top of page

5 สัญญาณเตือนว่าคุณกำลังติดกับดักของ Situationship

—มากกว่าเพื่อนแต่ไม่ใช่แฟน ความสัมพันธ์ที่ไม่ชัดเจนแบบนี้ จะอยู่ต่อหรือพอดีกว่า?





ความไม่แน่นอน ความคลุมเครือในความสัมพันธ์

อาจเพิ่มความวิตกกังวลและความไม่มั่นคงทางอารมณ์ ให้กับคนที่ยอมอยู่ในความสัมพันธ์แบบนี้

Situationship คือความสัมพันธ์ที่ไม่มีคำนิยามชัดเจน คนสองคนจะทำตัวเหมือนคู่รัก แต่บ่อยครั้งความสัมพันธ์ที่ดูเหมือนจะลึกซึ้งนี้ กลับไม่มีความชัดเจนหรือข้อตกลงร่วมกันว่าแต่ละคนมีบทบาทอย่างไรในชีวิตของกันและกัน


บางวันคุยกันทุกคืน บางวันหายเงียบ ไม่มีการเปิดตัวกับครอบครัวหรือกลุ่มเพื่อน คล้ายกับว่าความสัมพันธ์นี้ถูกขังอยู่ในฟองสบู่ รอแค่วันที่มีใครเอามือมาสัมผัสเบาๆ ก็อาจแตกโพละ หายไปแบบง่ายๆ เหมือนไม่เคยมีอยู่มาก่อน


บางคู่อาจมีความใกล้ชิดผูกพันเหมือนคู่รัก จนถึงขั้นมีความสัมพันธ์ทางกายลึกซึ้ง แชร์ความกลัวความไม่มั่นใจจากส่วนลึกให้กันและกันฟังได้  แต่พอถามถึงสถานะ กลับได้รับคำตอบว่า

“มันซับซ้อน…” หรือแค่ “ปล่อยให้มันเป็นแบบนี้ไปก่อน เดี๋ยวค่อยคิด/เดี๋ยวก็รู้…”

ในทางจิตวิทยาอาจไม่ใช้คำว่า Situationship แต่เรียกสภาวะนี้ว่า “ความไม่แน่นอนในความสัมพันธ์ (Relational Uncertainty) ซึ่งหมายถึงการไม่มั่นใจในสถานะและอนาคตของความสัมพันธ์ ไม่รู้ว่าอนาคตจะไปในทิศทางไหน? หรือเป็นอย่างไรต่อไป?


(Knobloch & Solomon, 1999)





เวลาที่ได้ยินเพื่อนมาเล่าให้ฟัง หรือตัวเราเองที่กำลังมีความสัมพันธ์แบบนี้ หลายคนคงเคยสงสัยว่า

“ความสัมพันธ์แบบนี้ มันดีต่อสุขภาพจิตใจจริงหรอ?”

อาจฟันธงไม่ได้ทั้งหมดว่า มันดีหรือไม่ดี?

แต่ 5 สัญญาณต่อไปนี้ ช่วยให้เรารู้ตัวได้ไวว่า กำลังอยู่ในวังวนความไม่ชัดเจนของ Situationship เสียแล้ว


5 สัญญาณของ Situationship


1.  หลีกเลี่ยงให้สถานะความสัมพันธ์

(You Avoid Defining the Relationship - DTR)


ไม่ใช่เรื่องแปลกที่พอคบหาดูใจกันมาสักพัก หลายคนน่าจะเคยผ่านบทสนทนาประเภทที่ว่า “เราเป็นอะไรกัน?” มาบ้าง


แต่บ่อยครั้งที่การคุยเรื่องนี้มักจบลงด้วยความอึดอัด หลายคนเลยเลือกที่จะปล่อยให้สถานะคลุมเครือ เพราะการขอความชัดเจนอาจดูเหมือนว่าเรากำลังเผยจุดอ่อน หรือบอกอ้อมๆ ให้อีกฝ่ายรู้ว่า  “เราแคร์มากเกินไป”


เพราะแบบนี้เอง เลยเป็นเหตุผลว่าทำไม Situationship มักเกิดจาก “ความวิตกกังวลในเรื่องความรัก” (Romantic Anxiety) เพราะมันเปิดโอกาสให้คนสองคนได้ใกล้ชิดกัน โดยไม่จำเป็นต้องมีการพูดคุยให้ลำบากใจ


