั้งเดียวแล้วจบ แต่เป็นสิ่งที่ต้องค่อยๆ อัปเดตอยู่เสมอ


(Gottman et al., 2011) 


  • ภาพประกอบจากเว็บไซต์ Magnific
  • ภาพประกอบจากเว็บไซต์ Magnific
  • ภาพประกอบจากเว็บไซต์ Magnific
  • ภาพประกอบจากเว็บไซต์ Magnific
  • ภาพประกอบจากเว็บไซต์ Magnific
  • ภาพประกอบจากเว็บไซต์ Magnific


เมื่อเรารู้จักงานของเขา แต่กลับไม่รู้จักโลกของเขา

เคสศึกษา - ดร. โรรี ผู้รอบรู้เรื่องงาน แต่ไม่รู้จักโลกของคนรัก


ในหนังสือได้ยกตัวอย่างเคสศึกษาของ ดร. โรรี กุมารแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่เก่งกาจและได้รับความรักจากทุกคนในโรงพยาบาล แต่บทบาทการทำงานที่เขาทุ่มเทอย่างหนัก ได้เข้ามาแย่งชิงพื้นที่ชีวิตครอบครัว เขาไม่รู้จักชื่อเพื่อนของลูก ไม่รู้ชื่อสุนัขในบ้าน และเมื่อมีคนถามว่าประตูหลังบ้านไปทางไหน เขาต้องหันไปถามภรรยา... ความไม่ใส่ใจในรายละเอียดเล็กน้อยเหล่านี้ ทำให้ภรรยาของเขารู้สึกว่าเธอและชีวิตคู่ไม่มีค่าเพียงพอจะอยู่ในสายตาเขาได้เลย


  • ภาพประกอบจากเว็บไซต์ Magnific

ในทางตรงกันข้าม คู่รักที่มีความฉลาดทางอารมณ์จะมี Love Maps ที่รายละเอียดลึกซึ้ง พวกเขาจำได้ว่าคู่ชีวิตชอบกินสลัดแบบไหน ใส่น้ำสลัดรสชาติใด ช่วงนี้งานของอีกฝ่ายตึงเครียดเรื่องอะไร และรู้ว่าความฝันลึกๆ ในวัยเด็กของคนรักคืออะไร… ตอนนี้มีอะไรที่เปลี่ยนไปแล้ว และเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมอย่างไร


(Gottman & Silver, 2015)


ดังนั้นแนวคิดสำคัญของ Love Maps จึงไม่ใช่เพียงการจำว่าอีกฝ่ายชอบอะไร แต่คือการทำให้เรายังคง “รู้จัก” คนที่เรารัก แม้เขาหรือเธอจะเปลี่ยนแปลงไปตามเวลา


  • ภาพประกอบจากเว็บไซต์ Magnific
  • ภาพประกอบจากเว็บไซต์ Magnific
  • ภาพประกอบจากเว็บไซต์ Magnific
  • ภาพประกอบจากเว็บไซต์ Magnific


แล้ว Love Maps สำคัญอย่างไร เมื่อชีวิตกำลังเปลี่ยน? 

สิ่งที่งานวิจัยค้นพบคือ เกราะป้องกันในยามชีวิตมีการเปลี่ยนผ่าน (Marital Transition)


ช่วงเวลาที่ชีวิตเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ อาจทำให้ความสัมพันธ์ต้องปรับตัวตามไปด้วย… หนึ่งในช่วงเปลี่ยนผ่านที่มีการศึกษาค่อนข้างมากคือ การมีลูกคนแรก


ในงานศึกษาระยะยาวของคู่แต่งงานใหม่ที่พึ่งมีลูกคนแรก โดยติดตามการเปลี่ยนผ่านสู่การเป็นพ่อแม่เป็นเวลา 6 ปี พบว่า ภรรยาที่สามารถรักษาความพึงพอใจในชีวิตคู่เอาไว้ได้ หรือมีความพึงพอใจเพิ่มมากขึ้น เป็นกลุ่มที่มีสามีแสดงความชื่นชมรักใคร่ และทั้งสามีและภรรยามีความตระหนักรู้ต่อกัน และต่อความสัมพันธ์ในระดับสูง (Shapiro et al., 2000)


เมื่อมองผ่านกรอบแนวคิดของ ดร. กอตต์แมน... ข้อค้นพบนี้ไม่ได้หมายความว่า การมี Love Maps ทำให้ชีวิตคู่รอดหลังเจอมรสุม 


