top of page

ถอด 7 บทเรียนความรักความสัมพันธ์ของ Gottman ตอนที่ 3

เราอยู่ด้วยกันทุกวัน แต่ทำไมบางครั้งถึงรู้สึกห่างไกล?

(บทเรียนจากงานศึกษาด้านความสัมพันธ์ของ Dr. John Gottman และแนวคิดจากหนังสือ The Seven Principles for Making Marriage Work)



– ใช้เวลาอ่านประมาณ 8 ถึง 10 นาที –



สำรวจสัญญาณเล็ก ๆ ในชีวิตประจำวัน ที่อาจค่อย ๆ ถักทอหรือทำลายความผูกพัน


ความใกล้ชิดไม่ได้เกิดจากการอยู่ข้างกันเพียงอย่างเดียว แต่อาจเริ่มจากการรับรู้ รับฟัง และตอบรับกันด้วยเรื่องเล็ก ๆ ในชีวิตประจำวัน


เราอาจไม่ได้ห่างกันเพราะไม่รัก แต่กำลังห่างกันเพราะเข้าใจกันน้อยลงใช่ไหม?



  • ภาพประกอบจาก Magnific


เนื้อหาในบทความนี้

1. สัญญาณเล็ก ๆ ที่เราอาจมองข้าม 2.  เมื่อสัญญาณหนึ่งถูกส่งออกไป อีกคนตอบรับอย่างไร? 3. เราอาจตั้งใจสื่อสาร แต่รับรู้สิ่งที่เกิดขึ้นไม่เหมือนกัน 4.  สิ่งสำคัญอาจไม่ใช่การตอบให้ถูกทุกครั้ง แต่คือการกลับมาทำความเข้าใจ 5. เมื่อคนรักกำลังทุกข์ใจ การรับฟังอาจเป็นจุดเริ่มต้นก่อนหาทางออก 6.  ความใส่ใจไม่ควรกลายเป็นหน้าที่ของคนใดคนหนึ่งเพียงฝ่ายเดียว 7.  แล้วเราจะกลับมาเชื่อมโยงหรือจูนถึงกันได้อย่างไร? 8. ส่งท้ายบทความ

เราใช้ชีวิตอยู่กับใครคนหนึ่งทุกวัน รู้ว่าเขาชอบกินอะไร ต้องออกจากบ้านกี่โมง หรือช่วงนี้กำลังยุ่งกับงานอะไร แต่กลับไม่แน่ใจว่าในใจของเขากำลังรู้สึกอย่างไร และบางครั้ง แม้จะอยู่ข้างกัน เราก็ยังรู้สึกเหมือนกำลังอยู่คนละโลก


ความห่างเหินเช่นนี้ไม่ได้เกิดขึ้นกับทุกคู่ และไม่ได้หมายความว่าความสัมพันธ์กำลังมีปัญหาเสมอไป แต่เป็นเรื่องที่ชวนให้เรากลับมาสำรวจว่า นอกจากการใช้ชีวิตร่วมกันแล้ว เรายังรับรู้และสามารถตอบรับสิ่งที่เกิดขึ้นในโลกของกันและกันมากน้อยแค่ไหน


บางครั้ง ความห่างเหินอาจเริ่มจากเรื่องธรรมดา

ลองนึกถึงเย็นวันหนึ่งที่คนสองคนกลับถึงบ้านหลังจากวันที่เหนื่อยล้า คนหนึ่งกำลังเตรียมอาหาร อีกคนกำลังนั่งพักอยู่บนโซฟา


ระหว่างนั้น คนที่กำลังทำอาหารพูดขึ้นว่า “วันนี้รถติดมากเลยนะ” ส่วนอีกคนตอบสั้น ๆ ว่า “อืม”


บทสนทนาจบลงเพียงเท่านั้น ทั้งคู่ไม่ได้ทะเลาะกัน ไม่มีใครพูดจารุนแรง และไม่มีเหตุการณ์สำคัญอะไรเกิดขึ้น แต่คนที่เริ่มต้นบทสนทนาอาจรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังพูดอยู่เพียงลำพัง ขณะที่อีกคนก็ไม่ได้คิดว่ามีอะไรผิดปกติ เพราะสำหรับเขา การตอบว่า “อืม” ก็หมายถึงการรับฟังแล้ว


แน่นอนว่า การตอบรับสั้น ๆ เพียงครั้งเดียวไม่ได้บอกว่าคนรักไม่ใส่ใจ บางทีเขาอาจกำลังเหนื่อย มีเรื่องให้คิด หรือยังไม่พร้อมพูดคุยในเวลานั้น 


แต่หากเหตุการณ์คล้ายกันเกิดขึ้นซ้ำ ๆ จนคนหนึ่งเริ่มรู้สึกว่าไม่ว่าจะเล่าอะไรไปก็ไม่มีใครสนใจ “พูดไปก็เท่านั้น” เขาอาจค่อย ๆ ลดการแบ่งปันเรื่องราวในชีวิตลง ขณะที่อีกคนอาจไม่ทันสังเกตด้วยซ้ำว่าบทสนทนาระหว่างกันเปลี่ยนไปแล้ว ความห่างเหินค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นโดยไม่มีใครทันสังเกต