แต่ไม่ว่ายังไงก็ตามเมื่อเวลาผ่านไป และความสัมพันธ์นี้ยังดำเนินต่อ ความกังวลของทุกฝ่ายจะยิ่งมีมากขึ้นตามเป็นเงา เพราะงานวิจัยพบว่า “ความไม่แน่นอนในความสัมพันธ์” (Relational Uncertainty) มีความสัมพันธ์โดยตรงกับความเครียดและความวิตกกังวล


ในระยะยาวความไม่แน่นอนนี้จะกระตุ้น “คอร์ติซอล” (ฮอร์โมนความเครียด) ให้สูงขึ้น ยิ่งสถานะไม่ชัดเจน ความเครียดยิ่งสะสมเพิ่มขึ้นแบบไม่รู้ตัว

—Loren Soeiro, Ph.D. ABPP อ้างอิงจากงานวิจัยของ Priem & Solomon (2011)


เมื่อความชัดเจนในความสัมพันธ์ลดน้อยลง

ความเครียดและความวิตกกังวลก็จะยิ่งเติบโตขึ้นเรื่อยๆ

ถ้าอยากทำให้ความสัมพันธ์ของเราชัดเจนขึ้นล่ะ ติดตามอ่านได้ในบทความถัดไปของ Mission On




2.  ใกล้ชิดผูกพันกัน แต่ไม่ผูกมัด

(Emotional Intimacy Exists Without Commitment)


การได้ใกล้ชิดกับใครสักคนเป็นได้ทั้งสิ่งที่ บรรเทา และ สร้าง ความกังวลในเวลาเดียวกัน หลายคนมีบทสนทนาที่ลึกซึ้ง หรือมีช่วงเช้าแสนอบอุ่นด้วยกันบนเตียง


แต่ในขณะเดียวกันการสร้างความผูกพันแบบนี้จะกลายเป็นเรื่องน่ากลัวทันที เมื่อไม่สามารถรู้ได้เลยว่า “อีกฝ่ายมองเห็น อนาคตในระยะยาว ร่วมกันกับเราหรือเปล่า?”

เพราะเมื่อไหร่ก็ตามที่ความสนิทใจ หรือความผูกพันทางอารมณ์นี้ (Emotional closeness) ยังคงเกิดขึ้นต่อเนื่องไปเรื่อยๆ และมันมาพร้อมกับความคลุมเครือ คาดเดาไม่ได้/รู้สึกไม่มั่นคง


สถานะแบบนี้ที่ดูเหมือน “บางวันจะแต่งงานกันได้ แต่บางวันก็ไม่แน่ใจเลยว่าเขาจะตอบแชทหรือเปล่า” เรียกว่า ความไม่สมดุลในความสัมพันธ์ (Relational Asymmetry) และมันนำไปสู่ความเปราะบางทางใจ


งานวิจัยปี 2006 พบว่าความไม่สมดุลนี้ มักเกิดจากการยอมปล่อยไหลไปเรื่อยๆ (Sliding) หรือปล่อยให้ความผูกพันก่อตัวขึ้น ปล่อยให้อารมณ์ถลำลึกไปเรื่อยๆ โดยไม่มีความชัดเจน ไม่มีการตัดสินใจร่วมกันว่าความสัมพันธ์นี้คืออะไรเสียที (Deciding)


สิ่งนี้จะเพิ่มความเสี่ยงให้ความสัมพันธ์จบลงไม่สวย

และยิ่งทำให้เราอ่อนแอ หวั่นไหว คล้อยตามได้ง่าย หรือเสียใจรู้สึกปั่นป่วนได้ง่ายๆ ไปอีกด้วย ซึ่งไม่ใช่เรื่องดีเลย

—Loren Soeiro, Ph.D. ABPP อ้างอิงจากงานวิจัยของ Stanley et al. (2006)




3.  คุณรู้สึกกังวล มากกว่ารู้สึกปลอดภัย

(You Feel Anxious, Not Secure)


ติดธงแดงไว้ได้เลย เมื่อเจอ Situationship แบบนี้ เบาะแสชิ้นใหญ่ที่บอกเราได้ชัดๆ เลยว่า “ความสัมพันธ์นี้กำลังเดินไปผิดทาง”


