top of page

CBT กับ EMDR ต่างกันอย่างไร?

ทำความเข้าใจ 2 แนวทางบำบัดที่ทำงานกับปัญหาทางใจคนละมุม



– ใช้เวลาอ่านประมาณ 8-10 นาที –



คำถามสำคัญอาจไม่ใช่ “แบบไหนดีกว่ากัน”


แต่อาจเป็น “แต่ละแนวทางมองปัญหาอย่างไร และแนวทางใดสอดคล้องกับสิ่งที่เรากำลังเผชิญ?”



  • ภาพประกอบจากเว็บไซต์ Magnific
  • ภาพประกอบจากเว็บไซต์ Magnific
  • ภาพประกอบจากเว็บไซต์ Magnific


บางครั้งสิ่งที่ทำให้เราเหนื่อย ไม่ได้มีแค่สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นตรงหน้า… แต่อาจเป็นความคิดที่วนอยู่กับเรื่องเดิมๆ ความรู้สึกบางอย่างที่เกิดขึ้นซ้ำๆ (โดยเฉพาะความรู้สึกด้านลบ) หรือความทรงจำจากประสบการณ์ที่ผ่านมา ซึ่งยังคงส่งผลต่ออารมณ์และการใช้ชีวิตในปัจจุบัน แม้เหตุการณ์ต่างๆ นั้นจะผ่านไปนานแล้วก็ตาม 


เมื่อเริ่มมองหาความช่วยเหลือ หลายคนอาจเคยได้ยินชื่อของ CBT และ EMDR แล้วเกิดคำถามตามมาว่า “สองแบบนี้ต่างกันอย่างไร?” หรือ “ถ้าเราอยากเริ่มบำบัด ต้องเลือกแบบไหน?”


ในทางจิตวิทยา ทั้งสองแนวทางต่างเป็นเครื่องมือที่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับ แต่มีจุดเน้นและวิธีการทำงานกับจิตใจในมิติที่แตกต่างกัน… คำถามจึงอาจไม่ได้อยู่ที่ว่าแนวทางไหนดีกว่า แต่อยู่ที่ว่า แต่ละแนวทางมองปัญหาอย่างไร และทำงานกับสิ่งที่เรากำลังเผชิญในมุมไหน หรือ แนวทางใดสอดคล้องกับปัญหา เป้าหมาย และบริบทของแต่ละคน


เนื้อหาในบทความนี้

▪️ CBT คืออะไร? ▪️ สิ่งที่เราอาจพบเจอในกระบวนการบำบัด CBT ▪️ EMDR คืออะไร? ▪️ สิ่งหลายคนอาจเข้าใจ EMDR คาดเคลื่อน ▪️ ทำไม EMDR ถึงให้ความสำคัญกับ “ความทรงจำ”? ▪️ CBT กับ EMDR ต่างกันตรงไหน? ▪️ ถ้าเรามีทั้ง “ความคิด” และ “ความทรงจำ” ที่ทำให้ทุกข์ ▪️ ส่งท้ายบทความ: เราจะรู้ได้อย่างไรว่า ควรเริ่มต้นจากตรงไหน? 

  • ภาพประกอบจากเว็บไซต์ Magnific
  • ภาพประกอบจากเว็บไซต์ Magnific
  • ภาพประกอบจากเว็บไซต์ Magnific
  • ภาพประกอบจากเว็บไซต์ Magnific



CBT คืออะไร?


CBT หรือ Cognitive Behavioral Therapy หรือจิตบำบัดทางความคิดและพฤติกรรม เป็นแนวทางจิตบำบัดที่ให้ความสำคัญกับความสัมพันธ์ระหว่างความคิด ความรู้สึก และพฤติกรรม (Beck, 2021)


หลักการของ CBT มองว่า เมื่อมีเหตุการณ์บางอย่างเกิดขึ้น สิ่งที่ส่งผลต่อความรู้สึกของเราอาจไม่ได้มาจาก “เหตุการณ์” เพียงอย่างเดียว แต่อาจเกี่ยวข้องกับวิธีที่เราตีความเหตุการณ์ และวิธีที่เราตอบสนองต่อมันด้วย