ในกรณีนี้ ความห่างเหินจึงอาจไม่ได้เกิดจากการทะเลาะกันครั้งใหญ่ หรือไม่ใช่ระยะห่างทางกายเพียงอย่างเดียว แต่เป็นความรู้สึกว่าเรื่องราวภายในของเราไม่ได้ถูกรับรู้จากอีกคน และอาจเกี่ยวข้องกับรูปแบบการสื่อสารเล็ก ๆ ที่เกิดซ้ำ รวมถึงความหมายที่แต่ละคนรับรู้หรือตีความจากสิ่งเหล่านี้ด้วย


บทความนี้ Mission On อยากชวนทุกคนมาเริ่มต้นสำรวจว่า

“แล้วเราจะเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างกันได้อย่างไร?” และทุกวันนี้ “เรายังใช้เวลาด้วยกันมากน้อยแค่ไหน?” “รวมถึงเวลาที่เราได้ใช้ร่วมกัน เราเปิดพื้นที่ให้อีกคนเข้ามารับรู้โลกของเรา เขารับรู้สิ่งเหล่านั้นอย่างไร และเรารับรู้โลกของเขากลับไปมากแค่ไหน?”

อ่านเพิ่มเติมเรื่อง “ทำความรู้จักโลกของคนรัก” ได้ที่นี่




1.  สัญญาณเล็ก ๆ ที่เราอาจมองข้าม

(เมื่อสิ่งที่เราพูด ไม่ใช่ทั้งหมดที่เราต้องการสื่อเสมอไป)


ในชีวิตประจำวัน เราสื่อสารกับคนรักผ่านสิ่งต่าง ๆ มากมาย ทั้งด้วยคำพูดและการกระทำ บางครั้งเป็นการพูดคุยเพื่อแลกเปลี่ยนเรื่องทั่วไป บางครั้งมีเป้าหมายชัดเจน เช่น ต้องจัดการเรื่องที่จำเป็นร่วมกัน หรืออยากขอให้อีกฝ่ายช่วยทำบางอย่าง


และบางครั้ง เราอาจแค่อยากแบ่งปันประสบการณ์ ชวนอีกฝ่ายเข้ามามีส่วนร่วมในช่วงเวลาหนึ่งของเรา หรืออยากรู้ว่าเขาพร้อมรับฟังเราหรือไม่


ดร. จอห์น กอตต์แมน (Dr. John M. Gottman) ใช้แนวคิด Bids for Connection อธิบายความพยายามในการเชื่อมต่อถึงกันกับคนรัก หรือชวนให้อีกฝ่ายเข้ามามีส่วนร่วม ซึ่งอาจเกิดขึ้นผ่านคำพูด สีหน้า ท่าทาง หรือพฤติกรรมเล็ก ๆ ในชีวิตประจำวัน (Gottman & Silver, 2015)


ในหนังสือ The Seven Principles for Making Marriage Work กอตต์แมนอธิบายว่า ตลอดเวลาที่คนสองคนใช้ชีวิตร่วมกัน เราต่างส่งสัญญาณเล็ก ๆ เพื่อสื่อสารว่าเราต้องการอะไร เช่น ความสนใจ ความอบอุ่น อารมณ์ขัน หรือขอให้คนรักช่วยบางอย่าง และเรียกสัญญาณเหล่านี้ว่า “Bids” (การส่งสัญญาณเพื่อให้เราได้เชื่อมโยงคอนเนคถึงกัน)


สัญญาณเหล่านี้ไม่จำเป็นต้องเป็นคำหวานหรือการแสดงความรักอย่างชัดเจน แต่อาจเป็นเรื่องธรรมดา เช่น

ชวนคุยเรื่องทั่วไป — “วันนี้รถติดมากเลย”,  “วันนี้มีเรื่องตลกมากอยากเล่าให้ฟัง” บอกเล่าความรู้สึก — “ช่วงนี้รู้สึกเหนื่อยจัง”, “วันนี้ที่ทำงานไม่จอยเลย” ชวนให้มีส่วนร่วม — ส่งข้อความไปบอกว่าเห็นร้านหนึ่งแล้วนึกถึงอีกฝ่าย ขอความช่วยเหลือเล็ก ๆ น้อย ๆ — “ช่วยดูตรงนี้ให้หน่อยได้ไหม” แสดงออกทางกาย — ขยับมานั่งลงใกล้ ๆ ยื่นมือไปจับมือ แตะไหล่เบา

พฤติกรรมเหล่านี้ไม่ได้มีความหมายเหมือนกันทุกครั้ง การพูดว่า “วันนี้เหนื่อยจัง” อาจเป็นเพียงการบอกเล่าทั่วไป แต่ในบางกรณีอาจเป็นการเปิดโอกาสให้อีกคนถามต่อ รับฟัง หรือแสดงความใส่ใจ