คือเมื่อไหร่ก็ตามที่อยู่คนเดียวและกำลังนึกถึงอีกฝ่าย แต่เรากลับรู้สึกแย่ลง

การต้องคอยเช็กข้อความซ้ำๆ อย่างควบคุมไม่ได้ หรือไม่กล้านัดใครในวันหยุดเพราะเผื่อว่าเขาจะทักมา งานวิจัยปี 2007 เกี่ยวกับทฤษฎีความผูกพัน (Attachment Theory) เรียกอาการระแวดระวังเกินเหตุนี้ว่า “อาการกลัวการถูกละเลย/ถูกทิ้ง” หรือรักมากแต่ก็กลัวถูกทิ้งมาก (Attachment Anxiety)


ซึ่งมันเกิดขึ้นจากความคลุมเครือของ Situationship ที่ทำให้รู้สึกไม่แน่ใจ ไม่มั่นใจ และกังวลว่า “คนรักจะอยู่ตรงนั้นเพื่อเราหรือเปล่า?” หรือ “จะยอมมีสถานะผูกมัดกับเราจริงไหม?”

ความไม่แน่ใจนี้ไปกระตุ้นความหวาดระแวงลึกๆ ในใจ

มองว่าตัวเองจะถูกทอดทิ้ง หรือกลัวว่าตัวเองไม่คู่ควรกับการถูกรัก


คำแนะนำจากนักจิตวิทยา
Situationship อาจดูสนุกและตื่นเต้นในช่วงแรก แต่การต้องทนอยู่กับความกังวลว่าอีกคนจะรู้สึกอย่างไร? เขาจะไปต่อหรือเลิกกับเรา? นี่ไม่ใช่ความสัมพันธ์ที่ดีต่อสุขภาพจิตใจเลย

เราไม่จำเป็นต้องยอมปล่อยให้ตัวเอง อยู่ท่ามกลางความไม่สบายใจ เหมือนอยู่ใต้หมอกที่บังความสุขของเราไปเรื่อยๆ ทางเลือกที่ดีที่สุด ที่ใครๆ ก็สามารถทำได้เสมอ คือ “เลือกเดินออกมา เมื่อการอยู่ใต้ความกังวลนี้ทำให้เราทุกข์ไม่สิ้นสุด หรือทุกข์มากกว่าสุข (หรือบางคนอาจรู้สึกเหมือน “ใจพัง” จนแบกรับไม่ไหว เจ็บปวด บอบช้ำ รู้สึกปั่นป่วนมากกว่าแค่ความเครียดทั่วไป; Emotional Distress)

—Loren Soeiro, Ph.D. ABPP อ้างอิงจากงานวิจัยของ Mikulincer & Shaver (2007)




4. ความสัมพันธ์ที่มีอยู่จริง แค่ในพื้นที่ส่วนตัว

(The Relationship Exists Mostly in Private)


ถ้าการไปเจอเพื่อนของคนรักกลายเป็นเรื่องใหญ่ และการขอไปเจอครอบครัวยิ่งเป็นเรื่องที่ชวนให้เครียดหนักเข้าไปอีก ให้สงสัยได้เลยว่า เรากำลังอยู่ใน Situationship...


ตามปกติแล้ว เมื่อคนสองคนเริ่มจริงจังต่อกัน สังคมของทั้งคู่จะค่อยๆ รวมเข้าด้วยกันได้อย่างเป็นธรรมชาติ (Social Integration) แม้ว่าสำหรับบางคู่อาจจะต้องใช้ความพยายามอยู่บ้าง แต่มันไม่ควรจะเป็นเรื่องที่ถึงขั้นคอขาดบาดตาย


ในบทความวิจัยของ Susan Sprecher (2011) กล่าวว่า เมื่อคู่รักได้รับการยอมรับและถูกแนะนำให้รู้จักกับเพื่อนหรือครอบครัวของอีกฝ่าย สิ่งนี้ช่วยสนับสนุนความสัมพันธ์ให้เรายินยอมผูกมัดกันอย่างเต็มใจ (Commitment)


