top of page

ถ้ากำลังดีขึ้นแล้ว ทำไมยังรู้สึกแย่อยู่เลย?

เมื่อความจริงสองด้านสามารถเกิดขึ้นพร้อมกันได้ในกระบวนการเยียวยา

(Two Things Can Be True at Once ชวนทำความเข้าใจว่าทำไมการเยียวยาใจ ไม่จำเป็นต้องหมายถึงการไม่มีความเจ็บปวดอีกต่อไป)



– ใช้เวลาอ่านประมาณ 9 ถึง 12 นาที –



เราอาจเคยมีความคิดแวบหนึ่งขึ้นมาในวันที่เหนื่อยล้าว่า


“น่าจะผ่านเรื่องนี้ไปได้แล้วไม่ใช่เหรอ?” 


“เรื่องมันก็ผ่านมาตั้งนานแล้ว ทำไมถึงยังร้องไห้อยู่อีก?”


“เข้าใจตัวเองมากขึ้น ดูแลตัวเองได้ดีขึ้นแล้ว ทำไมพอเจอเรื่องแค่นี้ถึงกลับไปดิ่งอีก?”



  • ภาพประกอบจากเว็บไซต์ Magnific
  • ภาพประกอบจากเว็บไซต์ Magnific
  • ภาพประกอบจากเว็บไซต์ Magnific
  • ภาพประกอบจากเว็บไซต์ Magnific


การผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบาก ไม่ว่าจะเป็นการสิ้นสุดของความสัมพันธ์ ปัญหาครอบครัว ความกดดันจากการทำงาน หรือประสบการณ์ที่กระทบกระเทือนจิตใจ มักทำให้บางคนได้ใช้เวลาทำความเข้าใจตัวเองมากขึ้น


แต่พอเริ่มดูแลตัวเองได้ดีขึ้น เรียนรู้ที่จะตั้งขอบเขต หรือแม้แต่ผ่านการบำบัดและมีวันที่รู้สึกว่าโอเคขึ้นแล้ว รู้สึกว่าชีวิตค่อยๆ กลับมาเข้าที่เข้าทาง ยิ้มได้มากขึ้น และเริ่มมีความหวังว่า “คงผ่านมันมาได้แล้ว”


วันหนึ่งกลับสะดุด เมื่อได้ยินเพลงบางเพลง… เห็นข้อความบางข้อความปรากฏบนหน้าจอ… หรือเกิดเหตุการณ์เล็กๆ ที่ทำให้ความรู้สึกเดิมถูกกระตุ้นขึ้นมา


ความรู้สึกเดิมที่คิดว่าหายไปแล้ว กลับปรากฏตัวขึ้นมาอีกครั้งอย่างชัดเจน ยังกลัว ยังเศร้า ยังโกรธ ยังคิดถึง ยังสงสัยในตัวเอง หรือยังรู้สึกเจ็บกับเรื่องที่คิดว่าผ่านมาได้แล้ว… และความรู้สึกนั้นก็มักพาความสงสัยตามมาด้วยว่า การเยียวยาที่ผ่านมานั้นล้มเหลวหรือเปล่า


“หรือจริงๆ แล้ว... ที่ผ่านมาเราไม่ได้ดีขึ้นเลย?”


ในบทความนี้ Mission On อยากชวนทุกคนมาทำความเข้าใจว่า ทำไมการเยียวยาจึงไม่ได้หมายความว่า เราจะต้องไม่รู้สึกเจ็บอีกต่อไป? เพราะสิ่งหนึ่งที่น่าลองสังเกตและเรียนรู้ใหม่คือ “เราทุกคนมีวันที่กำลังดีขึ้น และยังมีวันที่เจ็บปวดได้” และสองสิ่งนี้ไม่ได้จำเป็นต้องขัดแย้งกันเสมอไป





เรามักเผลอคิดว่า ถ้าอย่างหนึ่งเป็นจริง อีกอย่างต้องไม่จริง


เมื่อเรากำลังเผชิญความทุกข์ใจ พยายามทำความเข้าใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น หรือต้องเผชิญกับความรู้สึกที่ซับซ้อน เราอาจเผลอแบ่งประสบการณ์ออกเป็นสองขั้ว (Either/Or) เช่น


▪️ ถ้าฉันกำลังดีขึ้น = ต้องไม่กลับมารู้สึกแย่อีก ▪️ ถ้าฉันให้อภัยแล้ว = ไม่ควรรู้สึกเจ็บปวดหรือโกรธอีก ▪️ ถ้าฉันกำลังเยียวยา = ไม่ควรกลับมาเศร้ากับเรื่องเดิม ▪️ ถ้าฉันเข้มแข็งขึ้น = ไม่ควรต้องการความช่วยเหลือจากใคร ▪️ ถ้าฉันรักและหวังดีต่อเขา = ไม่ควรตั้งขอบเขตหรือปฏิเสธเขา ▪️ ถ้าฉันรู้แล้วว่าสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่ความผิดของฉัน = ก็ควรเลิกโทษตัวเองได้แล้ว

