top of page

แค่คุยกันอาจไม่พอ... 7 ความเข้าใจผิดเรื่องชีวิตคู่

ที่นักจิตวิทยาอยากให้คุณเลิกเชื่อ

(Debunking 7 Myths About Marriage)



– ใช้เวลาอ่านประมาณ 7 นาที


ความเชื่อที่เราโดนกรอกหูอยู่ทุกวัน กำลังทำให้เราเข้าใจเรื่องความสัมพันธ์ไม่ตรงตามความจริงหรือเปล่า?




ในจิตวิทยาความสัมพันธ์ มีความเชื่อกระแสหลักที่ถูกส่งต่อกันมานานว่า “ถ้าอยากให้รักไปรอด หรือรักษาชีวิตแต่งงานไว้ได้ เราต้องเรียนรู้ที่จะสื่อสารกันอย่างอ่อนโยนและเปิดใจมากขึ้น” แต่ในความเป็นจริง ความเชื่อข้อนี้อาจเป็นเพียงเศษเสี้ยวเดียวของข้อเท็จจริงทั้งหมด


ดร. จอห์น กอตต์แมน (John M. Gottman, Ph.D.) นักจิตวิทยาและศาสตราจารย์เกียรติคุณผู้เชี่ยวชาญด้านความสัมพันธ์ ได้ทำการวิจัยคู่รักมายาวนานหลายทศวรรษและพบความจริงที่น่าตกใจว่า ความเชื่อผิดๆ เกี่ยวกับชีวิตคู่ไม่ได้แค่ทำให้เราหลงทาง แต่ยังกลายเป็น ผู้ร้าย ที่ตราหน้าว่าความสัมพันธ์ของเรามาถึงทางตัน… ทั้งที่จริงแล้ว มันอาจแค่ต้องการการปรับจูนที่ถูกจุด


Mission On อยากชวนทุกคนมาปรับมุมมอง 7 ความเชื่อผิดๆ ในชีวิตคู่ เพื่อทำความเข้าใจกลไกทางจิตวิทยาที่ขับเคลื่อนความรักให้มั่นคงได้อย่างถูกต้องตรงตามธรรมชาติความเป็นจริง


(ข้อมูลด้านล่างนี้ สนับสนุนและอ้างอิงโดยหลักฐานงานวิจัยของ ดร. จอห์น กอตต์แมน—The Gottman Institute)




1.  ปมในใจหรือปัญหาบุคลิกภาพ คือตัวทำลายชีวิตคู่?


หลายคนเชื่อว่าคนที่มีปมในใจที่ติดค้าง มีความเครียด คิดมากขี้กังวล ติสท์หรือมีนิสัยแปลกๆ หรือมีบุคลิกภาพที่ดูจัดการยาก (Neuroses) จะไม่เหมาะกับการแต่งงานหรือมีชีวิตคู่ ทว่างานวิจัยกลับพบความเชื่อมโยงน้อยมาก ระหว่างปัญหาสุขภาพจิตหรือปมความอ่อนไหวทางอารมณ์ทั่วไปกับการหย่าร้าง หรือการล้มเหลวในความสัมพันธ์


ในทางจิตวิทยา เราทุกคนต่างมี ปุ่มอ่อนไหว ที่เมื่อเจอช่วงเวลาหรือเหตุการณ์ที่เราโดน กดปุ่ม หรือมีอะไรมากระทบเพียงเล็กน้อย (ถูกกระตุ้นปมภายในใจ) ระบบประสาทก็พร้อมจะตื่นตระหนก เราเริ่มรู้สึกจิตตก อารมณ์ท่วมท้น หรือบางคนรู้สึกเหมือนประสาทเสีย ปั่นป่วนจนยากที่จะจัดการให้สงบลง ซึ่งเรื่องเหล่านี้ถือเป็นกลไกตามธรรมชาติของจิตใจ


เพราะในชีวิตประจำวันเราอาจมีเรื่องวุ่นวาย หรือประเด็นที่ไม่สามารถใช้เหตุผลจัดการกับมันได้ร้อยเปอร์เซ็นต์  แต่เรื่องเหล่านี้ไม่จำเป็นต้องเข้ามาเป็นอุปสรรคขัดขวางความสัมพันธ์เสมอไป