และในทางกลับกัน เมื่อไม่เคยรู้สึกว่ามีตัวตนในสังคมของอีกฝ่ายเลย ไม่เคยได้รับ “การยืนยัน” จากเพื่อนหรือครอบครัวของคนรัก มีแนวโน้มสูงที่เราจะรู้สึกว่า ความสัมพันธ์นี้ไม่มั่นคง สั่นคลอนได้ง่าย

—Loren Soeiro, Ph.D. ABPP อ้างอิงจากงานวิจัยของ Stanley et al. (2006)




5. เปิดโอกาสให้มี “ตัวเลือก” อื่นอยู่เสมอ

(One or Both of You Keep Future Options Open)


สัญญาณสุดท้ายของ Situationship แต่ชัดเจนที่สุดคือ การที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง (หรือทั้งคู่) ยังให้ความสำคัญกับ “โอกาสที่จะได้เจอคนใหม่ในอนาคต” มากกว่า “การได้เชื่อมโยงคอนเนกต์กับคนปัจจุบัน ที่อยู่ตรงหน้า


หลายคนจงใจเปิดแอปหาคู่ทิ้งไว้และยังใช้มันอยู่ การไม่ยอมตัดตัวเลือกอื่นออกไปแบบนี้ อาจฟังดูเหมือน “ยืดหยุ่น” หรือเคารพ “ให้อิสระกัน” แต่ในความเป็นจริง มันคือการปฏิเสธที่จะมีการผูกมัดแบบเป็นนัยๆ (Implicit Rejection of Commitment)

ความจริงจากจิตวิทยาสังคมตั้งแต่ปี 1980 ช่วยยืนยันว่า “การยอมตัดตัวเลือกอื่นทิ้งไป คือสิ่งที่ช่วยสร้างความมั่นใจในความสัมพันธ์” เสริมสร้างความผูกพันให้มั่นคงหนักแน่นขึ้น


และในทางกลับกัน การยังมีตัวเลือกอื่นไว้ จะทำให้ความพยายามที่เราควรเอาไว้ใช้ดูแลความสัมพันธ์ปัจจุบันลดน้อยลงไปโดยปริยาย (บั่นทอนความทุ่มเทที่มีให้กันและกัน)

และสุดท้าย ความกังวลที่เกิดจากการ “ไม่เลือก” มักมีราคาที่ต้องจ่ายสูงกว่าอิสระที่เราอยากได้เสมอ

การทำตัวยืดหยุ่นไม่ผูกมัด อาจไม่คุ้มค่าเมื่อเทียบกับ “ความวิตกกังวล” ที่มันสร้างขึ้นมา

—Loren Soeiro, Ph.D. ABPP อ้างอิงจากงานวิจัยของ Rusbult (1980)




ทำไมถึงเป็นเรื่องยาก ที่เราจะเดินออกจาก Situationship?


ความสัมพันธ์ที่ดูคลุมเครือนั้นเลิกยากพอๆ กับการให้สถานะที่ชัดเจน


ลองนึกถึงทฤษฎีทางจิตวิทยา "การเสริมแรงทางบวก" (Positive Reinforcement) หรือแนวคิดทางจิตวิทยาที่ว่าด้วยการให้รางวัลเพื่อให้เกิดพฤติกรรมเดิมซ้ำๆ


จินตนาการถึงหนูในกรง ที่กดคันโยก แล้วได้รับอาหารลงมาในถ้วยอาหารแบบสุ่ม (ไม่ได้รับอาหารทุกครั้ง ได้เป็นบางครั้ง) หนูตัวเดิมจะยังคงกดคันโยกถี่กว่าเดิม และเลิกพฤติกรรมนั้นยากกว่าเดิม หรือยากกว่าหนูตัวที่ได้รับอาหารทุกครั้งที่กดคันโยก เปรียบเทียบกับคน มันคือการที่เมื่อใครบางคนทำดีกับเรา แล้วเราให้บางสิ่งที่เขาชอบกลับไป แล้วเขาจะอยากทำสิ่งนั้นให้เราอีกซ้ำๆ ในอนาคต... (แม้ว่าต่อจากนี้เราจะไม่ให้ของ/หรือให้กลับไปเป็นบางครั้งก็ตาม)


