บทความจิตวิทยา
ถอด 7 บทเรียนความรักความสัมพันธ์ของ Gottman ตอนที่ 3—เราอยู่ด้วยกันทุกวัน แต่ทำไมบางครั้งถึงรู้สึกห่างไกล?
อยู่ด้วยกันทุกวัน แต่ทำไมบางครั้งถึงรู้สึกเหมือนอยู่ไกลกันเหลือเกิน? ชวนสำรวจสัญญาณเล็กๆ ในชีวิตประจำวันผ่านทฤษฎีความสัมพันธ์ของ Dr. John Gottman เรียนรู้วิธี Turning Toward เพื่อเติมความอบอุ่นและซ่อมแซมระยะห่างในความสัมพันธ์อย่างอ่อนโยน
ถ้ากำลังดีขึ้นแล้ว ทำไมยังรู้สึกแย่อยู่เลย? เมื่อความจริงสองด้านสามารถเกิดขึ้นพร้อมกันได้ในกระบวนการเยียวยา
ถ้ากำลังดีขึ้นแล้ว ทำไมยังรู้สึกแย่อยู่เลย? ชวนทำความเข้าใจกระบวนการเยียวยาใจผ่านแนวคิด Two Things Can Be True at Once เพราะความจริงสองด้านที่ขัดแย้ง อาจเกิดขึ้นพร้อมกันได้ เรียนรู้ที่จะเปิดพื้นที่ให้ความรู้สึกที่หลากหลายอยู่ร่วมกันได้อย่างอ่อนโยน และไม่จำเป็นต้องสมบูรณ์แบบ
ถอด 7 บทเรียนความรักความสัมพันธ์ของ Gottman ตอนที่ 2—ทำไมการชื่นชมจึงเป็นหนึ่งในสิ่งสำคัญที่ช่วยปกป้องความสัมพันธ์จากการดูแคลน?
ยังรักกันอยู่… แล้วเรายังชื่นชมกันอยู่ไหม? เมื่อความผิดหวังสะสมจนเราเริ่มมองเห็นแต่ข้อเสียของคนรัก Fondness and Admiration หรือความรู้สึกชอบ ชื่นชม และเคารพ อาจเป็นอีกแนวคิดที่ช่วยให้เราเข้าใจว่า อะไรทำให้ความสัมพันธ์เปลี่ยนไป และท่ามกลางความผิดหวัง ความขัดแย้ง เรายังมองเห็นคุณค่าของคนรักอยู่หรือเปล่า
ถอด 7 บทเรียนความรักความสัมพันธ์ของ Gottman ตอนที่ 1—ทำไมบางคู่ถึงจับมือกันรอด ในวันที่ความสัมพันธ์เจอคลื่นลม?
ชวนถอดบทเรียนเพื่อชีวิตคู่ที่ยั่งยืนผ่านงานวิจัยของ Dr. John Gottman สำรวจว่าทำไมมิตรภาพถึงเป็นเกราะป้องกันที่ดีที่สุดในวันที่เกิดความขัดแย้ง พร้อมแนวทางการสร้าง Love Maps แผนที่ความรักที่จะช่วยให้คุณยังคงรู้จัก เรียนรู้และเข้าใจโลกภายในใจ ตัวตนของคนรักในทุกๆ วัน
เส้นทางคืนความปลอดภัยให้จิตใจ เมื่อถูกล่วงละเมิด—คู่มือจิตวิทยาในการเยียวยาบาดแผลทางใจ โดยเฉพาะในบริบทของการถูกล่วงละเมิดโดยคนใกล้ชิด หรือคนในครอบครัว
บาดแผลจากการถูกล่วงละเมิดโดยคนใกล้ชิด (Betrayal Trauma) อาจทิ้งรอยร้าวลึกในจิตใจ... ชวนทำความเข้าใจกลไกทางประสาทวิทยา ปลดล็อกความละอายใจจากการเผลอโทษตัวเอง พร้อมสำรวจ 4 แนวทางจิตบำบัดเฉพาะทาง และคู่มือการเยียวยาเพื่อทวงคืนความปลอดภัยและขอบเขตร่างกายของคุณกลับมาอีกครั้ง