สิ่งสำคัญจึงไม่ใช่การพยายามตีความทุกคำพูดการกระทำให้ลึกซึ้ง แต่อาจเป็นการค่อย ๆ เรียนรู้ว่า สำหรับคนตรงหน้าแล้ว วิธีการที่เขาแบ่งปันเรื่องราวเล็ก ๆ การขอความช่วยเหลือ หรือการอยากมีใครสักคนรับฟัง มันมีหน้าตาหรือความหมายอย่างไร และอะไรทำให้เขารู้สึกว่ากำลังถูกรับฟังจริง ๆ

เพราะหลายครั้ง สิ่งที่เราต้องการจากคนรักอาจไม่ใช่คำตอบที่ดีที่สุด แต่เป็นการได้รู้ว่าเรื่องราวที่เราแบ่งปันไปให้อีกคนฟังยังมีพื้นที่อยู่ในความสัมพันธ์

สิ่งที่ดูเล็กน้อยสำหรับคนหนึ่ง อาจเป็นวิธีสำคัญที่อีกคนใช้แสดงความรู้สึกหรือชวนให้เข้ามาใกล้กันมากขึ้น





2.  เมื่อสัญญาณถูกส่งออกไป อีกคนตอบรับอย่างไร?


ตามกรอบแนวคิดของ Gottman การตอบสนองต่อ Bids สามารถอธิบายได้ผ่าน 3 รูปแบบ ได้แก่ การหันหน้าเข้าหา การหันหนีหรือมองข้าม และการตอบโต้ในทางลบ (Gottman & Silver, 2015; The Gottman Institute, n.d.)


1. หันหน้าเข้าหา

(Turning Toward)


คือการรับรู้และตอบรับสัญญาณที่ส่งมา ไม่จำเป็นต้องเป็นการตอบรับที่ดูยิ่งใหญ่ อาจเป็นเพียงการเงยหน้าขึ้นมาสบตา พยักหน้า วางมือถือลงชั่วคราว ถามคำถามเพิ่มเติม หรือแสดงให้เห็นว่ากำลังฟังอยู่ เช่น


เมื่อคนรักพูดว่า “วันนี้รถติดมากเลยนะ” เราอาจตอบว่า “เหรอ วันนี้กลับบ้านลำบากไหม”

การตอบแบบนี้เปิดพื้นที่ให้บทสนทนาดำเนินต่อ และแสดงให้อีกคนรู้ว่า ฉันได้ยินเธอนะ และเรื่องของเธอยังสำคัญสำหรับฉัน


2. หันหนีหรือมองข้าม

(Turning Away)


คือการไม่ตอบรับต่อสัญญาณที่ส่งมา เช่น ทำเป็นไม่ได้ยิน จดจ่ออยู่กับสิ่งที่กำลังทำต่อไปโดยไม่รับรู้ หรือปล่อยให้บทสนทนาจบลงโดยไม่ได้แสดงความสนใจ


บางครั้งอาจเกิดจากความเหนื่อยล้า ความเคยชิน อาจไม่ทันสังเกตว่าอีกฝ่ายกำลังชวนให้มีปฏิสัมพันธ์ หรือคิดเอาเองว่า “อยู่ด้วยกันตลอด เดี๋ยวค่อยคุยก็ได้” ไม่จำเป็นต้องเกิดจากการตั้งใจละเลยเสมอไป


แต่หากรูปแบบนี้เกิดซ้ำ ๆ คนที่พยายามเริ่มต้นสื่อสารกับเรา อาจรู้สึกว่าการแบ่งปันเรื่องราวของตัวเองไม่มีความหมาย และเลือกที่จะไม่เริ่มต้นบทสนทนาอีก


3.  ตอบโต้ในทางลบ

(Turning Against)


คือการตอบรับด้วยความหงุดหงิด ประชดประชัน หรือตำหนิ เช่น “จะพูดอะไรตอนนี้ ไม่เห็นเหรอว่ากำลังยุ่ง!” ซึ่งอาจสร้างความรู้สึกไม่ปลอดภัยในการสื่อสารทันที


นอกจากจะไม่ได้รับการตอบกลับตามที่คาดหวังแล้ว อีกฝ่ายยังอาจรู้สึกว่าการพยายามพูดคุยกลับทำให้ตัวเองถูกปฏิเสธหรือตำหนิ


การตอบรับทั้งสามรูปแบบช่วยให้เราเห็นว่า

การสื่อสารไม่ได้มีเพียงสิ่งที่คนหนึ่งพูดหรือแสดงออก แต่ยังรวมถึงสิ่งที่อีกคนทำเมื่อได้รับโอกาสในการจูนเข้าหากันด้วย



แล้วการหันหน้าเข้าหากันสำคัญอย่างไร?


บทความของ The Gottman Institute รายงานสิ่งที่ค้นพบจากการศึกษาคู่แต่งงานใหม่ที่ติดตามผลเป็นเวลาหกปีว่า คู่ที่ยังคงแต่งงานอยู่ด้วยกัน ยังคงมีสัญญาณหันหน้าเข้าหากันประมาณ 86% ของเวลาในสถานการณ์ทดลอง ขณะที่คู่ที่หย่าร้างมีสัดส่วนประมาณ 33% (The Gottman Institute, n.d.)