การคิดในลักษณะนี้ใกล้เคียงกับสิ่งที่เรียกว่า การคิดแบบขาว-ดำ ถูก-ผิด หรือการคิดแบบสุดขั้ว (All-or-Nothing Thinking) หรือที่มักเรียกว่า Dichotomous Thinking ซึ่งเป็นการมองประสบการณ์แบบแยกขั้วอย่างชัดเจน ทั้งที่ประสบการณ์จริงอาจมีรายละเอียดและความเป็นไปได้มากกว่านั้น (Bonfá-Araujo et al., 2022)


ซึ่งเป็นรูปแบบความคิดที่พบได้ในแนวทางการบำบัดความคิดและพฤติกรรม หรือ Cognitive Behavioral Therapy (CBT) ที่ทำให้เรามองสถานการณ์ผ่านทางเลือกเพียงสองด้าน เช่น ดีหรือแย่ สำเร็จหรือล้มเหลว หายแล้วหรือยังไม่หาย


เมื่อเรามองประสบการณ์ผ่านกรอบแบบนี้ วันใดก็ตามที่ความรู้สึกด้านลบกลับมา อาจทำให้เราเผลอตีความว่าสิ่งที่สร้างมาทั้งหมดพังทลายลง ล้มเหลว หรือสงสัยว่าตัวเองกำลังถอยหลังกลับไปที่จุดเริ่มต้น

แต่เป็นไปได้ไหมว่า... ประสบการณ์ของมนุษย์ไม่ได้ทำงานแบบสวิตช์ไฟที่เปิดหรือปิดเพียงด้านใดด้านหนึ่ง? และทั้งสองสิ่งที่ดูตรงข้ามกัน อาจเป็นจริงพร้อมกันได้ในใจเรา


เพราะประสบการณ์ทางอารมณ์ของคนเราไม่ได้เรียบง่าย หรือเดินเป็นเส้นตรงขนาดนั้น

▪️ เราอาจกำลังเรียนรู้ที่จะดูแลตัวเองได้ดีขึ้น และยังมีบางวันที่รู้สึกเศร้า  ▪️ เราอาจตัดสินใจออกจากความสัมพันธ์ที่ทำให้เจ็บปวดแล้ว และยังคงคิดถึงช่วงเวลาดีๆ ที่เคยมีร่วมกัน ▪️ เรารักใครบางคน และในขณะเดียวกันก็ไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่เขาทำ ▪️ รู้สึกภูมิใจกับตัวเองในวันนี้ และยังเสียดายสิ่งที่ตัวเองเคยเสียไป ▪️ รู้ว่าตัวเองปลอดภัยดีแล้ว และบางส่วนของเรายังระแวดระวังอยู่ ▪️ รู้ว่าตัวเองกำลังเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น และยังมีบางวันที่กลับไปสงสัยในตัวเองได้

สิ่งเหล่านี้สามารถเกิดขึ้นพร้อมกันได้ โดยไม่จำเป็นต้องหักล้างอีกด้านหนึ่ง และมันคือใจความสำคัญของแนวคิดที่เรียกว่า “Two Things Can Be True at Once” หรือการยอมรับว่า ความจริงสองด้านที่ดูเหมือนขัดแย้งกัน สามารถเกิดขึ้นพร้อมกันได้





Two Things Can Be True at Once—โอบรับความจริงสองด้าน

จาก ไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่ง (Either/Or) สู่ ได้ทั้งสองอย่าง (Both/And)


คำพูดอย่าง Two Things Can Be True at Once เป็นถ้อยคำที่ช่วยอธิบายแนวคิดเรื่องการมองเห็นความจริงสองด้านได้อย่างเข้าใจง่าย ส่วนในทางจิตวิทยา แนวคิดนี้เชื่อมโยงกับการคิดเชิงวิภาษวิธี (Dialectical Thinking) ซึ่งมีความสำคัญในแนวทางการบำบัดแบบ Dialectical Behavior Therapy (DBT)


คำว่า Dialectical ในบริบทนี้ หมายถึงการพยายามมองเห็นและประสานความจริงที่ดูเหมือนขัดแย้งกัน โดยไม่จำเป็นต้องตัดสินว่ามีเพียงด้านใดด้านหนึ่งเท่านั้น


มันจึงไม่ใช่การตัดสินว่า “ด้านไหนถูก ด้านไหนผิด” แต่เป็นการฝึกมองเห็นความจริงที่ดูเหมือนอยู่คนละขั้ว และเปิดพื้นที่ให้มันสามารถอยู่ร่วมกันได้ (หรือพยายามหาวิธีให้ทั้งสองด้านมีที่อยู่ในกระบวนการเดียวกัน)


ตัวอย่างหนึ่งที่ชัดเจนใน DBT คือ “การยอมรับสิ่งที่เป็นอยู่ตามจริง” (Acceptance) ควบคู่ไปกับ “การมุ่งมั่นที่จะเติบโตและเปลี่ยนแปลง” (Change) ไว้พร้อมกันในเวลาเดียวกัน โดยไม่จำเป็นต้องติดอยู่กับขั้วใดขั้วหนึ่งอย่างสุดโต่ง


(Chapman, 2006; Linehan, 2015; U.S. Department of Veterans Affairs, n.d.)