คีย์เวิร์ดสำคัญของความสุขในชีวิตคู่ จึงไม่ใช่การตามหาคนที่มีบุคลิกภาพที่ปกติสมบูรณ์แบบทุกอย่าง แต่คือการค้นเจอคนที่มีรูปแบบพฤติกรรมและการตอบสนองทางอารมณ์ที่ เข้าล็อก หรือ ปรับจูนเข้ากับปุ่มอ่อนไหว ของเราได้ 


ซึ่งต่างจากความเชื่อทั่วไปที่มักบอกให้เราตามหา คนที่เคมีตรงกัน ที่วัดจากแค่ความรู้สึกหวือหวาในแวบแรก การค้นหาคนที่เข้ากันได้ในความหมายของ ดร. จอห์น กอตต์แมน จึงไม่ใช่การหาคนที่ไม่มีปุ่มอ่อนไหวเลย แต่คือการดูว่า


“เราจัดการกับปุ่มอ่อนไหวของกันและกันอย่างไร?”





ตัวอย่างคู่รักที่เข้ากันได้

ผู้ชายที่ไม่ชอบให้ใครมาสั่ง เกลียดการต้องคอยเชื่อฟังเจ้านาย ถ้าเขาแต่งงานกับผู้หญิงที่ชอบบงการและคอยสั่งให้ทำนู่นทำนี่ ผลลัพธ์คงพังพินาศ แต่หากเขาแต่งงานกับคู่ชีวิตที่ปฏิบัติกับเขาเหมือนพาร์ทเนอร์ ไม่เคยพยายามทำตัวเป็นเจ้านายเหนือคนรัก ชีวิตคู่ก็ราบรื่นและอยู่กันได้ยาวนาน 

ตัวอย่างคู่รักที่กลายเป็นปมปะทะแผลใจ

ผู้หญิงที่มีบาดแผลทางใจจากการหย่าร้างของพ่อแม่ในวัยเด็ก จึงกลัวการถูกทอดทิ้งอย่างฝังใจ (Fear of Abandonment) ถ้าเธอแต่งงานกับสามีที่มีบุคลิกเฟรนด์ลี่ เสน่ห์แรง และชอบหว่านเสน่ห์ แม้สามีจะอ้างว่าซื่อสัตย์ไม่เคยคิดนอกใจ แล้วบอกให้เธอเลิกคิดมาก เพื่อที่เขาจะได้เพลิดเพลินกับความสุขของตัวเองต่อไป แต่พฤติกรรมนี้จะไปกดปุ่มแผลใจของเธอซ้ำๆ บั่นทอนความไว้วางใจ ความรู้สึกมั่นคงในใจค่อยๆ ลดลงไปทุกครั้ง จนความระแวงนำไปสู่การแยกทางและหย่าร้างในที่สุด 

บทเรียนจากเรื่องนี้ ปมในใจไม่จำเป็นต้องทำลายชีวิตคู่เสมอไป สิ่งสำคัญคือวิธีการรับมือ หากเราเรียนรู้ที่จะโอบรับมุมแปลกๆ ที่ไม่สมบูรณ์แบบของกันและกัน และดูแลมันด้วยความอบอุ่นใส่ใจ เคารพและให้เกียรติ ชีวิตคู่ก็สามารถเติบโตได้อย่างงดงาม และคนทั้งคู่ไปต่อกับความรักครั้งนี้ได้


ต้องย้ำว่าในกรณีนี้ ไม่ใช่การยอมทน หรือ ไม่ยอมปรับปรุงข้อเสียของตัวเองที่บั่นทอนใจคนอื่น เลยแม้แต่น้อย แต่คือความพยายามของคนทั้งคู่ที่จะปรับตัวจับมือไปต่อด้วยกันอย่างดีที่สุด ในจุดที่แต่ละฝ่ายจะทำให้กันได้




2.  ยิ่งมีกิจกรรมที่ชอบเหมือนกัน ยิ่งรักกันนาน?


งานวิจัยอธิบายว่าการมีความชอบเหมือนกัน (Common Interests) จะส่งผลดีต่อชีวิตคู่หรือไม่ ขึ้นอยู่กับรูปแบบพฤติกรรม  หรือ “เราปฏิบัติต่อกันอย่างไร” (Interaction) ในขณะที่ทำกิจกรรมร่วมกัน


ตัวอย่างคู่รักที่ให้เกียรติเคารพซึ่งกันและกัน (Mutual Respect)

สามีภรรยาชอบพายเรือเหมือนกัน ไปพายเรือด้วยกันอย่างสนุกสนาน พูดคุย หัวเราะ และช่วยเหลือกัน กิจกรรมนี้จะช่วยกระชับความสัมพันธ์ บ่มเพาะความผูกพันให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น 