ตัวเลขสถิตินี้เพียงชวนให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างรูปแบบการตอบสนองกับผลลัพธ์ของชีวิตคู่บางประการ  แต่ไม่ควรนำไปใช้เป็นเกณฑ์ตัดสินความสัมพันธ์ของทุกคน หรือสรุปว่าการหันหน้าเข้าหากันบ่อยจะรับประกันว่าคู่รักจะไม่เลิกรากัน


ในชีวิตจริง คนเราอาจพลาดกันได้ เรามีวันที่เหนื่อย หมดพลัง หรือต้องการพื้นที่ส่วนตัว และความสัมพันธ์ยังได้รับอิทธิพลจากปัจจัยอื่นอีกมาก ทั้งความเครียด ภาระชีวิต ความขัดแย้งที่สะสม และบริบทของแต่ละคู่


สิ่งที่เราชวนมาสำรวจจึงไม่ใช่ว่า “วันนี้เราตอบรับกันไปกี่ครั้ง” แต่เป็น

→  เรายังเปิดโอกาสหรือหาเวลาให้กัน เพื่อแบ่งปันเรื่องราวในชีวิตบ้างไหม?  →  เราสามารถกลับมาทำความเข้าใจกันได้ไหม เมื่อรู้สึกว่าช่วงนี้การจูนเข้าหากันระหว่างเราสองคนสะดุดลง? →  เรากำลังสร้างบรรยากาศที่พร้อมจะหันเข้าหากัน หรือกำลังปล่อยให้ความเฉยชาเข้ามาแทนที่ทีละน้อย?




3. เราอาจตั้งใจสื่อสาร แต่รับรู้สิ่งที่เกิดขึ้นไม่เหมือนกัน

(เมื่อเราตีความเหตุการณ์เดียวกันไม่เหมือนกัน)


กลับมาที่บทสนทนาเรื่องรถติดในตอนต้น… คนหนึ่งอาจพูดขึ้นมาเพราะอยากระบายความเหนื่อยล้า และหวังว่าอีกฝ่ายจะถามต่อสักนิดว่า “วันนี้เหนื่อยมากเลยเหรอ” ขณะที่อีกคนอาจได้ยินเพียงข้อมูลเกี่ยวกับการเดินทาง และไม่รู้ว่าควรตอบอะไรเพิ่ม


คนแรกจึงอาจรู้สึกว่า “เขาไม่สนใจสิ่งที่เราเล่า” ส่วนอีกคนอาจคิดว่า “เราก็ตอบแล้ว ทำไมถึงยังไม่พอ”


ในสถานการณ์นี้ ทั้งคู่ไม่ได้จำเป็นต้องมีเจตนาร้าย แต่ต่างฝ่ายต่างรับรู้เหตุการณ์ผ่านมุมมองและความคาดหวังของตัวเอง


แนวคิด Perceived Partner Responsiveness อธิบายถึงการที่เรารับรู้ว่าคนรักตอบสนองอย่างเข้าใจความคิดและความต้องการ ยอมรับหรือเห็นคุณค่าในมุมมองที่เรามี และใส่ใจความเป็นอยู่ของเรา ซึ่งการรับรู้นี้มีความสำคัญอย่างมากต่อการพัฒนาความใกล้ชิดระหว่างคู่รัก (Arican-Dinc & Gable, 2023)


พูดอีกอย่างคือ ความรู้สึกเชื่อมโยงว่าเราจูนถึงกัน ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าอีกฝ่ายพูดหรือทำอะไรเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวกับว่า “เรารับรู้การตอบสนองนั้นอย่างไรด้วย”


แน่นอนว่า การรับรู้ของเราอาจไม่ได้ถูกต้องหรือไม่ตรงกับเจตนาของอีกฝ่ายเสมอไป เช่นเดียวกับที่อีกฝ่ายอาจไม่รู้ว่าเรากำลังต้องการอะไร หากเราไม่เคยสื่อสารสิ่งนั้นออกไปอย่างชัดเจน


การยอมรับความเป็นไปได้นี้ ไม่ได้หมายความว่าเราต้องปฏิเสธความรู้สึกของตัวเอง หรือบอกตัวเองว่าไม่ควรเสียใจ แต่ช่วยให้เรามีพื้นที่สำหรับทำความเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้น โดยไม่ต้องรีบสรุปว่าใครเป็นฝ่ายผิด

แทนการรีบสรุปว่า “เขาไม่สนใจเรา” เราอาจลองเว้นพื้นที่ไว้ให้ความเป็นไปได้อื่น ๆ และหันกลับมาถามว่า “ตอนนั้นเราอยากได้รับการตอบรับแบบไหน และเขารู้หรือยังว่าเราต้องการอะไร?”