ลองนึกภาพเป็นตามว่า


เหตุการณ์ → เราคิด/ตีความอย่างไร → รู้สึกอย่างไร → พฤติกรรมหรือการตอบสนองอย่างไร



ตัวอย่างเช่น หัวหน้าส่งข้อความมาสั้นๆ ว่า “พรุ่งนี้มาคุยกันหน่อยนะ”


คนที่หนึ่ง อาจตีความทันทีว่า “หรือเราทำงานพลาด?” แล้วเริ่มกังวล นอนไม่หลับ และคิดวนไปทั้งคืน หรือเตรียมรับมือกับเรื่องแย่ที่สุดไว้ล่วงหน้า

คนที่สอง อาจตีความว่า “น่าจะมีอัปเดตเรื่องงานใหม่ พรุ่งนี้ค่อยไปฟังรายละเอียด”

เหตุการณ์เดียวกัน แต่การให้ความหมายต่างกัน… อาจนำไปสู่ผลลัพธ์ทางอารมณ์ความรู้สึก และการตอบสนองที่แตกต่างกันได้


การบำบัดแบบ CBT จึงให้ความสำคัญกับการสำรวจรูปแบบความคิด ความเชื่อ และพฤติกรรมที่เกี่ยวข้องกับปัญหา เพื่อทำความเข้าใจว่ารูปแบบเหล่านี้กำลังส่งผลต่อชีวิตของเราอย่างไร


และ CBT ไม่ได้หมายถึงการบอกตัวเองว่า “อย่าคิดลบ คิดบวกเข้าไว้” แต่เป็นกระบวนการทำงานร่วมกับนักจิตบำบัดเพื่อสำรวจความคิดและการตีความของเราอย่างเป็นระบบ และดูว่าสิ่งที่เราคิดสอดคล้องกับข้อมูลและสถานการณ์ความเป็นจริงมากน้อยเพียงใด และมีรูปแบบการตอบสนองใดที่กำลังทำให้ปัญหาดำเนินต่อไปหรือไม่


  • ภาพประกอบจากเว็บไซต์ Magnific
  • ภาพประกอบจากเว็บไซต์ Magnific
  • ภาพประกอบจากเว็บไซต์ Magnific
  • ภาพประกอบจากเว็บไซต์ Magnific


สิ่งที่เราอาจพบเจอในกระบวนการบำบัด CBT


นักจิตวิทยาจะใช้การสนทนาและการตั้งคำถามเชิงสำรวจ เพื่อช่วยผู้เข้ารับการบำบัด ดังนี้


  • เท่าทันความคิดอัตโนมัติ (Automatic Thoughts)


    สังเกตรูปแบบความคิดอัตโนมัติ (ที่อาจบิดเบือนหรือตรงกับข้อเท็จจริง) และทำความเข้าใจว่าความคิดเหล่านั้นเกี่ยวข้องกับอารมณ์และพฤติกรรมอย่างไร


  • ปรับโครงสร้างความคิด (Cognitive Restructuring)


    สร้างมุมมองใหม่ที่ยืดหยุ่น รอบด้าน และสอดคล้องกับความเป็นจริงมากขึ้น


  • การทำงานกับพฤติกรรม

    (Behavioral Strategies)


    ลดพฤติกรรมหลีกเลี่ยง (Avoidance) และสร้างพฤติกรรมใหม่ที่ช่วยตัดวงจรความทุกข์ เช่น ฝึกทักษะการเผชิญหน้า


    ในบางรูปแบบของ CBT อาจมีการใช้แบบบันทึกความคิด (Thought Records) เพื่อให้กลับไปสังเกตตัวเองระหว่างสัปดาห์ หรือมีกิจกรรมระหว่างเซสชัน


CBT มีหลักฐานจากงานวิจัยที่รองรับอย่างกว้างขวาง และมีการนำไปใช้กับปัญหาสุขภาพจิตหลายรูปแบบ ทั้งภาวะซึมเศร้าและกลุ่มโรควิตกกังวล เช่น โรควิตกกังวลทั่วไป (GAD) โรคแพนิค และปัญหาความวิตกกังวลในรูปแบบต่างๆ 