เช่น “ฉันยอมรับตัวเองในแบบที่เป็นอยู่ตอนนี้ / หรือตอนนี้ฉันกำลังรู้สึกแบบนี้ และมันเกิดขึ้นแล้ว”  ไปพร้อมกับ “ฉันยังสามารถเรียนรู้วิธีรับมือ / หรือเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมบางอย่างเพื่อให้ชีวิตดีขึ้นได้”

การยอมรับจึงไม่จำเป็นต้องหมายถึงการยอมแพ้ และการเปลี่ยนแปลงก็ไม่ได้หมายความว่า เราต้องปฏิเสธตัวเองในแบบที่เราเป็นอยู่ตอนนี้ (การมีความรู้สึกหนึ่งเกิดขึ้น ไม่ได้จำเป็นต้องลบล้างอีกความรู้สึกหนึ่งให้หายไป)


ในกระบวนการดูแลจิตใจ เราอาจรับรู้ว่าตัวเองกำลังรู้สึกอย่างไร พร้อมกับเรียนรู้วิธีรับมือกับความรู้สึกนั้น หรือเปลี่ยนแปลงบางอย่างในชีวิตไปพร้อมกัน


แล้วถ้าเราลองนำแนวคิดนี้กลับมามองประสบการณ์ของตัวเอง เราอาจพบว่ามีหลายเรื่องที่ไม่จำเป็นต้องเลือกเพียงด้านเดียว





5 ความจริงที่อยู่ร่วมกันได้ในกระบวนการเยียวยา


ในชีวิตจริง ประสบการณ์ของการเติบโตและการดูแลใจมักเต็มไปด้วยความจริงที่สามารถอยู่ร่วมกันได้ (Co-Existing Truths)


1. กำลังดีขึ้น — และยังมีวันที่เจ็บ


เจ็บปวดและทำใจยอมรับ

“สถานการณ์ที่ฉันเจออยู่มันแย่และเจ็บปวด และ ฉันก็สามารถยอมรับความจริงข้อนี้เพื่อก้าวต่อไป”


การเยียวยาไม่ได้ทำให้เรากลายเป็นคนที่ไม่มีความรู้สึก แต่เราอาจค่อยๆ เรียนรู้วิธีที่จะรับรู้และรับมือกับอารมณ์แตกต่างจากเดิม (ระบบประสาทและจิตใจค่อยๆ เรียนรู้ที่จะรองรับอารมณ์ความรู้สึกที่เกิดขึ้น)


สำหรับบางคน ปฏิกิริยาที่เกี่ยวข้องกับประสบการณ์สะเทือนจิตใจ หรือบาดแผลทางใจ (Trauma) อาจกลับมาเป็นระยะๆ โดยเฉพาะเมื่อพบสิ่งเร้าที่เชื่อมโยงกับประสบการณ์เดิม หรืออยู่ภายใต้ความเครียด ขณะเดียวกัน การเปลี่ยนแปลงระหว่างการบำบัดไม่จำเป็นต้องเป็นเส้นตรงหรือดีขึ้นอย่างสม่ำเสมอ และเป็นกระบวนการที่อาจต้องใช้เวลา (Hayes et al., 2007)


ดังนั้นการมีวันที่ยาก หรือการที่ความรู้สึกเดิมกลับมา จึงไม่ได้เพียงพอที่จะสรุปว่าการเยียวยาล้มเหลว




2. เข้าใจเหตุผลของเขา — และสิ่งที่เขาทำกับเรายังคงไม่โอเค


สิ่งที่คนอื่นทำแล้วขัดแย้งต่อความรู้สึก

“ฉันโกรธและผิดหวังในการกระทำของเธอ และ ฉันยังคงเข้าใจในสิ่งที่เธอเลือกทำ”


เราสามารถมีมุมมองที่เข้าใจว่าทำไมอีกฝ่ายจึงมีพฤติกรรมบางอย่าง เช่น อีกฝ่ายมีข้อจำกัด มีบาดแผลเดิม มีที่มาที่ไปที่ยากลำบาก หรือกำลังเผชิญปัญหาของตัวเอง ควบคู่ไปกับการตระหนักอย่างชัดเจนว่า พฤติกรรมที่เขากระทำต่อเรานั้นไม่เหมาะสม สร้างความเสียหาย และอาจจำเป็นต้องมีการเปลี่ยนแปลงบางอย่าง