คำถามนี้ไม่ได้แก้ปัญหาได้ทั้งหมด แต่ช่วยเปลี่ยนจุดเริ่มต้นจากการกล่าวโทษ ไปสู่การสำรวจความต้องการและสื่อสารกันให้ชัดเจนขึ้น





4.  สิ่งสำคัญอาจไม่ใช่การตอบให้ถูกทุกครั้ง แต่คือการกลับมาทำความเข้าใจ

(ความใส่ใจไม่ได้หมายถึงการพร้อมตอบรับตลอดเวลา)


ในความสัมพันธ์จริง เราไม่อาจใส่ใจอีกฝ่ายได้ตลอดเวลา บางวันเราอาจเหนื่อย เครียด มีภาระที่ต้องจัดการ จำเป็นต้องใช้สมาธิกับสิ่งที่กำลังทำอยู่ หรือยังไม่มีพลังพอจะรับฟังเรื่องราวของใคร... แม้แต่คนที่เรารักมากก็ตาม


นอกจากนี้ คนแต่ละคนยังอาจมีความต้องการหลังจากเผชิญวันที่หนักหน่วงแตกต่างกัน หรือมีกลไกในการจัดการความเครียดกันคนละแบบ เช่น


▪️ บางคนรู้สึกผ่อนคลายเมื่อได้เล่าเรื่องราวให้คนรักฟัง ได้ระบายความในใจ ได้อยู่ใกล้ชิด หรือพูดคุยเพื่อเชื่อมโยงถึงกัน (Need for Closeness) ▪️ ขณะที่บางคนต้องการเวลาอยู่เงียบ ๆ เพื่อพักและจัดการความคิดของตัวเองก่อนจะพร้อมพูดคุย หรือรู้สึกต้องการถอยออกมาอยู่กับตัวเองสักพักเพื่อฟื้นฟูพลังร่างกายและจิตใจ (Need for Autonomy)

ความเงียบที่เกิดจากความเหนื่อยล้า… ไม่ใช่การหมดรัก หลายครั้งเรามักพบความจริงว่าที่คู่รักไม่ตอบสนองต่อกัน ไม่ได้เกิดจากเจตนาร้ายหรือการหมดรัก แต่ส่วนหนึ่งอาจเกิดจากความเหนื่อยล้าและการสื่อสารความต้องการที่ไม่ตรงกัน (Mindlessness, not Malice)


เมื่อความต้องการสองอย่างนี้เกิดขึ้นพร้อมกัน โดยไม่มีการสื่อสารที่ชัดเจน คนที่อยากคุยอาจรู้สึกว่าตัวเองถูกปฏิเสธ ส่วนคนที่ต้องการพักก็อาจรู้สึกว่าตัวเองกำลังถูกกดดันและรุกล้ำพื้นที่


ความแตกต่างนี้ไม่ใช่เรื่องผิดปกติ และไม่ได้แปลว่าคนใดคนหนึ่งรักมากกว่าหรือน้อยกว่าอีกคน แต่ชวนให้เห็นว่า การใส่ใจไม่ได้หมายถึงการต้องตอบสนองทันทีทุกครั้ง หากแต่รวมถึงการสื่อสารข้อจำกัดของตัวเองและพยายามหาวิธีที่เหมาะสมร่วมกัน ตัวอย่างเช่น


แทนที่จะเงียบหรือเดินหนีไปโดยไม่อธิบาย คนที่ต้องการพักอาจบอกว่า “เราอยากฟังเรื่องวันนี้นะ แต่ตอนนี้หัวเรายังตื้อมาก ขอพักสักครึ่งชั่วโมง แล้วเดี๋ยวเรามานั่งคุยกันได้ไหม” ประโยคนี้ไม่ได้รับประกันว่าอีกฝ่ายจะไม่รู้สึกผิดหวัง แต่ช่วยให้เขารู้ว่า การขอเวลาพักไม่ได้จำเป็นต้องหมายถึงการปฏิเสธความสัมพันธ์ และยังมีโอกาสกลับมาพูดคุยกันในเวลาที่เหมาะสมกว่าเดิม

และในทางกลับกัน หากเราเป็นฝ่ายที่ต้องการการรับฟัง ก็สามารถบอกความต้องการของตัวเองได้เช่นกัน

“วันนี้เราเหนื่อยมาก อยากเล่าให้เธอฟัง ตอนนี้พอมีเวลาไหม”

หากทั้งสองฝ่ายสามารถเรียนรู้ที่จะบอกความต้องการของตัวเอง การสื่อสารอย่างตรงไปตรงมานี้ ไม่เพียงช่วยให้ทั้งคู่ไม่ต้องละทิ้งความต้องการของตัวเอง แต่ยังช่วยให้ทั้งสองฝ่ายมีข้อมูลมากขึ้น และไม่ต้องอาศัยการคาดเดาเพียงอย่างเดียว


ไม่ต้องคาดหวังให้อีกฝ่ายอ่านใจ และไม่มองว่าความต้องการพื้นที่ส่วนตัวของคนรักคือการปฏิเสธตัวตนของเรา





5. เมื่อคนรักกำลังทุกข์ใจ การรับฟังอาจเป็นจุดเริ่มต้นก่อนหาทางออก


เมื่อคนรักเล่าเรื่องที่รู้สึกแย่ให้ฟัง ทำไมการรับฟังจึงควรเริ่มก่อนการหาทางออก?