ตัวอย่างคู่รักที่ใช้การควบคุม ต่อรอง ผลัดกันใช้อำนาจในความสัมพันธ์ (Power Dynamics)

พายเรือเหมือนกัน แต่ไม่มีความเคารพให้กัน ตลอดทางเต็มไปด้วยคำจิกกัด เหน็บแนม เช่น “พายเรือภาษาอะไรของเธอ ทำตัวงี่เง่าอีกแล้ว” หรือการเงียบประชดประชัน ที่เต็มไปด้วยความอึดอัดตึงเครียด จึงเป็นเรื่องยากที่จะบอกได้ว่าความสนใจร่วมนี้จะส่งผลดีต่อชีวิตคู่ได้อย่างไร



3.  การยื่นหมูยื่นแมว... ผลประโยชน์ที่ต้องตอบแทนกัน


ถ้าเธอยอมฉัน... ฉันจะยอมเธอ แบบนี้คือเวิร์ก?


นักวิจัยบางกลุ่มเชื่อว่าสิ่งที่แยกคู่รักที่ประสบความสำเร็จออกจากคู่ที่ล้มเหลว คือการที่คู่รักต่างฝ่ายต่างต้อง ตอบแทนกลับคืน ทุกความดีงาม ในลักษณะเดียวกันที่ได้รับจากอีกฝ่ายมา เช่น เธอส่งยิ้มมา ฉันส่งยิ้มกลับ เธอช่วยล้างจาน ฉันช่วยกวาดบ้าน เมื่อฝ่ายหนึ่งช่วยอะไรบางอย่าง อีกฝ่ายก็จงใจทำสิ่งดีๆ ตอบแทน… ทำหน้าที่คนรักเหมือนมีสัญญาใจที่ต้องชดเชยกันตลอดเวลา และหลายคู่มองว่าถ้าไม่สามารถทำเรื่องนี้ให้กันและกันได้คือล้มเหลว


แต่ ดร. กอตต์แมน พบความจริงที่กลับกันว่า อาจมีแต่คู่รักที่ไม่มีความสุขเท่านั้นที่มานั่งจดแต้ม เลือกที่จะยื่นหมูยื่นแมว (Quid pro quo) ว่าใครทำอะไรให้ใครบ้าง คู่รักที่รักกันมั่นคงดีจะไม่มานั่งนับหรือคอยจับเจ่าว่าวันนี้ฉันทำกับข้าวแล้วเธอต้องล้างจานเพื่อชดเชย


แต่เป็นการที่แต่ละฝ่ายยินดีทำให้กัน เพราะพวกเขารู้สึกดีต่อคนรักและความสัมพันธ์ (หรือรู้สึกมั่นคงปลอดภัยดีในภาพรวมความสัมพันธ์) ดังนั้นหากเริ่มรู้สึกว่าตัวเองกำลังนับแต้มคะแนนในบ้าน มันอาจเป็นสัญญาณเตือนเงียบๆ ว่าพื้นที่ความสัมพันธ์ของเรากำลังมีความตึงเครียดซ่อนอยู่




4.  เลี่ยงไม่ทะเลาะกัน ไม่พูดถึงปัญหา จะทำให้ชีวิตคู่พัง?


ค่านิยมยุคนี้มักบอกให้เรา “คิดอะไรก็พูดออกมาตรงๆ” หรือต้องเคลียร์กันให้จบไป


ความจริงคือ ความซื่อสัตย์พูดตรงแบบขวานผ่าซาก ไม่ได้เหมาะกับทุกคู่ มีคู่รักอีกมากที่อยู่ด้วยกันไปจนแก่เฒ่าได้อย่างมีความสุข ทั้งๆ ที่เลือกซุกปัญหาไว้ใต้พรม (ในเรื่องเล็กๆ น้อยๆ) เช่น เมื่อฝ่ายหนึ่งเริ่มหงุดหงิดก็แยกย้ายไปดูทีวี อีกฝ่ายไปเดินช้อปปิ้ง แล้วค่อยกลับมาเจอกันทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น


สำหรับบางคู่แม้จะไม่เคยเปิดอกพูดคุยเรื่องความสัมพันธ์ และไม่รู้ด้วยซ้ำว่าคำพูดแสดงการยอมรับอารมณ์ (Validation) คืออะไร แต่ทั้งคู่รู้สึกรักกันอย่างลึกซึ้งและพึงพอใจในชีวิตคู่มาก ซึ่งกรณีแบบนี้มีอยู่จริง