รวมถึงรูปแบบที่พัฒนาขึ้นมาเฉพาะสำหรับปัญหา Trauma เช่น Trauma-Focused CBT (TF-CBT) และ Cognitive Processing Therapy (CPT) ก็ถูกนำมาใช้ในการทำงานกับบาดแผลทางใจเช่นกัน


(Hirsch et al., 2019; Hofmann et al., 2012)


  • ภาพประกอบจากเว็บไซต์ Magnific
  • ภาพประกอบจากเว็บไซต์ Magnific
  • ภาพประกอบจากเว็บไซต์ Magnific
  • ภาพประกอบจากเว็บไซต์ Magnific



EMDR คืออะไร?


EMDR หรือ Eye Movement Desensitization and Reprocessing เป็นแนวทางจิตบำบัดที่ใช้ในการทำงานกับความทรงจำหรือประสบการณ์ที่สร้างความทุกข์ใจ หรือเกิดจากเหตุการณ์สะเทือนขวัญในอดีต ซึ่งมีผลกระทบต่ออารมณ์และการใช้ชีวิตของเราในปัจจุบัน


เป้าหมายของ EMDR คือการช่วยให้ความทรงจำที่เป็นบาดแผลทางใจเข้าสู่กระบวนการประมวลผลและจัดเก็บอย่างเหมาะสมเป็นระบบ เพื่อลดหรือบรรเทาผลกระทบด้านลบที่ความทรงจำนั้นยังมีต่อความรู้สึกและการใช้ชีวิตในปัจจุบัน 


— เรียบเรียงข้อมูลจากสมาคมอีเอ็มดีอาร์ ประเทศไทย (EMDR Association Thailand)


EMDR เป็นที่รู้จักอย่างมากจากการนำมาใช้ดูแลภาวะเครียดภายหลังเหตุการณ์สะเทือนใจ (PTSD) และบาดแผลทางใจ (Trauma)โดยในระหว่างกระบวนการบำบัด ผู้รับบริการจะทำงานกับความทรงจำหรือประสบการณ์ที่ต้องการสำรวจอย่างมีโครงสร้าง ควบคู่ไปกับ การกระตุ้นประสาทรับรู้สองฝั่งของร่างกายสลับกัน (Bilateral Stimulation) ตามความเหมาะสมของกระบวนการบำบัด เช่น 


1.  การเคลื่อนไหวสายตามองตามนิ้วมือหรือแถบแสงไฟซ้าย-ขวา 2.   การฟังเสียงโทนสลับข้างผ่านหูฟัง ซ้าย-ขวา 3.  การสัมผัสหรือเคาะเบา ๆ ที่หลังมือหรือหัวเข่าสลับข้าง (Tapping) หรือถืออุปกรณ์ส่งแรงสั่นเบาๆ

  • ภาพประกอบจากเว็บไซต์ thewellhousesouthlake.com
  • ภาพประกอบจากเว็บไซต์ www.therapist-directory.co.za
  • ภาพประกอบจากเว็บไซต์ mindfulmovementscounseling.com


สิ่งหลายคนอาจเข้าใจ EMDR คาดเคลื่อน


EMDR ไม่ได้หมายถึง “การกลอกตา” เพียงอย่างเดียว


กระบวนการ EMDR มีโครงสร้างและหลายระยะ ตั้งแต่การซักประวัติและทำความเข้าใจเป้าหมาย การเตรียมความพร้อมและสร้างความรู้สึกมั่นคงปลอดภัย การประเมิน ไปจนถึงการทำงานกับความทรงจำ และการติดตามผลอย่างเป็นระบบ (Cleveland Clinic, 2022)


ซึ่งเป็นการทำงานอย่างมีขั้นตอน ไม่ใช่การเข้าห้องบำบัดแล้วเริ่มกลอกตาทันที 

(โดยเราจะมาอธิบายเพิ่มเติมในบทความต่อๆ ไป)


  • ภาพประกอบจากเว็บไซต์ theinsightclinic.ca
  • ภาพประกอบจากเว็บไซต์ simplypsychology.org


ทำไม EMDR ถึงให้ความสำคัญกับ “ความทรงจำ”?