ลองนึกถึงสถานการณ์ที่คนรักกลับมาจากที่ทำงานแล้วเล่าว่า “วันนี้ที่ทำงานไม่โอเคเลย โปรเจกต์ถูกสั่งแก้กะทันหัน ทั้งที่คุยกันลงตัวแล้ว เหนื่อยจนไม่อยากทำอะไรแล้วเนี่ย”


อีกฝ่ายตอบว่า “อ้าว แล้วทำไมตอนบ่ายไม่แย้งหัวหน้าไปล่ะ ยอมเขาตลอดก็เป็นแบบนี้ พรุ่งนี้รีบไปคุยใหม่เลยนะ”


คนที่ให้คำแนะนำอาจตั้งใจช่วยแก้ปัญหา แต่คนที่กำลังเล่าอาจรู้สึกว่าความเหนื่อยล้าของตัวเองยังไม่ได้รับการรับฟัง และตอนนี้กลับต้องคิดหาทางแก้ปัญหาเพิ่มอีก หรือกำลังถูกสั่งสอนซ้ำเติม


สถานการณ์แบบนี้สะท้อนว่า แม้เราจะตั้งใจช่วยเหลือ แต่ความช่วยเหลือที่เราเลือกอาจไม่ตรงกับสิ่งที่อีกฝ่ายต้องการในขณะนั้น




เพื่อเปลี่ยนช่วงเวลานี้ให้เป็นการหันหน้าเข้าหากัน ลองใช้แนวทางดังนี้


บางครั้งสิ่งคนที่กำลังเผชิญความทุกข์ใจต้องการในเวลานั้น อาจเป็นเพียงพื้นที่ให้เล่าเรื่องราวและทำความเข้าใจความรู้สึกของตัวเองก่อน ส่วนคำแนะนำหรือการหาทางออกอาจเป็นสิ่งที่ต้องการภายหลัง


ในทางจิตวิทยา มีหลักการสื่อสารที่น่าสนใจคือ เริ่มต้นด้วยการรับฟังและทำความเข้าใจความรู้สึก ซึ่งมันอาจช่วยให้เรารู้ว่าควรสนับสนุนเขาอย่างไร ก่อนที่จะเสนอทางออกเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม 


ความเข้าใจควรมาก่อนคำแนะนำ — Understanding Must Precede Advice


1.  อย่าเพิ่งรีบแก้ปัญหา

การรีบพูดว่า “ทำไมไม่ทำแบบนี้ล่ะ?” มักทำให้อีกฝ่ายรู้สึกว่าปัญหาของเขาถูกมองเป็นเรื่องเล็ก หรือเขากำลังถูกตำหนิว่าจัดการไม่ดี


2.  แสดงความเข้าใจ รับฟังและสะท้อนความรู้สึก

(Empathy & Validation)


เช่น “ฟังดูเหนื่อยมากเลยนะวันนี้ เป็นเราก็คงอึดอัดเหมือนกัน” เมื่อคนรักมาเล่าเรื่องที่รู้สึกแย่ให้ฟัง บ่อยครั้งสิ่งที่ระบบประสาทและจิตใจของเขาต้องการ อาจไม่ใช่คำแนะนำเชิงเทคนิค แต่คือพื้นที่ปลอดภัยที่ยืนยันว่า ความรู้สึกของเขามีเหตุผล (Emotional Validation) และรู้สึกว่าอีกคนกำลังพยายามทำความเข้าใจสิ่งที่เขาเผชิญอยู่


3.  แสดงความพร้อมที่จะอยู่เคียงข้าง

ให้อีกฝ่ายรู้ว่าเขาไม่ได้เผชิญความกดดันเพียงลำพัง โดยไม่จำเป็นต้องไปร่วมตัดสินหรือต่อว่าบุคคลที่สามอย่างขาดเหตุผล


4.  ถามความต้องการอย่างใส่ใจ

หากไม่แน่ใจว่าอีกฝ่ายต้องการอะไรในจังหวะนั้น การถามตรง ๆ จะช่วยลดการคาดเดา “เรื่องนี้ฟังดูหนักมากเลย ตอนนี้เธออยากแค่เล่าให้เราฟัง อยากให้เรานั่งอยู่ข้าง ๆ หรืออยากให้เราช่วยคิดหาทางออกดี?”


