ถ้ากำลังดีขึ้นแล้ว ทำไมยังรู้สึกแย่อยู่เลย?
เมื่อความจริงสองด้านสามารถเกิดขึ้นพร้อมกันได้ในกระบวนการเยียวยา
(Two Things Can Be True at Once ชวนทำความเข้าใจว่าทำไมการเยียวยาใจ ไม่จำเป็นต้องหมายถึงการไม่มีความเจ็บปวดอีกต่อไป)
– ใช้เวลาอ่านประมาณ 9 ถึง 12 นาที –
เราอาจเคยมีความคิดแวบหนึ่งขึ้นมาในวันที่เหนื่อยล้ าว่า
“น่าจะผ่านเรื่องนี้ไปได้แล้วไม่ใช่เหรอ?”
“เรื่องมันก็ผ่านมาตั้งนานแล้ว ทำไมถึงยังร้องไห้อยู่อีก?”
“เข้าใจตัวเองมากขึ้น ดูแลตัวเองได้ดีขึ้นแล้ว ทำไมพอเจอเรื่องแค่นี้ถึงกลับไปดิ่งอีก?”
ภาพประกอบจากเว็บไซต์ Magnific ภาพประกอบจากเว็บไซต์ Magnific ภาพประกอบจากเว็บไซต์ Magnific ภาพประกอบจากเว็บไซต์ Magnific
การผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบาก ไม่ว่าจะเป็นการสิ้นสุดของความสัมพันธ์ ปัญหาครอบครัว ความกดดันจากการทำงาน หรือประสบการณ์ที่กระทบกระเทือนจิตใจ มักทำให้บางคนได้ใช้เวลาทำความเข้าใจตัวเองมากขึ้น
แต่พอเริ่มดูแลตัวเองได้ดีขึ้น เรียนรู้ที่จะตั้งขอบเขต หรือแม้แต่ผ่านการบำบัดและมีวันที่รู้สึกว่าโอเคขึ้นแล้ว รู้สึกว่าชีวิตค่อยๆ กลับมาเข้าที่เข้าทาง ยิ้มได้มากขึ้น และเริ่มมีความหวังว่า “คงผ่านมันมาได้แล้ว”
วันหนึ่งกลับสะดุด เมื่อได้ยินเพลงบางเพลง… เห็นข้อความบางข้อความปรากฏบนหน้าจอ… หรือเกิดเหตุการณ์เล็กๆ ที่ทำให้ความรู้สึกเดิมถูกกระตุ้นขึ้นมา
ความรู้สึกเดิมที่คิดว่าหายไปแล้ว กลับปรากฏตัวขึ้นมาอีกครั้งอย่างชัดเจน ยังกลัว ยังเศร้า ยังโกรธ ยังคิดถึง ยังสงสัยในตัวเอง หรือยังรู้สึกเจ็บกับเรื่องที่คิดว่าผ่านมาได้แล้ว… และความรู้สึกนั้นก็มักพาความสงสัยตามมาด้วยว่า การเยียวยาที่ผ่านมานั้นล้มเหลวหรือเปล่า
“หรือจริงๆ แล้ว... ที่ผ่านมาเราไม่ได้ดีขึ้นเลย?”