ในทางจิตวิทยา ดร. กอตต์แมน อธิบายว่า สไตล์การรับมือความขัดแย้ง (Conflict Coping Styles) ของคู่รักมีหลากหลายรูปแบบ เช่น

🔵  คู่รักที่เน้นเลี่ยงการปะทะ เน้นความสงบ ยอมรับความต่าง และปล่อยผ่านเรื่องเล็กน้อย (Conflict Avoiders) 🔵  คู่รักที่ทะเลาะกันบ่อยแต่รักกันแรง อารมณ์ร้อนทั้งคู่ ทะเลาะบ่อยแต่ก็คืนดีกันด้วยความเสน่หาอย่างรวดเร็ว (Volatile Couples) 🔵  คู่รักที่ชอบนั่งจับเข่าคุยด้วยเหตุผล เน้นพูดคุยเคลียร์ปัญหา รับฟัง และประนีประนอมกันด้วยความใจเย็น ไม่จำเป็นต้องขึ้นเสียง (Validating Couples)

ไม่มีสไตล์ไหนที่ดีกว่าสไตล์ไหน ตราบใดที่รูปแบบการรับมือนั้น เวิร์ก หรือ ทำงานได้ดีสำหรับคนทั้งคู่ แต่ปัญหาจะเกิดขึ้นต่อเมื่อ ฝ่ายหนึ่งอยากจะนั่งเปิดอกนั่งคุยให้รู้เรื่อง แต่อีกคนแค่อยากจะนั่งเงียบๆ ดูแมตช์ฟุตบอลนัดสำคัญให้จบ

งานวิจัยของ ดร. กอตต์แมน ยืนยันว่า 69% ของปัญหาในชีวิตคู่คือปัญหาเรื้อรังที่ไม่มีวันแก้ไขได้ (Perpetual Problems) การปล่อยผ่านในเรื่องเล็กๆ น้อยๆ จึงอาจช่วยประคับประคองความสัมพันธ์ได้ดีเช่นกัน ดังนั้นการที่คู่รักเลือกที่จะไม่พูดถึงปัญหาจึงไม่ใช่เรื่องแปลก ตราบใดที่คนทั้งคู่ยังมีมุมมองบวกหรือทัศนคติที่ดีต่อกัน

แต่ต้องย้ำอีกครั้งว่า ในกรณีนี้ ดร. กอตต์แมน พูดถึงเพียงปัญหาในความสัมพันธ์เล็กๆ น้อยๆ หรือเรื่องกวนใจในชีวิตประจำวันเท่านั้นากเป็นปัญหาใหญ่ที่กระทบต่อความปลอดภัยทางใจและขอบเขตของความสัมพันธ์ (เช่น การนอกใจ หรือการทำร้ายความรู้สึกอย่างรุนแรง) การเลือกที่จะไม่พูดคุยเลย อาจทำให้ความบอบช้ำทางใจสะสม จนสายสัมพันธ์พังทลายลงในที่สุด (Gottman & Silver, 2015)




5.  การนอกใจ คือสาเหตุที่แท้จริงของการหย่าร้าง?


ในกรณีส่วนใหญ่มันกลับตรงกันข้าม ปัญหาเรื้อรังในชีวิตคู่ ต่างหากที่ทำให้ความสัมพันธ์เดินหน้าไปสู่จุดหย่าร้าง และปัญหานั้นเองที่ผลักดันให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง (หรือทั้งคู่) ออกไปแสวงหาความผูกพัน ความอบอุ่นใจที่ขาดหายไปภายนอกบ้าน


นักจิตบำบัดคู่รักพบว่า การนอกใจมักไม่ใด้เริ่มต้นจากเรื่องของเซ็กส์ แต่เป็นเรื่องของการตามหาเพื่อนคู่คิด ใครสักคนที่ช่วยสนับสนุน ให้ความเข้าใจ เคารพใส่ใจ และห่วงใย ที่ไม่เคยได้รับจากคนรักหรือคู่ชีวิตของตัวเองในบ้าน


จากผลสำรวจเกี่ยวกับคดีหย่าร้าง โดย ดร. ลินน์ กิกี้ (Lynn Gigy, Ph.D.) และดร. โจน เคลลี (Joan Kelly, Ph.D.) ชี้ให้เห็นสถิติที่สำคัญดังนี้