ประโยคเรียบง่ายนี้ คือการเปิดพื้นที่ให้อีกฝ่ายบอกความต้องการของตัวเอง แทนที่เราจะตัดสินใจแทนว่าเขาควรได้รับความช่วยเหลือแบบไหน (โดยไม่ต้องรู้สึกว่าถูกยัดเยียดคำแนะนำในเวลาที่ยังไม่พร้อม)


การรับฟังไม่ได้หมายความว่าเราต้องเห็นด้วยกับทุกสิ่งที่อีกฝ่ายพูด หรือจำเป็นต้องเข้าข้างเขาโดยไม่พิจารณาสถานการณ์ให้รอบด้าน แต่เป็นการพยายามทำความเข้าใจประสบการณ์ของเขาก่อนที่จะรีบตัดสินหรือเสนอทางแก้ ในขณะเดียวกัน เราเองก็มีสิทธิ์บอกข้อจำกัด หากยังไม่มีพลังพอที่จะรับฟังในเวลานั้น โดยอาจเสนอเวลาที่จะกลับมาคุยกันอย่างชัดเจน สิ่งสำคัญคือการไม่ใช้ข้อจำกัดของตัวเองเป็นเหตุผลในการปิดกั้นความรู้สึกของอีกฝ่าย และไม่คาดหวังให้อีกฝ่ายต้องพร้อมรับฟังเราได้ทุกครั้งเช่นกัน




6.  ความใส่ใจไม่ควรกลายเป็นหน้าที่ของคนใดคนหนึ่งเพียงฝ่ายเดียว


แนวคิดเรื่องการหันหน้าเข้าหากันมีประโยชน์ในการสำรวจรูปแบบการสื่อสาร แต่ไม่ควรถูกใช้เป็นข้อเรียกร้องให้ใครต้องตอบรับความต้องการของคนอื่นอยู่ตลอดเวลา หรือเป็นเหตุผลให้คนหนึ่งต้องรับผิดชอบดูแลความรู้สึกของคนรักอยู่ฝ่ายเดียว


หากความสัมพันธ์มีการข่มขู่ ควบคุม บังคับ ใช้ความรุนแรง หรือการละเมิดขอบเขตอย่างต่อเนื่อง ปัญหาไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของการสื่อสารที่ไม่ตรงกัน และไม่ควรคาดหวังให้ฝ่ายที่ได้รับผลกระทบเป็นผู้พยายามประคับประคองความสัมพันธ์เพียงลำพัง


หมายเหตุ: แนวคิดนี้จึงไม่ได้หมายความว่าเราต้องทนอยู่ในความสัมพันธ์ที่เป็นพิษ ในสถานการณ์เช่นนี้ ความปลอดภัย การเคารพขอบเขต การปกป้องสวัสดิภาพของตัวเอง และการเข้าถึงความช่วยเหลือที่เหมาะสมควรมาก่อน การพยายามเพิ่มความใกล้ชิดหรือปรับตัวเข้าหากันเสมอ





7.  แล้วเราจะกลับมาเชื่อมโยงหรือจูนถึงกันได้อย่างไร?


เราอาจไม่สามารถป้องกันความห่างเหิน ความเข้าใจผิดได้ทุกครั้ง และไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนทุกช่วงเวลาธรรมดาให้กลายเป็นบทสนทนาที่ลึกซึ้ง แต่เราอาจเริ่มต้นจากการสังเกตสิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างกันให้มากขึ้น โดยไม่ต้องรอให้ความสัมพันธ์มีปัญหาใหญ่ก่อน


ลองชวนตัวเองสำรวจคำถามเหล่านี้

▪️ เมื่อคนรักเล่าเรื่องในแต่ละวัน เรามักรับฟังเพื่อทำความเข้าใจ หรือรีบคิดว่าจะตอบอย่างไร? ▪️ เมื่อเรารู้สึกไม่ได้รับความสนใจ เราบอกความรู้สึกและความต้องการของตัวเองได้มากน้อยแค่ไหน? ▪️ เมื่ออีกฝ่ายตอบสนองไม่ตรงกับที่คาดหวัง เราเปิดโอกาสให้ถามหรือทำความเข้าใจกันเพิ่มเติมหรือไม่? ▪️ หากวันไหนคนใดคนหนึ่งไม่มีแรงจะพูดคุย เราสามารถบอกข้อจำกัดและนัดหมายเวลาที่จะกลับมาหากันได้หรือเปล่า?

คำถามเหล่านี้ไม่ใช่แบบทดสอบว่าคู่รักของเราดีพอหรือดีไม่พอ แต่เป็นจุดเริ่มต้นของการมองเห็นรูปแบบการสื่อสารที่อาจมองข้ามไปในชีวิตประจำวัน


หากพบว่าความห่างเหินเกิดขึ้นซ้ำ ๆ จนการพูดคุยกันเป็นเรื่องยาก การขอความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิตก็อาจเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง โดยควรพิจารณาความเหมาะสมและความปลอดภัยของแต่ละคนร่วมด้วย





ส่งท้ายบทความ


ความใกล้ชิดอาจเริ่มจากการทำให้กันและกันรู้สึกว่า เรื่องของเรามีพื้นที่ในความสัมพันธ์นี้


การอยู่ด้วยกันทุกวันไม่ได้รับประกันว่าเราจะเข้าใจกันมากขึ้นโดยอัตโนมัติ เราอาจรู้ตารางชีวิตของกันและกันเป็นอย่างดี แต่ยังไม่รู้ว่าในช่วงนี้อีกฝ่ายกำลังกังวลเรื่องอะไร หรือมีเรื่องอะไรที่เขาอยากให้เรารับฟังโดยไม่ต้องรีบหาคำตอบ