ในบทความนี้ Mission On อยากชวนทุกคนมาทำความเข้าใจว่า ทำไมการเยียวยาจึงไม่ได้หมายความว่า เราจะต้องไม่รู้สึกเจ็บอีกต่อไป? เพราะสิ่งหนึ่งที่น่าลองสังเกตและเรียนรู้ใหม่คือ “เราทุกคนมีวันที่กำลังดีขึ้น และยังมีวันที่เจ็บปวดได้” และสองสิ่งนี้ไม่ได้จำเป็นต้องขัดแย้งกันเสมอไป
เรามักเผลอคิดว่า ถ้าอย่างห นึ่งเป็นจริง อีกอย่างต้องไม่จริง
เมื่อเรากำลังเผชิญความทุกข์ใจ พยายามทำความเข้าใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น หรือต้องเผชิญกับความรู้สึกที่ซับซ้อน เราอาจเผลอแบ่งประสบการณ์ออกเป็นสองขั้ว (Either/Or) เช่น
▪️ ถ้าฉันกำลังดีขึ้น = ต้องไม่กลับมารู้สึกแย่อีก ▪️ ถ้าฉันให้อภัยแล้ว = ไม่ควรรู้สึกเจ็บปวดหรือโกรธอีก ▪️ ถ้าฉันกำลังเยียวยา = ไม่ควรกลับมาเศร้ากับเรื่องเดิม ▪️ ถ้าฉันเข้มแข็งขึ้น = ไม่ควรต้องการความช่วยเหลือจากใคร ▪️ ถ้าฉ ันรักและหวังดีต่อเขา = ไม่ควรตั้งขอบเขตหรือปฏิเสธเขา ▪️ ถ้าฉันรู้แล้วว่าสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่ความผิดของฉัน = ก็ควรเลิกโทษตัวเองได้แล้ว
การคิดในลักษณะนี้ใกล้เคียงกับสิ่งที่เรียกว่า การคิดแบบขาว-ดำ ถูก-ผิด หรือการคิดแบบสุดขั้ว (All-or-Nothing Thinking) หรือที่มักเรียกว่า Dichotomous Thinking ซึ่งเป็นการมองประสบการณ์แบบแยกขั้วอย่างชัดเจน ทั้งที่ประสบการณ์จริงอาจมีรายละเอียดและความเป ็นไปได้มากกว่านั้น (Bonfá-Araujo et al., 2022)
ซึ่งเป็นรูปแบบความคิดที่พบได้ในแนวทางการบำบัดความคิดและพฤติกรรม หรือ Cognitive Behavioral Therapy (CBT) ที่ทำให้เรามองสถานการณ์ผ่านทางเลือกเพียงสองด้าน เช่น ดีหรือแย่ สำเร็จหรือล้มเหลว หายแล้วหรือยังไม่หาย
เมื่อเรามองประสบการณ์ผ่านกรอบแบบนี้ วันใดก็ตามที่ความรู้สึกด้านลบกลับมา อาจทำให้เราเผลอตีความว่าสิ่งที่สร้างมาทั้งหมดพังทลายลง ล้มเหลว หรือสงสัยว่าตัวเองกำลังถอยหลังกลับไปที่จุดเ ริ่มต้น
แต่เป็นไปได้ไหมว่า... ประสบการณ์ของมนุษย์ไม่ได้ทำงานแบบสวิตช์ไฟที่เปิดหรือปิดเพียงด้านใดด้านหนึ่ง? และทั้งสองสิ่งที่ดูตรงข้ามกัน อาจเป็นจริงพร้อมกันได้ในใจเรา
เพราะประสบการณ์ทางอารมณ์ของคนเราไม่ได้เรียบง่าย หรือเดินเป็นเส้นตรงขนาดนั้น
▪️ เราอาจกำลังเรียนรู้ที่จะดูแลตัวเองได้ดีขึ้น และยังมีบางวันท ี่รู้สึกเศร้า ▪️ เราอาจตัดสินใจออกจากความสัมพันธ์ที่ทำให้เจ็บปวดแล้ว และยังคงคิดถึงช่วงเวลาดีๆ ที่เคยมีร่วมกัน ▪️ เรารักใครบางคน และในขณะเดียวกันก็ไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่เขาทำ ▪️ รู้สึกภูมิใจกับตัวเองในวันนี้ และยังเสียดายสิ่งที่ตัวเองเคยเสียไป ▪️ รู้ว่าตัวเองปลอดภัยดีแล้ว และบางส่วนของเรายังระแวดระวังอยู่ ▪️ รู้ว่าตัวเองกำลังเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น และยังมีบางวันที่กลับไปสงสัยในตัวเองได้