การเข้าใจที่มาของพฤติกรรม ไม่ได้ทำให้ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับเราหายไป และไม่ได้หมายความว่าเราต้องเห็นชอบ ลดทอนความเจ็บปวดของตัวเอง หรือมองข้ามผลกระทบที่เกิดขึ้นตามไปด้วย




3. รักใครบางคน — และยังจำเป็นต้องมีขอบเขตกับเขา

(Boundaries)


ขอบเขตที่ขัดแย้งต่อความรู้สึก

“ฉันขอเลือกไม่อยู่ในบ้านเดียวกันกับเธอ และ ฉันยังคงมีความปรารถนาดีต่อเธอ”


ความรัก ความผูกพัน และความปรารถนาดี สามารถอยู่ร่วมกับการกำหนดระยะห่างที่ปลอดภัยได้ การตั้งขอบเขตเพื่อปกป้องความมั่นคงทางใจไม่ได้แปลว่าเราหมดรัก ไม่รักอีกฝ่ายมากพอ หรือเห็นแก่ตัว แต่คือการสร้างพื้นที่ที่ทำให้เรายังคงสามารถรักษาตัวตน ปกป้องความเป็นอยู่ที่ดี ความต้องการของตัวเอง และดูแลเรื่องความปลอดภัยไว้ด้วยกันได้


เราสามารถมีความรู้สึกดีต่อใครบางคน และเลือกสิ่งที่เหมาะสมกับตัวเองได้พร้อมกัน

หมายเหตุ: การตั้งขอบเขตอาจทำได้หลายรูปแบบ ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ แต่หากในความสัมพันธ์มีความรุนแรงหรือมีความเสี่ยงต่อความปลอดภัย การปกป้องตัวเองควรมีความสำคัญเป็นอันดับแรก



4. ยอมรับความผิดพลาดของตัวเอง — และไม่จำเป็นต้องเกลียดชังตัวเอง


ยอมรับและเปลี่ยนแปลง

“ฉันรู้สึกแย่มากเมื่อรู้ว่าสิ่งที่ทำลงไปไม่เป็นผลดีกับใครเลย และ ฉันยังให้โอกาสตัวเองได้เรียนรู้ที่จะรับผิดชอบ ขอโทษ แก้ไขสิ่งที่แก้ไขได้ และพัฒนาตัวเองต่อไป”


เมื่อเราทำผิดพลาด จนรู้สึกเสียใจ ละอาย หรือผิดหวังในตัวเอง ความรู้สึกเหล่านี้เกิดขึ้นได้ แต่การรับผิดชอบต่อสิ่งที่เคยตัดสินใจพลาดในอดีต (Accountability) ไม่จำเป็นต้องหมายถึงการเหมารวมตัดสินว่าตัวเองเป็นคนที่แย่ไปทั้งหมด


การไม่เกลียดตัวเองไม่ได้แปลว่าเราไม่ต้องรับผิดชอบ แต่ช่วยเปิดพื้นที่ให้เรามองความผิดพลาดตามจริง และพิจารณาว่าจะแก้ไขและพัฒนาต่อไปอย่างไร


การรับผิดชอบต่อความผิดพลาดสามารถเกิดขึ้นไปพร้อมกับการปฏิบัติต่อตัวเองด้วยความเมตตา (Self-Compassion) โดยไม่ทำร้ายตัวเองซ้ำด้วยการตัดสินตัวเองอย่างรุนแรง ช่วยให้เราเติบโตจากความผิดพลาดได้โดยไม่บั่นทอนคุณค่าในตัวเอง (Han & Kim, 2023)


การรับผิดชอบสามารถเกิดขึ้นได้ ไปพร้อมๆ กับการไม่ทำร้ายตัวเองซ้ำ

 



5. ฉันกำลังก้าวเดินต่อไปข้างหน้า — และฉันยังคิดถึงสิ่งที่สูญเสียไป


ยอมรับและก้าวต่อ

“คิดถึงวันเวลาดีๆ ที่ผ่านมาด้วยกัน และ ฉันอนุญาตให้ตัวเองเดินออกจากความสัมพันธ์นี้”


การปล่อยวางและสร้างชีวิตใหม่ ไม่ได้หมายความว่าเราต้องลบความทรงจำเก่าทิ้งไปทั้งหมด เรายังสามารถคิดถึงสิ่งที่เคยมี รู้สึกอาลัยต่อโอกาสที่เสียไป รู้สึกเศร้ากับสิ่งที่ยังไม่เคยได้เกิดขึ้น แต่ก็สามารถโอบรับความสูญเสียนี้ ควบคู่ไปกับการค่อยๆ เติบโตต่อไปด้วย


การเดินหน้าต่อไม่ได้หมายความว่าเราจะไม่มีความเศร้า หรือไม่คิดถึงสิ่งที่สูญเสียไป และมันยังคงหลงเหลืออยู่ได้





การเยียวยาคืออะไร หากเรายังรู้สึกเจ็บปวดได้อยู่?