แนวคิดสำคัญเบื้องหลัง EMDR คือ Adaptive Information Processing หรือ AIP

กรอบแนวคิดนี้เสนอว่า สมองของมนุษย์มีกลไกตามธรรมชาติในการย่อยและเชื่อมโยงประสบการณ์ต่างๆ เข้ากับระบบความจำ (ประสบการณ์เดิมหรือความทรงจำต่างๆ สามารถถูกประมวลผลและเชื่อมโยงเข้ากับความรู้และประสบการณ์อื่นๆ เพื่อให้เรานำสิ่งที่เรียนรู้ไปใช้กับสถานการณ์ใหม่)


แต่เมื่อเราเผชิญกับประสบการณ์ที่สร้างความทุกข์ใจอย่างมาก จนระบบประสาทเกิดภาวะท่วมท้น (เช่น เผชิญกับเหตุการณ์สะเทือนใจรุนแรง… จนทำให้ความทรงจำ ภาพ เสียง กลิ่น และความรู้สึกทางกาย ถูกแช่แข็งไว้ในสมองเป็นข้อมูลดิบ หรือไม่ถูกประมวลผลอย่างสมบูรณ์) การประมวลผลประสบการณ์จึงมีลักษณะที่แตกต่างออกไป 


ความทรงจำบางอย่างในอดีตจึงอาจยังเชื่อมโยงกับ ภาพ เสียง ความรู้สึกทางร่างกาย อารมณ์ หรือความคิดบางอย่าง ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันได้ เช่น เหตุการณ์บางอย่างผ่านไปนานแล้ว แต่เมื่อเจอสถานการณ์หรือสิ่งกระตุ้นที่เชื่อมโยงหรือคล้ายคลึงกับประสบการณ์เดิม เราอาจรู้สึกกลัว ตกใจ ตื่นตระหนก หรือไม่สบายใจขึ้นมาอย่างรวดเร็ว (ราวกับเหตุการณ์ที่สร้างความทุกข์ใจนั้นกำลังเกิดขึ้นใหม่)


ซึ่งไม่ได้แปลว่าเรา “อ่อนแอ” หรือ “คิดมากเกินไป” เสมอไป… แต่เป็นสิ่งที่สามารถนำมาพูดคุยและทำความเข้าใจร่วมกับผู้เชี่ยวชาญได้


EMDR จึงเข้ามาช่วยให้ระบบประสาทได้ทำการประมวลผลสิ่งที่ตกค้างอยู่นี้ตามธรรมชาติ ทั้งนี้ AIP เป็น กรอบแนวคิดที่ใช้ในการอธิบายการทำงานของ EMDR และกลไกของ EMDR ยังคงเป็นหัวข้อที่มีการศึกษาและอภิปรายทางวิชาการอย่างต่อเนื่อง


(Landin-Romero et al., 2018)


  • ภาพประกอบจากเว็บไซต์ Magnific
  • ภาพประกอบจากเว็บไซต์ Magnific
  • ภาพประกอบจากเว็บไซต์ Magnific
  • ภาพประกอบจากเว็บไซต์ Magnific



CBT กับ EMDR ต่างกันตรงไหน?


หากอธิบายให้เห็นภาพแบบง่ายๆ ทั้งสองแนวทางมีจุดที่ให้ความสำคัญแตกต่างกัน แต่ไม่ได้หมายความว่าแยกออกจากกันอย่างเด็ดขาด


CBT และ EMDR เป็นแนวทางที่มีจุดเน้นและวิธีการทำงานแตกต่างกัน


การบำบัด CBT


ให้ความสำคัญกับการทำความเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่าง ความคิด → ความรู้สึก → พฤติกรรม


จึงอาจช่วยให้เราเห็นรูปแบบความคิด ความเชื่อ และการตอบสนองที่เกี่ยวข้องกับปัญหาที่กำลังเผชิญ


CBT ช่วยสำรวจว่า “เรากำลังคิด รู้สึก และตอบสนองต่อสิ่งต่างๆ อย่างไร”


การบำบัด EMDR


ให้ความสำคัญกับการทำงานกับ ประสบการณ์หรือความทรงจำที่ยังคงส่งผลต่อความรู้สึกและการตอบสนองในปัจจุบัน


โดยเฉพาะประสบการณ์ที่เกี่ยวข้องกับ Trauma และอาการจาก PTSD ซึ่งเป็นบริบทที่มีหลักฐานจากงานวิจัยสนับสนุนการใช้ EMDR อย่างชัดเจน (National Center for PTSD, n.d.)