สิ่งเหล่านี้สามารถเกิดขึ้นพร้อมกันได้ โดยไม่จำเป็นต้องหักล้างอีกด้านหนึ่ง และมันคือใจความสำคัญของแนวคิดที่เรียกว่า “Two Things Can Be True at Once” หรือการยอมรับว่า ความจริงสองด้านที่ดูเหมือนขัดแย้งกัน สามารถเกิดขึ้นพร้อมกันได้
Two Things Can Be True at Once—โอบรับความจริงสองด้าน
จาก ไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่ง (Either/Or) สู่ ได้ทั้งสองอย่าง (Both/And)
คำพูดอย่าง Two Things Can Be True at Once เป็นถ้อยคำที่ช่วยอธิบายแนวคิดเรื่องการมองเห็นความจริงสองด้านได้อย่างเข้าใจง่าย ส่วนในทางจิตวิทยา แนวคิดนี้เชื่อมโยงกับการคิดเชิงวิภาษวิธี (Dialectical Thinking) ซึ่งมีความสำคัญในแนวทางการบำบัดแบบ Dialectical Behavior Therapy (DBT)
คำว่า Dialectical ในบริบทนี้ หมายถึงการพยายามมองเห็นและประสานความจริงที่ดูเหมือนขัดแย้งกัน โดยไม่จำเป็นต้องตัดสินว่ามีเพียงด้านใดด้านหนึ่งเท่านั้น
มันจึงไม่ใช่การตัดสินว่า “ด้านไหนถูก ด้านไหนผิด” แต่เป็นการฝึกมองเห็นความจริงที่ดูเหมือนอยู่คนละขั้ว และเปิดพื้นที่ให้มันสามารถอยู่ร่วมกันได้ (หรือพยายามหาวิธีให้ทั้งสองด้านมีที่อยู่ในกระบวนการเดียวกัน)
ตัวอย่างหนึ่งที่ชัดเจนใน DBT คือ “การยอมรับสิ่งที่เป็นอยู่ตามจริง” (Acceptance) ควบคู่ไปกับ “การมุ่งมั่นที่จะเติบโตและเปลี่ยนแปลง” (Change) ไว้พร้อมกันในเวลาเดียวกัน โดยไม่จำเป็นต้องติดอยู่กับขั้วใดขั้วหนึ่งอย่างสุดโต่ง
(Chapman, 2006; Linehan, 2015; U.S. Department of Veterans Affairs, n.d.)
เช่น “ฉันยอมรับตัวเองในแบบที่เป็นอยู่ตอนนี้ / หรือตอนนี้ฉันกำลังรู้สึกแบบนี้ และมันเกิดขึ้นแล้ว” ไปพร้อมกับ “ฉันยังสามารถเรียนรู้วิธีรับมือ / หรือเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมบางอย่างเพื่อให้ชีวิตดีขึ้นได้”
การยอมรับจึงไม่จำเป็นต้องหมายถึงการยอมแพ้ และการเปลี่ยนแปลงก็ไม่ได้หมายความว่า เราต้องปฏิเสธตัวเองในแบบที่เราเป็นอยู่ตอนนี้ (การมีความรู้สึกหนึ่งเกิดขึ้น ไม่ได้จำเป็นต้องลบล้างอีกความรู้สึกหนึ่งให้หายไป)
ในกระบวนการดูแลจิตใจ เราอาจรับรู้ว่าตัวเองกำลังรู้สึกอย่างไร พร้อมกับเรียนรู้วิธีรับมือกับความรู้สึกนั้น หรือเปลี่ยนแปลงบางอย่างในชีวิตไปพร้อมกัน
แล้วถ้าเราลองนำแนวคิดนี้กลับมามองประสบการณ์ของตัวเอง เราอาจพบว่ามีหลายเรื่องที่ไม่จำเป็นต้องเลือกเพียงด้านเดียว