พูดให้เห็นภาพคือ ถ้าการเสริมแรงทางบวกคือ การให้รางวัลทุกครั้งที่ทำดี ในกรณีของ Situationship จะเป็น “การเสริมแรงแบบสุ่ม” (Intermittent Reinforcement) ซึ่งมันคือการ “ทำดีทุกครั้งอาจได้รางวัลบ้าง ไม่ได้รางวัลบ้าง (หรือสุ่มให้รางวัล)


เทคนิคนี้จึงทำให้บางคนเสพติดทำพฤติกรรมบางอย่าง และเลิกทำมันได้อย่างยากเย็นที่สุด เพราะติดกับดักที่ทำให้รู้สึกว่า “ครั้งต่อไปอาจจะได้รางวัลก็ได้” เหมือนกับการลุ้นโชค ลุ้นหวยอยู่ตลอดเวลา


คนที่ติดอยู่ใน Situationship ก็ไม่ต่างกัน ความหวานซึ้งที่มาแบบสุ่ม ความสนุก ความพึงพอใจที่เกิดขึ้นเพียงนานๆ ครั้ง คือ “รางวัล” ที่ทำให้เราเสพติดและถอนตัวไม่ขึ้น จนต้องยอมกลับไปหาเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่า ถึงแม้บางคนจะเริ่มกังวลเกี่ยวกับอนาคตแต่ก็ไม่ยอมเลิก  (Joel et al., 2018)


—Loren Soeiro, Ph.D. ABPP




ติดตามอ่านวิธีการรับมือและก้าวข้ามความสัมพันธ์แบบ Situationship ได้ในบทความถัดไปของ Mission On



คลิกที่ลิงก์ด้านล่างบทความนี้ เพื่อปรึกษานักจิตวิทยา/นักจิตบำบัดของเรา


Posted on 25 February 2026 โดย ดลนภัส ชลวาสิน (วท.ม. จิตวิทยาพัฒนาการ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย)


บทความนี้แปลและดัดแปลงเนื้อหาบางส่วนมาจาก

  • เว็บไซต์ Psychology Today

    บทความเรื่อง Should you show empathy when setting limits? (2025)

    เขียนโดย Bill Eddy LCSW, JD รีวิวโดย Monica Vilhauer Ph.D.


อ้างอิง:

[1] Soeiro, L. (2026, February 14). 5 signs of being stuck in a situationship. Psychology Today. https://www.psychologytoday.com/us/blog/i-hear-you/202602/5-signs-youre-in-a-situationship-and-what-to-do-about-it


[2] Joel, S., Impett, E. A., Spielmann, S. S., & MacDonald, G. (2018). How interdependent are stay/leave decisions? On staying in the relationship for the sake of the romantic partner. Journal of Personality and Social Psychology, 115(5), 805–824. https://doi.org/10.1037/pspi0000139


[3] Knobloch, L. K., & Solomon, D. H. (1999). Measuring the sources and content of relational uncertainty. Communication Studies, 50(4), 261–278. https://doi.org/10.1080/10510979909388499


[4] Mikulincer, M., & Shaver, P. R. (2007). Attachment in adulthood: Structure, dynamics, and change. The Guilford Press.


[5] Priem, J. S., & Solomon, D. H. (2011). Relational uncertainty and cortisol responses to hurtful and supportive messages from a dating partner. Personal Relationships, 18(2), 198–223. https://doi.org/10.1111/j.1475-6811.2011.01353.x


[6] Rusbult, C. E. (1980). Commitment and satisfaction in romantic associations: A test of the investment model. Journal of Experimental Social Psychology, 16(2), 172–186. https://doi.org/10.1016/0022-1031(80)90007-4


[7] Sprecher, S. (2010). The influence of social networks on romantic relationships: Through the lens of the social network. Personal Relationships, 18(4), 630–644. https://doi.org/10.1111/j.1475-6811.2010.01330.x


[8] Stanley, S. M., Rhoades, G. K., & Markman, H. J. (2006). Sliding Versus Deciding: Inertia and the Premarital Cohabitation Effect. Family Relations: An Interdisciplinary Journal of Applied Family Studies, 55(4), 499–509. https://doi.org/10.1111/j.1741-3729.2006.00418.x





รู้จักกับนักจิตวิทยาการปรึกษาและนักจิตบำบัด



นัดพบนักจิตวิทยาการปรึกษาและนักจิตบำบัด

 
bottom of page