🔵  80% ของคู่แต่งงานระบุว่า เลิกกันเพราะ ค่อยๆ ห่างกันไปเอง รู้สึกสูญเสียความใกล้ชิด และไม่รู้สึกว่าตัวเองถูกรักหรือมีคุณค่าในสายตาอีกฝ่าย 🔵  มีเพียง 20 - 27% เท่านั้น ที่ระบุว่าการนอกใจมีส่วนทำให้ชีวิตคู่พัง (Gigy & Kelly, 1993)



6.  โดยธรรมชาติแล้ว ผู้ชายไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อให้ผูกมัดในชีวิตคู่


ความเชื่อนี้เป็นส่วนขยายมาจากความคิดที่ว่าการนอกใจทำให้เกิดการหย่าร้าง โดยอ้างว่าผู้ชายเจ้าชู้โดยธรรมชาติและไม่เหมาะกับการหยุดผูกมัดอยู่กับคนๆ เดียว หรือการมีรักเดียวใจเดียว


ตามกลไกสัญชาตญาณของสิ่งมีชีวิตที่ต้องขยายเผ่าพันธุ์ เช่น เพศผู้ต้องทำหน้าที่แพร่พันธุ์ให้มากที่สุด ความผูกพันจึงผิวเผิน ส่วนเพศเมียที่ต้องเลี้ยงลูก จึงจำเป็นต้องมองหาคู่ครองเพียงคนเดียวที่พึ่งพาได้ เพื่อปกป้องและเลี้ยงดูครอบครัวให้อยู่รอด


แต่สำหรับมนุษย์เรา ความถี่ของการนอกใจไม่ได้ขึ้นอยู่กับเพศสภาพมากเท่ากับ “โอกาส” และบริบทสังคมรอบข้างที่เอื้อให้เกิดการนอกใจ ประกอบกับการสะสมความรู้สึกโดดเดี่ยว ห่างเหิน และการไม่หันหน้าเข้าหากัน (Emotional Disconnection; Gottman & Silver, 2015)


ในยุคปัจจุบันที่ผู้หญิงออกมาทำงานนอกบ้านและพึ่งพาตัวเองได้มากขึ้น อัตราการนอกใจของผู้หญิงจึงขยับตัวสูงขึ้น ข้อมูลจากงานวิจัยของ ดร.แอนเนตต์ ลอว์สัน (Annette Lawson, Ph.D.) พบว่าสถิติการนอกใจของผู้หญิงยุคใหม่ขยับขึ้นมาใกล้เคียงกับผู้ชายเป็นอย่างมาก (Lawson, 1988)


สัญชาตญาณดิบจึงไม่ใช่ข้ออ้างสำหรับการนอกใจ ไม่ว่าจะเป็นของเพศใดอีกต่อไป


ดร.แอนเนตต์ ลอว์สัน (Annette Lawson, Ph.D.) ปัจจุบันเป็นนักสังคมศาสตร์ สถาบันวิจัยด้านสตรีและเพศสภาวะ มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด




7.  ผู้ชายและผู้หญิงมาจากดาวเคราะห์คนละดวง


“ผู้ชายมาจากดาวอังคาร ส่วนผู้หญิงมาจากดาวศุกร์”... เราเลยสื่อสารกันไม่รู้เรื่อง จูนกันไม่ติดสักที?


ทว่าในชีวิตจริงของการแต่งงาน หรือชีวิตคู่ที่ประสบความสำเร็จก็มักประกอบไปด้วย สิ่งมีชีวิตที่มาจากดาวคนละดวง มาอยู่ร่วมกันทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นพื้นหลังครอบครัว การเลี้ยงดู หรือสังคมที่แตกต่างกัน ความต่างระหว่างเพศอาจมีส่วนซ้ำเติมปัญหาในชีวิตคู่ แต่ต้องบอกว่ามันไม่ใช่สาเหตุหลัก


ความจริงจากงานวิจัย

ผลสถิติพบว่า ปัจจัยหลักที่กำหนดว่า ภรรยา จะรู้สึกพึงพอใจในเรื่องเซ็กส์ ความโรแมนติก และความหลงใหลในชีวิตคู่หรือไม่นั้น 70% ขึ้นอยู่กับ “คุณภาพความเป็นเพื่อน” ระหว่างเธอกับสามี (Quality of Friendship) และสำหรับ สามี ปัจจัยตัดสินก็มาจากคุณภาพความเป็นเพื่อนสูงถึง 70% เช่นเดียวกัน  