แค่คุยกันอาจไม่พอ... 7 ความเข้าใจผิดเรื่องชีวิตคู่—ที่นักจิตวิทยาอยากให้คุณเลิกเชื่อ
ความเชื่อที่เราโดนกรอกหูอยู่ทุกวัน กำลังทำลายความสัมพันธ์หรือเปล่า? นักจิตวิทยาชวนปลดล็อก 7 ความเข้าใจผิดเรื่องชีวิตคู่ ปมในใจ บุคลิกภาพ และความจริงเบื้องหลังการนอกใจ ตามคำอธิบายทางจิตวิทยาของ ดร. จอห์น กอตต์แมน ร่วมสำรวจกลไกที่ทำให้หัวใจของความสัมพันธ์เดินหน้าต่อไปได้อย่างราบรื่น
บาดแผลใต้หลังคาบ้าน เมื่อครอบครัวคือพื้นที่ที่เราถูกกระทำ—หยุดวงจรความเงียบของการถูกล่วงละเมิดทางเพศภายในครอบครัว
บ้านควรเป็นพื้นที่ที่ปลอดภัยที่สุดสำห รับเด็กทุกคน ทว่าในโลกของความเป็นจริงและในห้องให้คำปรึกษาทางจิตวิทยา เรากลับพบความจริงอันเจ็บปวดว่า บาดแผลทางใจที่รุนแรงและซับซ้อนที่สุดบ่อยครั้งไม่ได้เกิดขึ้นจากคนแปลกหน้าภายนอก แต่เกิดขึ้นใต้หลังคาบ้านจากฝีมือของคนในครอบครัวเดียวกัน
เมื่อ Consent เลือนรางบนเตียงนอน—ทำไมความเชื่อว่า “ฉันต้องยอม” ทำให้เสี่ยงถูกล่วงละเมิดทางเพศ?
ในทางจิตวิทยา สภาวะที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งต้องเผชิญกับประสบการณ์ทางเพศที่ไม่ได้เกิดขึ้นจากความต้องการที่แท้จริง แต่เกิดขึ้นเพราะความรู้สึกกลัว เกรงใจ หรือยอมๆ ไปเพื่อตัดรำคาญ หรือเพื่อให้เรื่องนี้รีบจบๆ ไป สิ่งนี้เรียกว่า “Sexual Coercion” หรือการบุกรุกพื้นที่ปลอดภัยทางร่างกายในรูปแบบที่ไม่มีรอยฝกช้ำทางร่างกาย แต่สามารถฝากบาดแผลลึกไว้ในใจอย่างยาวนาน
Beyond Love ทำไมบางคู่ถึงคบกันรอด? เจาะลึกพลังบวกในความสัมพันธ์—เพราะรักอย่างเดียวอาจไม่พอ แต่ “พลังงานที่ส่งต่อให้กัน” คือกุญแจสำคัญ ที่ทำให้รักประสบความสำเร็จ
ดร. เอ็มมา เซปพาลา ได้เขียนบทความเพื่ออธิบายว่า เพราะอะไร “พลังงานบวกในความสัมพันธ์” (Positive Relational Energy ) ถึงสามารถทำนายความสำเร็จของความสัมพันธ์ได้แม่นยำยิ่งกว่าเสน่ห์ รูปร่างหน้าตา หรือบุคลิกภาพ
Mutual Love รักที่ใจตรงกัน—ความรักแบบนี้เองที่หลายคนยอมแลก เงินหรืออำนาจอะไรก็อาจไม่สำคัญเท่า