EMDR ให้ความสำคัญกับ “ประสบการณ์หรือความทรงจำบางอย่างจากอดีตที่ยังคงส่งผลต่อเราในปัจจุบัน”



ดังนั้นหากมองในภาพกว้าง เราอาจเห็นความแตกต่างของ “จุดเน้น” ได้ดังนี้



CBT

(Cognitive Behavioral Therapy)

EMDR

(EMDR Therapy)

จุดเน้นโดยทั่วไป 

ความคิด ความเชื่อ และพฤติกรรมที่เกี่ยวข้องกับปัญหา

ความทรงจำหรือประสบการณ์ที่ยังสร้างความทุกข์หรือส่งผลต่อการตอบสนองในปัจจุบัน

วิธีทำงานโดยภาพรวม

สำรวจและทำความเข้าใจรูปแบบความคิดและการตอบสนอง 

ทำงานกับความทรงจำ/ประสบการณ์อย่างเป็นโครงสร้าง

เป็นที่รู้จักจาก

การประยุกต์ใช้กับปัญหาทางใจหลายรูปแบบ 

การทำงานกับ Trauma และ PTSD 

เป้าหมาย

ทำความเข้าใจและทำงานกับรูปแบบความคิด ความรู้สึก และพฤติกรรมที่เกี่ยวข้องกับปัญหา ให้เหมาะสมกับบริบทของแต่ละคน 

ทำงานกับความทรงจำหรือประสบการณ์ที่ยังสร้างความทุกข์ ผ่านกระบวนการประมวลผลในระหว่างการบำบัด เพื่อลดหรือบรรเทาผลกระทบที่ยังมีต่อปัจจุบัน 

กระบวนการและแบบฝึกหัด

มักมีบันทึกความคิด (Thought Records) หรือการฝึกพฤติกรรมระหว่างสัปดาห์

ทำงานผ่านโครงสร้าง 8 ระยะ เน้นการประมวลผลในห้องบำบัดและทักษะสร้างความรู้สึกปลอดภัย


(ตารางเปรียบเทียบจุดเน้นที่ต่างกันของ CBT และ EMDR)


หมายเหตุ: คำอธิบายนี้เป็นเพียงภาพรวม ทั้งสองแนวทางมีความยืดหยุ่นในทางปฏิบัติ มีทั้งรายละเอียดและรูปแบบการประยุกต์ใช้ที่ซับซ้อนกว่าที่กล่าวถึงในบทความนี้ ไม่ควรตีความตายตัวว่า CBT = ต้องทำกับเรื่องปัจจุบันเท่านั้น หรือ  EMDR = ต้องทำกับเรื่องอดีตเท่านั้น


  • ภาพประกอบจากเว็บไซต์ Magnific
  • ภาพประกอบจากเว็บไซต์ Magnific
  • ภาพประกอบจากเว็บไซต์ Magnific
  • ภาพประกอบจากเว็บไซต์ Magnific


ถ้าเรามีทั้ง “ความคิด” และ “ความทรงจำ” ที่ทำให้ทุกข์


เนื่องจากชีวิตจริงไม่ได้แบ่งปัญหาออกเป็นช่องๆ อย่างสวยงามเหมือนในตาราง


บางคนอาจกำลังเผชิญกับความกังวลในปัจจุบัน ขณะเดียวกันก็มีประสบการณ์ในอดีตที่ยังคงส่งผลต่อการตอบสนองหรือกระตุ้นความรู้สึกไม่ปลอดภัยขึ้นมาอยู่

สำหรับผู้ที่เผชิญกับบาดแผลทางใจหรือ PTSD ทั้งสองแนวทางอย่าง Trauma-focused CBT และ EMDR ต่างก็มีหลักฐานงานวิจัยสนับสนุนและแนะนำอย่างกว้างขวาง โดยมีรายละเอียดและเงื่อนไขของแต่ละแนวทางแตกต่างกันไป