ดังนั้น ถ้าให้สรุปแล้วไม่ว่าจะชายหญิง หรือเพศใดๆ ต่างก็มาจากดาวเคราะห์ดวงเดียวกัน เพียงแค่บางครั้งเรามีความต้องการต่างกัน และต้องการการปรับจูนให้ถูกจุดเท่านั้น 




ส่งท้ายบทความ


หนังสือ The Seven Principles for Making Marriage Work ที่เขียนโดย ดร. จอห์น กอตต์แมน และ แนน ซิลเวอร์ (Nan Silver) ได้ให้ข้อคิดสำคัญกับเราว่า ความสัมพันธ์ชีวิตคู่หรือการแต่งงาน อาจเป็นเรื่องซับซ้อนในบางครั้ง แต่มันไม่ใช่เรื่องที่ไกลเกินเอื้อม


แน่นอนว่าทุกๆ ความสัมพันธ์ต้องใช้ความกล้าหาญ ความมุ่งมั่น และความยืดหยุ่นในการจับมือก้าวผ่านปัญหาไปด้วยกัน แต่เมื่อเราลอกเปลือกความเข้าใจผิดเหล่านี้ออก และเข้าใจกลไกที่อยู่เบื้องหลังความสัมพันธ์ที่มั่นคง การรักษาและประคับประคองชีวิตคู่อย่างปลอดภัยร่วมกันไปกับคนข้างๆ ก็จะกลายเป็นเรื่องที่เรียบง่ายมากขึ้น


หากวันนี้คุณรู้สึกว่าการหันหน้าคุยกันเริ่มกลายเป็นทางตัน ความสัมพันธ์เริ่มตึงเครียด ห่างเหิน หรือเผชิญกับปมปัญหาเรื้อรังที่พยายามปรับจูนด้วยตัวเองแล้วยังไม่พบทางออก การเปิดใจก้าวเข้าสู่พื้นที่ปลอดภัยอย่างการบำบัดคู่รัก (Couples Therapy) สามารถช่วยให้คู่ของเราหยุดวงจรความขัดแย้ง ทำความเข้าใจบาดแผลในอดีตของกันและกัน และร่วมกันประคับประคองความสัมพันธ์อย่างถูกทิศทาง เพื่อป้องกันไม่ให้เผลอสร้างบาดแผลในใจที่ซับซ้อนต่อกันเพิ่มขึ้นในวันข้างหน้า


การเข้ามาปรึกษานักจิตวิทยาหรือนักจิตบำบัด ไม่ได้แปลว่าความรักของเราล้มเหลว แต่คือความกล้าที่จะปกป้องความสัมพันธ์ ให้ Mission On เป็นพื้นที่ปลอดภัยเดินเคียงข้างคุณในช่วงเวลาเหล่านี้




คลิกที่ลิงก์ด้านล่าง เพื่อปรึกษานักจิตวิทยา/นักจิตบำบัดของเรา


Posted on 16 July 2026

เรียบเรียงโดย ดลนภัส ชลวาสิน (วท.ม. จิตวิทยาพัฒนาการ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย)


บทความนี้แปลและดัดแปลงเนื้อหาบางส่วนมาจาก

  • หนังสือ The Seven Principles for Making Marriage Work (2015)

    เขียนโดย John M. Gottman, Ph.D. และ Nan Silver



เนื้อหาในบทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมความรู้ด้านจิตวิทยาเท่านั้น (Psychoeducation) ไม่สามารถใช้ทดแทนการประเมินทางคลินิก การวินิจฉัย หรือการบำบัดรักษาจากผู้เชี่ยวชาญได้



อ้างอิง

[1] Gottman, J. M., & Silver, N. (2015). The seven principles for making marriage work: A practical guide from the country's foremost relationship expert (2nd ed.). Harmony.


[2] Gigy, L.L., & Kelly, J.B. (1993). Reasons for divorce: Perspectives of divorcing men and women. Journal of Divorce & Remarriage, 18(1-2), 169-188. https://doi.org/10.1300/J087v18n01_11


[3] Lawson, A. (1988). Adultery: An analysis of love and betrayal. Basic Books.




รู้จักกับนักจิตวิทยาการปรึกษาและนักจิตบำบัด



นัดพบนักจิตวิทยาการปรึกษาและนักจิตบำบัด


bottom of page