ถ้าความก้าวหน้าไม่ได้วัดจากการไม่รู้สึกแย่อีกเลย เราจะสังเกตได้อย่างไรว่าเรากำลังดีขึ้น?


หลายคนมักมีความเข้าใจผิดว่า เป้าหมายสูงสุดของการบำบัดหรือการดูแลใจ คือการ “ไม่มีอาการ” หรือ “ต้องมีวันที่เราจะไม่รู้สึกเจ็บปวดอีกต่อไป”


เมื่อเราคุ้นเคยกับการวัดความก้าวหน้าจากการที่อาการหรือความรู้สึกไม่สบายใจลดลง เราอาจมองไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงอื่นๆ ที่เกิดขึ้นกับตัวเอง หรือรู้สึกว่าตัวเองถอยหลังทันทีที่ความรู้สึกเหล่านั้นกลับมา


ในทางจิตวิทยา แนวคิดเรื่อง ความยืดหยุ่นทางจิตใจ (Psychological Flexibility) จากการบำบัดแบบ Acceptance and Commitment Therapy (ACT) ชวนให้เรามองความก้าวหน้าในอีกมุมหนึ่ง (Hayes et al., 2012; Macri & Rogge, 2024) 


ความก้าวหน้าอาจไม่ได้หมายถึงการกำจัดอารมณ์ที่ไม่พึงประสงค์ออกไปให้หมด… แต่รวมถึงการที่เรารับรู้ประสบการณ์ภายในของตัวเอง และยังเลือกการกระทำที่สอดคล้องกับคุณค่าและสิ่งที่เราให้ความสำคัญได้... โดยอาจเริ่มสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงผ่านสิ่งเล็กๆ เช่น


1. สังเกตและเท่าทันสิ่งที่เกิดขึ้นได้เร็วขึ้น

รู้ตัวว่ากำลังรู้สึกอย่างไร และเริ่มเข้าใจว่าอะไรอาจกระตุ้นความรู้สึกนั้น โดยไม่รีบผลักไสหรือตัดสินตัวเอง


2. มีทางเลือกในการตอบสนองมากขึ้น

แม้ความรู้สึกเดิมจะแวะเวียนมา เราก็อาจมีทางเลือกมากกว่าการตอบสนองด้วยพฤติกรรมเดิมที่เคยทำร้ายตัวเอง เช่น รู้จักหยุดพัก ขอความช่วยเหลือ สื่อสารความต้องการ หรือให้เวลาตัวเองก่อนตัดสินใจ


3. ยังคงดำเนินชีวิตตามสิ่งที่มีคุณค่าได้

สามารถก้าวต่อไปข้างหน้าและทำสิ่งที่สำคัญต่อชีวิต เช่น ดูแลสุขภาพ สานสัมพันธ์กับคนที่ไว้ใจ หรือทำกิจกรรมที่มีความหมายกับตัวเอง แม้จะยังมีความกังวลหรือความกลัวหลงเหลืออยู่บ้าง


การเยียวยาจึงอาจไม่เหมือนบันไดตรงที่เราเดินขึ้นทีละขั้นไปสู่ความสมบูรณ์แบบ


แต่เหมือนการเดินกลับมาเจอประเด็นเดิม เพียงแต่ในรอบนี้ เรามองมันด้วยความเข้าใจที่ต่างออกไป และมีเครื่องมือในการดูแลตัวเองที่เหมาะสมและหลากหลายกว่าเดิม


แน่นอนว่า ความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นกับทุกคนในรูปแบบเดียวกัน และไม่ได้หมายความว่าเราต้องทำได้ดีขึ้นทุกวัน การเยียวยาอาจมีทั้งช่วงที่เรารู้สึกมั่นคงขึ้น และช่วงที่ต้องกลับมาทบทวนเรื่องเดิมอีกครั้ง สิ่งสำคัญคือการไม่ใช้วันที่ยากเพียงวันเดียวมาตัดสินความก้าวหน้าทั้งหมดของตัวเอง


หมายเหตุ: แนวคิดนี้ไม่ได้หมายความว่าอาการหรือความทุกข์ไม่สำคัญ และการมี Psychological flexibility ไม่ได้หมายถึงเราต้องชอบ ยอมรับทุกความรู้สึก หรือควรฝืนใช้ชีวิตต่อไปทั้งที่กำลังทุกข์อย่างรุนแรง การประเมินว่าควรได้รับการรักษาหรือการช่วยเหลือเพิ่มเติมหรือไม่ ยังคงขึ้นอยู่กับความรุนแรง ระยะเวลา และผลกระทบต่อชีวิตของแต่ละคน และควรให้ผู้เชี่ยวชาญเป็นผู้ประเมิน




ลองเปลี่ยนจากคำว่า “แต่” เป็นคำว่า “และ”