แต่ชวนให้เห็นภาพว่า เมื่อบทบาทและชีวิตประจำวันเปลี่ยนไป การที่คู่รักยังคงรับรู้และใส่ใจโลกภายในของกันและกัน รวมถึงรักษาคุณภาพความเป็นเพื่อนระหว่างคู่รักไว้ได้ อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับการปรับตัวของคู่รักในช่วงเปลี่ยนผ่าน


ดังนั้นการอัปเดตกันและกันอยู่เสมอ เมื่อบทบาทชีวิตเปลี่ยนไป ความคิด ความกลัว และความหมายในชีวิตของอีกฝ่ายเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร และพร้อมที่จะเรียนรู้ตัวตนใหม่ของคนรักโดยไม่ปล่อยให้อีกฝ่ายต้องเดินอย่างโดดเดี่ยว สิ่งนี้คือใจความสำคัญของ Love Maps


  • ภาพประกอบจากเว็บไซต์ Magnific
  • ภาพประกอบจากเว็บไซต์ Magnific
  • ภาพประกอบจากเว็บไซต์ Magnific
  • ภาพประกอบจากเว็บไซต์ Magnific


เราจะนำแนวทางของ Love Maps ไปใช้ในชีวิตจริงอย่างไร?


การสร้าง Love Map ไม่จำเป็นต้องเป็นกิจกรรมพิเศษ หรือการนั่งสัมภาษณ์กันอย่างจริงจัง แต่คือการหมั่นตั้งคำถามเพื่อสำรวจโลกภายในของกันและกันอยู่เสมอ และบางครั้งอาจเริ่มจากคำถามเล็กๆ ในชีวิตประจำวัน


1.  รู้จักโลกที่กำลังเกิดขึ้นของกันและกัน

(คำถามพื้นฐาน)


รู้จักชื่อเพื่อนสนิท เมนูโปรด สดใสหรือหงุดหงิดกับเรื่องอะไรช่วงนี้ เช่นลองถามว่า

ช่วงนี้งานเป็นอย่างไรบ้าง? มีเรื่องอะไรที่ทำให้เครียดที่สุด? มีอะไรที่กำลังตั้งตารอ? ช่วงนี้มีใครหรือเรื่องอะไรที่สำคัญกับเธอเป็นพิเศษไหม? มีอะไรที่เราเคยรู้เกี่ยวกับเธอ แต่ตอนนี้เปลี่ยนไปแล้วหรือเปล่า?

2.  รู้จักโลกภายในของกันและกัน

(คำถามระดับลึก)


เมื่อความสัมพันธ์มีพื้นที่ปลอดภัยเพียงพอ เราอาจค่อยๆ ทำความรู้จักกับ

ความฝันและเป้าหมาย ความกังวลลึกๆ ในใจ สิ่งที่ให้ความหมายกับชีวิต สิ่งที่อีกฝ่ายกำลังพยายามเปลี่ยนแปลง ประสบการณ์สำคัญที่หล่อหลอมให้เขาเป็นคนแบบทุกวันนี้ คุณค่าชีวิตที่เปลี่ยนไปตามวัย

(คำเตือน: คำถามด้านบน เป็นเพียงตัวอย่างคำถามเพื่อชวนสำรวจ และไม่ใช่คำแนะนำเชิงบำบัด)


  • ภาพประกอบจากเว็บไซต์ Magnific
  • ภาพประกอบจากเว็บไซต์ Magnific


การรู้จักโลกภายในของคนรัก ไม่ได้หมายความว่าเราต้องรู้ทุกอย่าง


โดยเฉพาะเรื่องส่วนตัวหรือประสบการณ์ที่อีกฝ่ายยังไม่พร้อมพูดถึง (เช่น บาดแผลทางใจ) แต่เราสามารถตระหนักและเท่าทันได้ว่า ประสบการณ์เดิม ความกังวล หรือเรื่องที่มีความหมายของแต่ละคน อาจส่งผลต่อวิธีที่เรารับรู้และตอบสนองต่อเหตุการณ์บางอย่าง… ซึ่งจะช่วยให้เรามองกันอย่างเข้าใจและเห็นใจมากขึ้น


ความใกล้ชิดและการเข้าใจคนรัก อาจไม่ได้เกิดจากการที่เราถามจนได้คำตอบ หรือมานั่งวิเคราะห์อีกฝ่ายไปทุกเรื่อง แต่คือการที่ทั้งคู่รู้ว่า ถ้าวันหนึ่งฉันพร้อม ฉันสามารถเล่าเรื่องนี้ให้เธอฟังได้ และเธอจะเคารพการตัดสินใจของฉัน การเคารพขอบเขตและความพร้อมของกันและกันอย่างเหมาะสม จึงเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างพื้นที่ความสัมพันธ์ที่ปลอดภัย