ความรักแบบที่คนทั้งคู่ใจตรงกัน หรือ Mutual Love ในที่นี้ คือความสัมพันธ์ที่ทั้งสองฝ่ายรู้สึกรัก ผูกพัน เชื่อใจ และมีความปรารถนาดีให้แก่กันและกันในระดับที่ใกล้เคียงกัน ไม่ใช่การรักข้างเดียว มันคือการที่คนทั้งคู่ มองภาพเดียวกันได้ มีความรับผิดชอบต่อความสุขสวัสดิภาพของกันและกันอย่างเท่าเทียม เน้นการเข้าใจ ยอมรับ และดูแลกันและกันโดยไม่หวังผลตอบแทน เป็นพื้นฐานสำคัญที่ช่วยเยียวยาจิตใจ และเป็นพลังที่ทำให้คนสองคนร่วมกันสร้างความสัมพันธ์ที่เติบโตและแข็งแกร่งไปด้วยกัน
มัวแต่ดูซีรีส์ เล่นมือถือจนไม่หลับไม่นอน—เมื่อการอดนอน คือการ “แก้แค้น” ขอทวงคืนเวลาชีวิตที่ถูกขโมยไป
ทำงานมาทั้งวัน เหนื่อยล้าจนร่างจะพัง แต่พอจะเอนหลังนอนกลับวางมือถือไม่ลง ขอไถฟีด ดูซีรีส์ หรือเล่นเกมอีกหน่อย... ถึงจะรู้ตัวดีว่าพรุ่งนี้เช้าจะตื่นมาด้วยความงัวเงียและอ่อนเ พลีย แต่พฤติกรรมนี้ทำให้เรารู้สึกเหมือนได้ “ทวงคืนเวลาชีวิตส่วนตัว” กลับมาเป็นของตัวเองอีกครั้ง ในทางจิตวิทยาเรียกว่า Revenge Bedtime Procrastination (การผลัดวันประกันพรุ่ง หรือเลื่อนเวลานอนออกไปเรื่อยๆ เพื่อแก้แค้น ทวงคืนเวลาส่วนตัว) แต่มันส่งผลร้ายต่อสุขภาพ และเราควรรับมืออย่างไร
ถอดรหัส Silent Treatment ทำไมเธอชอบเมิน นิ่งเงียบใส่เรา—และถ้าเราคือคนที่นิ่งเงียบเอง จะเริ่มแก้ไขอย่างไร?
บทความนี้ เราจะมาดูเหตุผลเบ ื้องหลังกันว่า ทำไมหลายคนถึงเลือกใช้วิธีนิ่งเงียบใส่คนอื่น (Silent Treatment) เพื่อนำมาใช้แก้ปัญหาในความสัมพันธ์ ทั้งๆ ที่มันไม่ส่งผลดีกับฝ่ายไหนเลย ซึ่งบางครั้งไม่ได้เกิดจากเจตนาร้าย แต่เกิดจากกลไกการป้องกันตัวที่ฝังรากมานาน
เมื่อ Silent Treatment ไม่ใช่แค่การใช้ความเงียบมาคุยกัน เราจะรับมืออย่างไร?—แยกให้ออกอะไรคือการเงียบเพื่อถอยไปตั้งหลัก และแบบไหนคือการเงียบเพื่อทำร้าย
การนิ่งเงียบปิดกั้น ไม่ยอมคุย มักเกิดขึ้นชั่วค ราวเพื่อตัดบทหรือหยุดการโต้เถียงชั่วคราว ฝ่ายที่นิ่งเงียบอาจทำไปโดยมีเจตนาเพื่อหนีหรือเพื่อปกป้องตัวเอง ซึ่งบ่อยครั้งมันเกิดจากความกลัวความขัดแย้ง ไม่อยากมีเรื่อง แต่ Silent Treatment มักไม่เกิดขึ้นแค่ชั่วคราว แต่อาจกินเวลาหลายวัน จนเป็นสัปดาห์ เข้าหลักเดือน หรือยาวเป็นปีๆ และมักถูกใช้เป็นเครื่องมือในการลงโทษ ต้องการบงการควบคุม หรือพยายามมีอำนาจเหนืออีกฝ่ายในความสัมพันธ์ และทั้ง 2 สิ่งนี้แตกต่างจากการขอเวลานอก เพื่อพักสงบสติอารมณ์ (Time-out)
Silent Treatment เมื่อความเงียบเจ็บกว่าคำพูดต่อว่าแรงๆ—ทำไมการถูกนิ่งเงียบใส่ถึงเจ็บปวดลึกถึงระดับสมอง?