แบบฝึกหัดเล็กๆ ในชีวิตประจำวันเพื่อช่วยให้เราสร้างพื้นที่ให้กับประสบการณ์สองด้าน เมื่อเรากำลังเผชิญกับความรู้สึกที่ขัดแย้งกัน ลองสังเกตประโยคที่เราพูดกับตัวเอง (Self-Talk) 


บางครั้ง เราอาจใช้คำว่า “แต่” เพื่อทำให้ความรู้สึกด้านหนึ่งดูเหมือนหักล้างอีกด้านหนึ่ง เช่น

“ฉันรู้สึกว่าตัวเองดีขึ้นแล้ว แต่ ทำไมวันนี้ยังเศร้าอยู่เลย” “ฉันอยากไปงานปาร์ตี้นะ แต่ ฉันกลัวการเข้าสังคม” “ฉันตั้งใจจะเดินหน้าต่อ แต่ ฉันยังคิดถึงเขาอยู่”

ลองเปลี่ยนจาก “แต่” เป็น “และ” แล้วสังเกตว่าความหมายของประโยคเปลี่ยนไปอย่างไร

“ฉันกำลังดีขึ้น และ ฉันยังมีวันที่เศร้าได้” “ฉันอยากไปงานปาร์ตี้ และ ฉันก็กลัวการเข้าสังคมด้วย” (เปิดโอกาสให้ความต้องการและความกลัวอยู่ร่วมกันได้ ชวนให้เรามองหาทางออกที่ยืดหยุ่นกว่า เช่น ไปร่วมงานแค่ช่วงสั้นๆ แล้วกลับ) “ฉันกำลังเดินหน้าต่อไป และ ฉันก็อนุญาตให้ตัวเองรู้สึกคิดถึงสิ่งที่ผ่านไปแล้ว”

การเปลี่ยนคำเชื่อมเพียงคำเดียวอาจไม่ใช่เทคนิคที่มีพลังวิเศษที่จะทำให้ความทุกข์หรือทำให้อารมณ์เปลี่ยนทันที แต่แบบฝึกหัดนี้อาจช่วยให้เรามองเห็นประสบการณ์ทั้งสองด้าน โดยไม่ต้องให้ด้านหนึ่งหักล้างอีกด้านหนึ่ง และเปิดโอกาสให้เรามองหาทางเลือกในการรับมือได้มากขึ้น




อย่างไรก็ตาม การมองเห็นความจริงสองด้านก็มีสิ่งที่ควรทำความเข้าใจ


แม้การมองเห็นความจริงสองด้านจะช่วยให้เราทำความเข้าใจประสบการณ์ที่ซับซ้อนได้มากขึ้น แต่ไม่ได้แปลว่าทุกสถานการณ์จำเป็นต้องประนีประนอมหรือหาจุดกึ่งกลางเสมอไป 


การคิดแบบ Both/And ไม่ได้หมายความว่า ทุกมุมมองถูกต้องหรือมีน้ำหนักเท่ากัน และเราต้องยอมรับได้ทุกอย่างเพียงเพราะมองได้หลายมุม 


ตัวอย่างเช่น ในความสัมพันธ์ที่มีการทำร้ายร่างกาย การบังคับ การข่มขู่ หรือการละเมิดขอบเขตอย่างต่อเนื่อง เราอาจเข้าใจได้ว่าผู้กระทำมีประสบการณ์หรือเหตุผลเบื้องหลังพฤติกรรมเลวร้าย แต่ความเข้าใจนั้นไม่ได้ทำให้การทำร้ายกลายเป็นเรื่องที่ยอมรับได้ และไม่ได้ทำให้ผู้ถูกกระทำมีหน้าที่ต้องอยู่ในความสัมพันธ์ต่อไป การมองเห็นความจริงหลายด้านจึงไม่ใช่การลดทอนความรุนแรงของสิ่งที่เกิดขึ้น ไม่ใช่การแบ่งความรับผิดชอบให้ทุกฝ่ายเท่าๆ กัน และไม่ใช่การบังคับให้ตัวเองต้องเข้าใจทุกคนจนละเลยความปลอดภัยของตัวเอง

ความจริงสองด้าน มีสิ่งที่ควรทำความเข้าใจและต้องพึงระวัง ดังนี้


  • การเข้าใจว่าอีกฝ่ายมีปัญหาทางอารมณ์ ไม่ได้หมายความว่าเราต้องทนอยู่กับการถูกทำร้ายร่างกาย ควบคุม หรือละเมิดขอบเขต


  • การเห็นใจผู้อื่น ไม่ได้แปลว่าเราต้องยอมเสียสละความปลอดภัยและสิทธิของตัวเอง


  • การตระหนักว่าตัวเองเคยทำผิดพลาด ไม่ได้หมายความว่าเราต้องยอมรับการถูกลดทอนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์


หมายเหตุ: ในความสัมพันธ์ที่มีความรุนแรง หรือการล้ำเส้นอย่างชัดเจน ความปลอดภัยและการปกป้องตัวเองควรต้องมาก่อนการพยายามทำความเข้าใจเสมอ เช่น ขอความช่วยเหลือ การตั้งขอบเขต หรือการพาตัวเองออกจากสถานการณ์ที่ไม่ปลอดภัย