 — National Institute for Health and Care Excellence (2018)

สถาบันแห่งชาติเพื่อความเป็นเลิศด้านสุขภาพและการดูแลแห่งสหราชอาณาจักร หรือ NICE


เพราะฉะนั้น การทำความเข้าใจ CBT และ EMDR จึงไม่จำเป็นต้องกลายเป็นคำถาม หรือรีบด่วนสรุปว่า “ฉันต้องเลือก CBT หรือ EMDR อย่างใดอย่างหนึ่ง” เพราะทั้งสองแนวทางมีวิธีมองและทำงานกับปัญหาทางใจแตกต่างกัน… การเลือกแนวทางจึงอาจขึ้นอยู่กับประวัติ อาการเด่น และความพร้อมของแต่ละบุคคล โดยไม่จำเป็นต้องรู้สึกว่าต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่งเสมอไป


  • ภาพประกอบจากเว็บไซต์ Magnific


ส่งท้ายบทความ

เราจะรู้ได้อย่างไรว่า ควรเริ่มต้นจากตรงไหน? 


จริงๆ แล้ว ไม่จำเป็นต้องรู้คำตอบทั้งหมดก่อนก้าวเข้าห้องบำบัดว่า “แนวทางไหนเหมาะกับเรา?” การพูดคุยกับนักจิตวิทยาสามารถเป็นจุดเริ่มต้นในการทำความเข้าใจว่า

  • อะไรคือสิ่งที่ทำให้เราอยากมารับความช่วยเหลือ? (ตอนนี้กำลังเกิดอะไรขึ้น)

  • ปัญหาที่กำลังเจอนี้ส่งผลต่อชีวิตเราอย่างไร?

  • อยากเห็นการเปลี่ยนแปลงอะไร? (เป้าหมายของการดูแลจิตใจคืออะไร)


จุดเริ่มต้นของการบำบัด อาจเป็นเพียงการยอมรับว่า เรื่องนี้กำลังหนักเกินกว่าที่เราอยากแบกไว้คนเดียว และการได้มีพื้นที่ปลอดภัยสำหรับพูดคุยว่า “ช่วงนี้กำลังเจอกับอะไรอยู่” จากตรงนี้ นักจิตวิทยาสามารถช่วยให้เราทำความเข้าใจเรื่องราวที่เกิดขึ้น พิจารณาร่วมกันว่าเป้าหมายของการบำบัดคืออะไร 


จากนั้น ผู้เชี่ยวชาญสามารถช่วยประเมินหรือหาแนวทางบำบัดที่เหมาะสมกับบริบทของคุณร่วมกัน โดยไม่ต้องตัดสินใจเพียงลำพัง (สิ่งสำคัญที่ควรรู้คือ การบำบัดทางจิตวิทยาไม่ใช่กระบวนการที่มีสูตรเดียวเบ็ดเสร็จสำหรับทุกคน)


เราไม่จำเป็นต้องเข้าใจทุกอย่างเกี่ยวกับตัวเองก่อน จึงจะมีสิทธิ์ขอความช่วยเหลือ


  • ภาพประกอบจากเว็บไซต์ Magnific
  • ภาพประกอบจากเว็บไซต์ Magnific
  • ภาพประกอบจากเว็บไซต์ Magnific
  • ภาพประกอบจากเว็บไซต์ Magnific


หากอยากทำความเข้าใจเรื่อง CBT หรือ EMDR เพิ่มเติม


ที่ศูนย์บริการด้านสุขภาพจิต Mission On เรามีนักจิตวิทยาการปรึกษาและนักจิตบำบัดที่ทำงานด้วยแนวทาง CBT และ EMDR โดยทีมของเรามีผู้เชี่ยวชาญด้าน EMDR ที่ได้รับการรับรองเป็น Certified EMDR Therapist จาก EMDR Association Thailand สามารถดูประวัติบุคลากรของเราได้ที่นี่


หากคุณรู้สึกว่าอยากมีใครสักคนช่วยทำความเข้าใจสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นกับตัวเอง เราพร้อมเป็นคู่หูร่วมเดินทางในกระบวนการนี้


คลิกที่ลิงก์นัดหมายด้านล่าง เพื่อพูดคุยกับนักจิตวิทยา/นักจิตบำบัดของเรา


ในบทความถัดไป Mission On จะชวนมาดูว่า


▪️ EMDR ไม่ได้มีแค่การกลอกตา… แล้วจริงๆ กระบวนการในห้องบำบัดมีอะไรเกิดขึ้นบ้าง?