การนิ่งเงียบใส่กัน หรือ Silent Treatment คือการจงใจหยุดสื่อสาร หยุดตอบโต้ ปฏิเสธที่จะพูดคุย ในภาษาพูดทั่วไปอาจเรียกว่า “การเย็นชาใส่ ทำมึนตึง เมินใส่ หรือทำเหมือนเราไม่มีตัวตน” สำหรับบางคนอาจไม่เคยรู้เลยว่ามันคือรูปแบบหนึ่งของการบงการควบคุมหรือชักจูงจิตใจ และอาจถือเป็นการทำร้ายจิตใจ (ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม)
ค้นเจอความหวังในวันที่เปราะบาง—สำรวจ 3 องค์ประกอบของความหวังที่จะช่วยให้เราก้าวต่อ ในวันที่โลกหมุนเร็วเกินไป
ดึงอำนาจการควบคุมกลับมาอยู่ที่เรา ท่ามกลางสิ่งที่ควบคุมไม่ได้อย่างไร? สารพัดข่าวความขัดแย้งและความกดดันจากทั่วโลก ความไม่แน่นอน การเปลี่ยนแปลงกะทันหัน กำลังสูบฉีดพลังงานทางอารมณ์ของเราจนบางคนเครียดสะสม แต่รู้ไหมว่าหนึ่งวิธีที่จะช่วยให้เราขับเคลื่อนไปข้างหน้าต่อได้ในช่วงเวลานี้ได้ คือ การมีความหวัง
เปิดใจชวนคุยเรื่องสถานะควา มสัมพันธ์ให้ชัดเจน—นิยามสถานะอย่างใจเย็น มั่นคง และเป็นตัวของตัวเอง (Define the Relationship Part 2)
หลายครั้งที่การพูดคุยเรื่องสถานะ มักเป็นช่วงเวลาที่สร้างความประหม่าและความกังวลให้กับหลายๆ คน บทความนี้จะช่วยสรุปแนวทางและเหตุผลทางจิตวิทยาที่จะช่วยให้คุณรับมือกับช่วงเวลานี้ได้อย่างมั่นคง มีวุฒิภาวะ และเป็นตัวของตัวเองได้
เปิดใจชวนคุยเรื่องสถานะความสัมพันธ์ให้ชัดเจน—ทำไมเรื่องนี้ถึงสำคัญ? และเช็ก 6 สัญญาณเตือนว่าถึง เวลาต้องเลิกคลุมเครือได้แล้ว (Define the Relationship Part 1)
การยอมปล่อยให้ความสัมพันธ์ดำเนินต่อไปโดยไม่มีความชัดเจน มันอาจทำให้ใครก็ตามที่อยู่ในความสัมพันธ์รู้สึกกระวนกระวายใจ จนบางคนถึงขั้นเครียดและวิตกกังวลสะสม ดังนั้นการเริ่มต้นพูดคุยจึงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อให้คนทั้งคู่รู้สถานะที่ชัดเจน และจะช่วยสร้างความรู้สึกมั่นคงปลอดภัยทางจิตใจได้ด้วย
5 สัญญาณเตือนว่าคุณกำลังติดกับดักของ Situationship—มากกว่าเพื่อนแต่ไม่ใช่แฟน ความสัมพันธ์ที่ไม่ชัดเจนแบบนี้ จะอยู่ต่อหรือพอดีกว่า?
Situationship คือความสัมพันธ์ที่ไม่มีคำนิยามชัดเจน คนสองคนทำตัวเหมือนคู่รัก แต่ความสัมพันธ์ที่ดูเหมือนจะลึกซึ้งนี้ กลับไม่มีความชัดเจน หรือตกลงร่วมกันว่าแต่ละคนมีบทบาทอย่างไรในชีวิตของกันและกัน บางวันคุยกันทุกคืน บางวันหายเงียบ ไม่มีการเปิดตัวกับครอบครัวหรือกลุ่มเพื่อน ในทางจิตวิทยาอาจไม่ใช้คำว่า Situationship แต่เรียกสภาวะนี้ว่า “ความไม่แน่นอนในความสัมพันธ์” (Relational Uncertainty)
ตั้งขอบเขต กับคนที่รับมือยาก—ในสถานการณ์ที่มีความขัดแย้งสูง ถ้าเราอยากแสดงความเห็นใจ จะทำได้อย่างไร?