การเข้าใจ ไม่เท่ากับ การให้อภัย


อีกเรื่องหนึ่งที่ควรแยกออกจากกัน คือการทำความเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นกับการให้อภัย


สองสิ่งนี้มักถูกนำมาผูกติดกันเสมอ ซึ่งในความเป็นจริงของแต่ละคนมีความแตกต่างกัน และมันอาจมีหน้าตาเป็นแบบนี้


เข้าใจว่าทำไมเขาถึงทำแบบนั้น — และ ยังไม่พร้อมให้อภัย


ให้อภัย — และ ยังเลือกไม่กลับไปมีความสัมพันธ์แบบเดิม


เลิกโกรธ — และ ยังจำได้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นทำให้รู้สึกอย่างไร 


การเยียวยาจึงไม่จำเป็นต้องมีบทสรุปแบบเดียวสำหรับทุกคน บางคนอาจต้องการให้อภัย และบางคนอาจไม่ต้องการ... บางคนอาจต้องการความเข้าใจ และบางคนอาจยังต้องการระยะห่าง...


เราอาจเข้าใจเหตุผลหรือที่มาของใครบางคน โดยยังไม่พร้อมให้อภัย หรืออาจเลือกที่จะไม่ให้อภัยก็ได้ ไม่จำเป็นต้องเร่งรัดตัวเองให้ให้อภัยเพื่อพิสูจน์ว่าได้ก้าวข้ามเรื่องนั้นไปแล้ว และการให้อภัยก็ไม่ได้หมายความว่าเราต้องกลับไปมีความสัมพันธ์แบบเดิม… แต่ละคนมีประสบการณ์ ความต้องการ และจังหวะเวลาในการจัดการกับสิ่งที่เกิดขึ้นแตกต่างกัน สิ่งสำคัญคือ เราสามารถให้ความสำคัญกับความรู้สึกและความปลอดภัยของตัวเอง โดยไม่จำเป็นต้องบังคับให้ตัวเองรู้สึกหรือเลือกทางใดทางหนึ่งเพียงเพราะคิดว่าเป็นสิ่งที่ควรทำ

สิ่งสำคัญอาจไม่ใช่การบังคับให้ตัวเองต้องเดินไปถึงคำตอบที่ดูสมบูรณ์แบบที่สุด แต่สามารถเป็นการค่อยๆ ทำความเข้าใจว่า “ตอนนี้อะไรคือสิ่งที่ฉันต้องการ เพื่อดูแลตัวเองและใช้ชีวิตต่อไปได้?” 





ส่งท้ายบทความ


การเยียวยาไม่ใช่การพยายามตัดแต่งเรื่องราวของเรา ให้เหลือเพียงความรู้สึกด้านที่สดใสหรือเข้มแข็งเท่านั้น แต่อาจเป็นการค่อยๆ เรียนรู้ว่า เราสามารถมีพื้นที่ให้กับความจริงที่หลากหลายในตัวเรา


ฉันกำลังเติบโต และ ฉันยังมีวันที่เปราะบางได้ ฉันเข้าใจ และ ฉันมีสิทธิ์ปกป้องตัวเอง ฉันให้อภัย และ ฉันเลือกที่จะไม่กลับไปอยู่ในจุดเดิม

เพราะการดูแลใจ ไม่ได้ทำให้เรากลายเป็นคนที่ไม่รู้สึกอะไรอีกเลย แต่มันอาจช่วยให้เราสามารถอยู่ร่วมกับทุกสิ่งที่รู้สึก ได้อย่างเข้าใจและอ่อนโยนกับตัวเองมากขึ้น


และสำหรับบางคนที่กำลังวัดความก้าวหน้าของการเยียวยาด้วยคำถามที่แคบเกินไป แทนการทบทวนตัวเองแค่เพียง “ยังเศร้าอยู่ไหม?” ลองถามเพิ่มว่า


“กลับมาดูแลตัวเองได้ดีขึ้นไหม?” “เริ่มรู้ตัวเร็วขึ้นบ้างไหมว่าอะไรเป็นตัวกระตุ้น หรือ Trigger?” “ขอความช่วยเหลือได้ง่ายขึ้นหรือเปล่า?” “ยังสามารถทำสิ่งสำคัญในชีวิตต่อไปได้ แม้จะมีวันที่ยาก?” “เมื่อเกิดเรื่องคล้ายเดิม วันนี้เราตอบสนองกับสิ่งที่เกิดขึ้น แตกต่างจากเมื่อก่อนหรือเปล่า?”