ในทางกลับกัน ความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดก็ไม่ได้หมายถึงการต้องพร้อมรับรู้ทุกอย่างของกันและกันตลอดเวลา เราต่างยังต้องการพื้นที่ส่วนตัว เวลาพัก และอิสระในการจัดการชีวิตของตัวเอง


สิ่งที่อาจช่วยให้ความสัมพันธ์เติบโตจึงไม่ใช่การพยายามอยู่ใกล้กันให้มากที่สุด แต่เป็นการค่อย ๆ เรียนรู้ว่าจะอยู่ใกล้กันอย่างไร โดยที่ทั้งสองคนยังมีพื้นที่ที่ได้เป็นตัวเอง และยังรู้สึกว่าสามารถหันกลับมาพูดคุยกันได้ในเวลาที่ต้องการ


บางที จุดเริ่มต้นอาจเป็นเพียงการวางโทรศัพท์ลงแล้วตั้งใจฟังอีกฝ่ายสักครู่ การถามต่ออีกหนึ่งคำถาม หรือการพูดตรง ๆ ว่าวันนี้เราอยากได้รับการรับฟังแบบไหน


สิ่งเล็ก ๆ เหล่านี้อาจไม่ได้แก้ปัญหาทุกอย่างในความสัมพันธ์ แต่สามารถเปิดโอกาสให้เรากลับมาสังเกต รับรู้ และทำความเข้าใจกันมากขึ้นทีละนิด


ความสัมพันธ์ที่ดีจึงไม่จำเป็นต้องปราศจากความเข้าใจผิด แต่ควรมีพื้นที่ให้เราค่อย ๆ เรียนรู้ความต้องการของตัวเองและคนรัก รวมถึงหาวิธีกลับมาพูดคุย รับฟังและทำความเข้าใจกัน เมื่อความเข้าใจคลาดเคลื่อน




Mission On พร้อมเป็นส่วนหนึ่งของพื้นที่การเรียนรู้และดูแลความสัมพันธ์ไปด้วยกัน


หากคุณและคนรักกำลังรู้สึกว่ามีกำแพงในความสัมพันธ์ที่ค่อย ๆ ก่อตัวขึ้น บทสนทนาในบ้านเริ่มห่างเหิน และมักนำไปสู่ความไม่เข้าใจกัน หรืออยากทำความเข้าใจรูปแบบการสื่อสารและความรู้สึกของตัวเองให้มากขึ้น การพูดคุยกับนักจิตวิทยาหรือผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิต อาจเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการสำรวจสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นและค้นหาแนวทางที่เหมาะสมกับคุณ


คลิกที่ลิงก์นัดหมายด้านล่าง เพื่อพูดคุยกับนักจิตวิทยา/นักจิตบำบัดของเรา


Posted on 22 October 2026

เรียบเรียงโดย ดลนภัส ชลวาสิน (วท.ม. จิตวิทยาพัฒนาการ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย)


บทความนี้เป็นการเรียบเรียงและสังเคราะห์แนวคิดด้านจิตวิทยาความสัมพันธ์จาก The Seven Principles for Making Marriage Work (2015) โดย John M. Gottman และ Nan Silver รวมถึงแหล่งข้อมูลที่เกี่ยวข้อง โดยปรับโครงสร้าง ภาษา และตัวอย่างเพื่อวัตถุประสงค์ในการให้ความรู้


เนื้อหานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อการเรียนรู้ทั่วไป ไม่สามารถใช้ทดแทนการประเมินทางคลินิก การวินิจฉัย หรือการบำบัดรักษาเฉพาะบุคคลได้


หากความสัมพันธ์มีความขัดแย้งรุนแรง การควบคุม การข่มขู่ ความรุนแรง หรือการละเมิดขอบเขต ความปลอดภัยและการได้รับความช่วยเหลือที่เหมาะสมควรมาก่อนการพยายามฟื้นฟูซ่อมแซมความสัมพันธ์  (For Educational Purpose Only) 



อ้างอิง

[1]  Arican-Dinc, B., & Gable, S. L. (2023). Responsiveness in romantic partners’ interactions. Current Opinion in Psychology, 53, 101652. https://doi.org/10.1016/j.copsyc.2023.101652


[2]  Gottman, J. M., & Silver, N. (2015). The seven principles for making marriage work: A practical guide from the country's foremost relationship expert (Revised and updated ed.). Harmony Books.


[3]  The Gottman Institute. (n.d.). An introduction to emotional bids and trust. https://www.gottman.com/blog/an-introduction-to-emotional-bids-and-trust/


[4]  The Gottman Institute. (n.d.). Want to improve your relationship? Start paying more attention to bids. https://www.gottman.com/blog/want-to-improve-your-relationship-start-paying-more-attention-to-bids/





รู้จักกับนักจิตวิทยาการปรึกษาและนักจิตบำบัด



นัดพบนักจิตวิทยาการปรึกษาและนักจิตบำบัด


bottom of page