เมื่อพฤติกรรมของใครบางคน เริ่มส่งผลกระทบด้านลบกับการใช้ชีวิตของเรา การตั้งขอบเขต (ฺBoundary) จึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้เราใช้ปกป้องตัวเอง และเพื่อสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้ตัวเราได้เติบโตในแบบที่ควรจะเป็น
5 ภาษารัก ที่เราควรรู้จัก—เมื่อภาษารักของเราต่างกัน คู่เราเลยไม่รู้ว่า “เรารักกัน” สัก ที
ดร. แกรี่ แชปแมน พบว่าทุกคนมีวิธีแสดงออกและรับรู้ความรักที่แตกต่างกันไป โดยเขาได้แบ่ง “ภาษารัก” ออกเป็น 5 ประเภท แต่ในความจริงแล้วแต่ละคนมักจะมีแค่ 1-2 ภาษา (หรืออาจมากกว่า) ที่เป็นสิ่งที่ทำให้รู้สึกว่า “ถูกรัก” มากที่สุด และเพราะแต่ละคนมีภาษารักที่ไม่เหมือนกัน บางครั้งมันเลยอาจกลายเป็นสาเหตุที่มีส่วนทำให้คู่เราไม่เข้าใจกัน
6 ข้อเท็จจริงเรื่อง Sex หรือเพศสัมพันธ์—ที่คนส่วนใหญ่ไม่เคยรู้ และไม่มีสอนในโรงเรียน
“เซ็กซ์ไม่ใช่การแสดง ดังนั้นอย่ากดดันตัวเองให้ต้องทำตามบทบาท ความคาดหวัง หรือเลียนแบบสิ่งที่อยู่ในหนัง 18+” และหกข้อต่อไปนี้ คือสิ่งที่นักจิตบำบัดผู้เชี่ยวชาญด้านเพศสัมพันธ์ มักจะได้พูดซ้ำๆ ในห้องบำบัด เพราะหลายคนไม่เคยได้รับการสอนเรื่องเหล่านี้อย่างชัดเจน
อาการของ “โรคหลงตัวเอง” หรือ “โรคบุคลิกภาพหลงตัวเอง”—มีเกณฑ์อะไรบ้างที่จะทำให้เรา หรือคนใกล้ตัวถูกวินิจฉัยว่าเป็นโรคนี้?
อาการของผู้ที่เป็น "โรคหลงตัวเอง" หรือ NPD มักเกี่ยวข้องกับความคิด ความรู้สึก และพฤติกรรม ข้อมูลจาก DSM-5-TR™ ได้ให้เกณฑ์การวินิจฉัยไว้ 9 ข้อ ซึ่งการวินิจฉัย NPD จะพิจารณาจากพฤติกรรมและทัศนคติที่ปรากฏอย่างต่อเนื่องอย่างน้อย 5 ใน 9 ข้อนี้
เบื้องหลังความหมกมุ่นกับตัวเอง ไม่เห็นใจคนอื่น?—“โรคหลงตัวเอง” ภาวะสุขภาพจิตที่หลายคนอยากรู้จักให้มากขึ้น
“ความผิดปกติทางบุคลิกภาพแบบหลงตัวเอง” (Narcissistic Personality Disorder: NPD) หรือ “โรคหลงตัวเอง” ที่หลายคนชอบเรียกกัน คือภาวะสุขภาพจิตที่ซับซ้อนและส่งผลกระทบอย่างมากต่อผู้ที่เป็น เพราะมันกระทบต่อการรับรู้คุณค่าในตนเอง (Self-esteem) อัตลักษณ์หรือภาพที่เราใช้มองตัวเอง และวิธีการที่เราปฏิบัติต่อตัวเองและคนอื่น
6 สิ่งที่เราควรคำนึงถึงในช่วงวันหยุดเทศกาล—ก่อน “เข้าร่วม” หรือ “ถอยห่าง” จากความขัดแย้งในครอบครัว