เพราะการกลับมามีวันที่หมดพลัง ร้องไห้ หรือรู้สึกไม่มั่นคง ไม่ได้แปลว่าเรากำลังถอยหลังกลับไปที่จุดเริ่มต้น


(หมายเหตุ: คำถามเหล่านี้ไม่ได้เป็นแบบประเมินทางคลินิก และไม่ได้หมายความว่าทุกคนต้องมีพัฒนาการในลักษณะเดียวกัน แต่เพียงช่วยให้เห็นภาพชัดขึ้นว่า การเปลี่ยนแปลงไม่ได้มีแค่รูปแบบเดียว)





Mission On พร้อมเป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่การเรียนรู้และดูแลใจไปกับคุณ


หากกำลังต้องการพื้นที่เพื่อทำความเข้าใจตัวเอง… การทำความเข้าใจความรู้สึกที่ซับซ้อนอาจไม่ใช่เรื่องง่าย โดยเฉพาะเมื่อประสบการณ์บางอย่างส่งผลต่อวิธีที่เรามองตัวเอง ความสัมพันธ์ หรือโลกใบนี้


ไม่จำเป็นต้องเลือกจัดการทุกอย่างด้วยตัวคนเดียวเสมอไป การพูดคุยกับผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตอาจเป็นอีกพื้นที่หนึ่งที่ช่วยให้คุณได้สำรวจประสบการณ์ของตัวเอง ค้นหาวิธีรับมือที่เหมาะสมและสอดคล้องกับการใช้ชีวิตต่อไป


คลิกที่ลิงก์นัดหมายด้านล่าง เพื่อพูดคุยกับนักจิตวิทยา/นักจิตบำบัดของเรา


Posted on 9 October 2026

เรียบเรียงโดย ดลนภัส ชลวาสิน (วท.ม. จิตวิทยาพัฒนาการ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย)


เนื้อหาในบทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมความรู้ด้านจิตวิทยา (For Educational Purpose Only) เพื่อสร้างเสริมความเข้าใจเกี่ยวกับสุขภาพจิตเท่านั้น ไม่สามารถใช้ทดแทนการประเมินทางคลินิก การวินิจฉัย หรือการบำบัดรักษาเฉพาะบุคคลจากผู้เชี่ยวชาญ



อ้างอิง


[1]  Beck, J. S. (2021). Cognitive behavior therapy: Basics and beyond (3rd ed.). The Guilford Press.


[2]  Bonfá-Araujo, B., Oshio, A., & Hauck-Filho, N. (2022). Seeing things in black-and-white: A scoping review on dichotomous thinking style. Japanese Psychological Research, 64(4), 461–472. https://doi.org/10.1111/jpr.12328 


[3]  Chapman, A. L. (2006). Dialectical behavior therapy: Current indications and unique elements. Psychiatry (Edgmont), 3(9), 62–68. 


[4]  Han, A., & Kim, T. H. (2023). Effects of self-compassion interventions on reducing depressive symptoms, anxiety, and stress: A meta-analysis. Mindfulness, 14, 1553–1581. https://doi.org/10.1007/s12671-023-02148-x 


[5]  Hayes, A. M., Laurenceau, J.-P., Feldman, G., Strauss, J. L., & Cardaciotto, L. (2007). Change is not always linear: The study of nonlinear and discontinuous patterns of change in psychotherapy. Clinical Psychology Review, 27(6), 715–723. https://doi.org/10.1016/j.cpr.2007.01.008 


[6]  Hayes, S. C., Strosahl, K. D., & Wilson, K. G. (2012). Acceptance and commitment therapy: The process and practice of mindful change (2nd ed.). The Guilford Press.


[7]  Linehan, M. M. (2015). DBT skills training manual (2nd ed.). The Guilford Press.


[8]  Macri, J. A., & Rogge, R. D. (2024). Examining domains of psychological flexibility and inflexibility as treatment mechanisms in acceptance and commitment therapy: A comprehensive systematic and meta-analytic review. Clinical Psychology Review, 110, 102432. https://doi.org/10.1016/j.cpr.2024.102432 


[9] Tahir, M. (n.d.). Therapy, mental health, and healing [Post]. LinkedIn. https://www.linkedin.com/posts/mtahirr_therapy-mentalhealth-healing-share-7477850167199723520-9StQ/ 


[10]  U.S. Department of Veterans Affairs. (n.d.). Dialectical Behavior Therapy (DBT). VA Mental Health. https://www.mentalhealth.va.gov/get-help/treatment/

[11]  เนื้อหาตั้งต้นบางส่วนได้รับแรงบันดาลใจจากแนวคิด “Two Things Can Be True at Once” และ “Co-Existing Trauma Truths” จากคอนเทนต์ช่องทางอินสตาแกรมของ @dr.konstantine.nancy_bisbikos และ @thepresentpsychologist โดยนำมาพัฒนาเป็นบทความในบริบทของ Mission On





รู้จักกับนักจิตวิทยาการปรึกษาและนักจิตบำบัด



นัดพบนักจิตวิทยาการปรึกษาและนักจิตบำบัด

  

bottom of page