ให้เราได้ทำความรู้จักกันบนพื้นฐานของความสมัครใจและการเคารพซึ่งกันและกัน ที่ทุกฝ่ายได้เป็นตัวของตัวเองอย่างอุ่นใจ



  • ภาพประกอบจากเว็บไซต์ Magnific
  • ภาพประกอบจากเว็บไซต์ Magnific
  • ภาพประกอบจากเว็บไซต์ Magnific
  • ภาพประกอบจากเว็บไซต์ Magnific


(อ่านต่อรายละเอียดของหลักการข้อที่ 2 และข้ออื่นๆ ได้ในบทความต่อๆ ไปของเรา


และหากสนใจศึกษาแบบฝึกหัดและแนวทางการสร้าง Love Maps อย่างละเอียด สามารถศึกษาเพิ่มเติมได้จากหนังสือ The Seven Principles for Making Marriage Work)



บทความที่เกี่ยวข้อง

  • สามารถรับชมในสัปดาห์ที่สี่ของเดือนกันยายน 2026



 ให้ Mission On เป็นพื้นที่ปลอดภัยร่วมเรียนรู้ ทำความเข้าใจ และดูแลประคับประคองความสัมพันธ์ไปด้วยกัน


หากความสัมพันธ์หรือชีวิตคู่ของเรากำลังรู้สึกห่างเหิน มีความขัดแย้งที่จัดการได้ยาก หรือต้องการพื้นที่สำหรับทำความเข้าใจรูปแบบความสัมพันธ์ของตัวเองมากขึ้น การพูดคุยกับนักจิตวิทยาหรือนักจิตบำบัดอาจเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการทำความเข้าใจความสัมพันธ์อย่างเหมาะสมกับบริบทของแต่ละคู่


คลิกที่ลิงก์นัดหมายด้านล่าง เพื่อพูดคุยกับนักจิตวิทยา/นักจิตบำบัดของเรา


Posted on 21 August 2026

เรียบเรียงโดย ดลนภัส ชลวาสิน (วท.ม. จิตวิทยาพัฒนาการ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย)


บทความนี้เป็นการสรุป สังเคราะห์ และให้ความรู้ด้านจิตวิทยา (Psychoeducation) อ้างอิงจากหนังสือ The Seven Principles for Making Marriage Work (2015) โดย Dr. John M. Gottman & Nan Silver รวมถึงงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง


เนื้อหาเป็นข้อมูลเพื่อการเรียนรู้ทั่วไป ไม่สามารถใช้แทนการประเมินทางคลินิก การวินิจฉัย หรือการบำบัดรักษาเฉพาะบุคคลจากผู้เชี่ยวชาญ


และผลการวิจัยเกี่ยวกับความสัมพันธ์ไม่ควรถูกนำไปใช้เป็นเครื่องมือในการตัดสินว่าคู่รักคู่ใด “ดี” หรือ “ล้มเหลว” โดยปราศจากการพิจารณาบริบทของแต่ละความสัมพันธ์


หากความสัมพันธ์มีความขัดแย้งรุนแรง การควบคุม การข่มขู่ ความรุนแรง หรือการละเมิดขอบเขต ความปลอดภัยของแต่ละบุคคลควรมาก่อนการพยายามซ่อมแซมความสัมพันธ์ค่ะ



อ้างอิง


[1] Gottman, J. M., & Gottman, J. S. (2011, January 4). How to keep love going strong. YES! Magazine. https://www.yesmagazine.org/issue/happy-families-know/2011/01/04/how-to-keep-love-going-strong 


[2] Gottman, J. M., & Silver, N. (2015). The seven principles for making marriage work: A practical guide from the country's foremost relationship expert (2nd ed.). Harmony.


[3] Shapiro, A. F., Gottman, J. M., & Carrère, S. (2000). The baby and the marriage: Identifying factors that buffer against decline in marital satisfaction after the first baby arrives. Journal of Family Psychology, 14(1), 59–70. https://doi.org/10.1037/0893-3200.14.1.59 


[4] The Gottman Institute. (2026, January 16). Everything turns into an argument: How to break the conflict cycle. https://www.gottman.com/blog/everything-turns-into-an-argument 





รู้จักกับนักจิตวิทยาการปรึกษาและนักจิตบำบัด



นัดพบนักจิตวิทยาการปรึกษาและนักจิตบำบัด

  

bottom of page