ในช่วงวันหยุดยาวที่สำหรับหลายๆ คน มันกลายเป็นช่วงเวลาที่เต็มไปด้วยบรรยากาศความตึงเครียดในครอบครัว สมาคมจิตวิทยาแห่งสหรัฐอเมริกา (APA) แนะนำว่า เราควรคำนึงถึง 6 ข้อนี้ ก่อนที่จะตัดสินใจเข้าร่วมในบทสนทนาที่บั่นทอนจิตใจ ทั้งต่อเราเองและคนรอบข้าง
พูดขอโทษในเวลาที่ไม่จำเป็น—นิสัยละเลยตัวเอง ที่เราควรหยุดทำ
พูด ‘ขอโทษ’ ในเวลาที่ไม่จำเป็น อาจเป็นพฤติกรรมที่ดูเหมือนอ่อนโยน แต่จริงๆ แล้วคือ “นิสัยละเลยตัวเอง” ที่อันตราย เพราะมันคือการ “ยินยอมกักขังความรู้สึกผิด” ไว้กับตัวเอง และลดทอนคุณค่าในตัวเองลงอย่างเงียบๆ แล้วเราจะมีวิธีปรับปรุงมันอย่างไร? อ่านต่อได้ในบทความนี้
วิธีแก้ไขการสื่อสารเป็นพิษ [4]—เปลี่ยนจากการปิดกั้น หันหน้าหนี เป็นขอเวลาพัก และรักษาสมดุลใจ
ในสถานการณ์ความขัดแย้งที่เรารู้สึกอยาก “หนี” หรือเลือกที่จะนิ่งเงียบ หันหน้าหนี และทำเป็นไม่ได้ยิน—แต่รู้ไหมว่า? การเลือกที่จะไม่ตอบสนองต่อคู่รักหรืออีกฝ่ายในความความสัมพันธ์ มันไม่ใช่อาการเบื่อหน่าย แต่เป็นเพราะมีความรู้สึกลบๆ ที่ท่วมท้น จนร่างกายตอบสนองด้วยการปิดตัว ไม่รับรู้ หยุดพูด และปลีกตัวออกไป ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อความสัมพันธ์ เราจะมีวีธีปรับปรุงให้มันดีขึ้นได้อย่างไรบ้าง?
ตอบใช่ทั้งที่ในใจอยากตอบว่าไม่—นิสัยละเลยตัวเอง ที่เราควรหยุดทำ
พฤติกรรมต่อไปนี้กำลังกัดกร่อนความเชื่อใจที่เราควรมีให้ตัวเอง และทำให้เราเห็นคุณค่าในตัวเองน้อยลง ทุกครั้งที่เราตอบตกลง ในสิ่งที่ขัดต่อความต้องการ หรือความจำเป็นบางอย่างของตัวเอง เรากำลัง “ไม่ซื่อสัตย์” กับความรู้สึกตัวเอง และเลือกที่จะประนีประนอมด้วยการ “เก็บซ่อนตัวตน หรือความรู้สึกที่แท้จริงของตัวเองเอาไว้” ลองเปลี่ยนมาฝึกฝนปฏิเสธอย่างอ่อนโยนแบบนี้
วิธีแก้ไขการสื่อสารเป็นพิษ [3]—เปลี่ยนจากปกป้องตัวเอง (แบบไม่เป็นมิตร) เป็นยอมรับและรับผิดชอบ
พฤติกรรมปกป้องตัวเองแบบนี้ เช่น แก้ตัว แสดงความขุ่นเคือง ต่อต้าน เล่นบทเหยื่อและกล่าวโทษอีกฝ่าย ฯลฯ ไม่เคยช่วยแก้ปัญหาใดๆ ที่เกิดขึ้นในความสัมพันธ์ได้เลย มันยิ่งทำให้ความขัดแย้งบานปลาย แต่รู้ไหมว่า? 'ยาแก้พิษ' ที่ทรงพลังที่สุดสำหรับการสื่อสารแบบปกป้องตัวเอง คือ "การยินยอมที่จะรับผิดชอบในส่วนของตัวเอง" แม้จะเป็น เพียงส่วนเล็กๆ ของความขัดแย้งนั้นก็ตาม

















.jpg)
.jpg)




.jpg)

_2.jpg)