▪️ รวมถึงคำถามที่หลายคนสงสัย เช่น ถ้ายังไม่พร้อมเล่าเรื่องที่เจ็บปวด จะทำ EMDR ได้ไหม?



Posted on 10 September 2026

เรียบเรียงโดย ดลนภัส ชลวาสิน (วท.ม. จิตวิทยาพัฒนาการ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย)


เนื้อหาในบทความนี้มีวัตถุประสงค์ให้ความรู้เกี่ยวกับแนวทางจิตบำบัดและสุขภาพจิต (Psychoeducation) ข้อมูลเป็นข้อมูลทั่วไป ไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อวินิจฉัยหรือบ่งชี้ว่าแนวทางใดเหมาะสมกับบุคคลใดเป็นรายบุคคล และไม่สามารถใช้ทดแทนการประเมิน การวินิจฉัย หรือการบำบัดจากผู้เชี่ยวชาญได้ 


หากคุณกำลังเผชิญกับปัญหาทางสุขภาพจิตใจ การพูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญสามารถช่วยให้เข้าใจปัญหาและพิจารณาแนวทางที่เหมาะสม



อ้างอิง

แหล่งข้อมูลจากองค์กรวิชาชีพ


[1]  สมาคมอีเอ็มดีอาร์ ประเทศไทย (EMDR Association Thailand). (ม.ป.ป.). การบำบัดแบบอีเอ็มดีอาร์ (EMDR Therapy): เอกสารให้ความรู้สำหรับผู้ใหญ่และครอบครัว  [Link แผ่นพับฟรี].


[2]  สมาคมอีเอ็มดีอาร์ ประเทศไทย (EMDR Association Thailand). (ม.ป.ป.). การบำบัดแบบอีเอ็มดีอาร์ในเด็ก (EMDR therapy in children): เอกสารให้ความรู้สำหรับผู้ใหญ่และครอบครัว  [Link แผ่นพับฟรี].


แหล่งข้อมูลประกอบ


[3]  Beck, J. S. (2021). Cognitive behavior therapy: Basics and beyond (3rd ed.). The Guilford Press. 


[4]  Cleveland Clinic. (2022). EMDR therapy: What it is, procedure & effectiveness. Cleveland Clinic. https://my.clevelandclinic.org/health/treatments/22641-emdr-therapy


[5]  Hirsch, C. R., Beale, S., Grey, N., & Liness, S. (2019). Approaching cognitive behavior therapy for generalized anxiety disorder from a cognitive process perspective. Frontiers in Psychiatry, 10, 796. https://doi.org/10.3389/fpsyt.2019.00796


[6] Hofmann, S. G., Asnaani, A., Vonk, I. J., Sawyer, A. T., & Fang, A. (2012). The efficacy of cognitive behavioral therapy: A review of meta-analyses. Cognitive Therapy and Research, 36(5), 427–440. https://doi.org/10.1007/s10608-012-9476-1 


[7]  Landin-Romero, R., Moreno-Alcázar, A., Pagani, M., & Amann, B. L. (2018). How does eye movement desensitization and reprocessing therapy work? A systematic review on proposed mechanisms of action. Frontiers in Psychology, 9, Article 1395. https://doi.org/10.3389/fpsyg.2018.01395 


[8]  National Center for PTSD. (n.d.). Eye Movement Desensitization and Reprocessing (EMDR) for PTSD. U.S. Department of Veterans Affairs.


[9] National Institute for Health and Care Excellence. (2018). Post-traumatic stress disorder (NICE Guideline NG116). https://www.nice.org.uk/guidance/ng116






รู้จักกับนักจิตวิทยาการปรึกษาและนักจิตบำบัด



นัดพบนักจิตวิทยาการปรึกษาและนักจิตบำบัด

  

bottom of page