top of page

ค้นเจอความหวังในวันที่เปราะบาง

—สำรวจ 3 องค์ประกอบของความหวังที่จะช่วยให้เราก้าวต่อ ในวันที่โลกหมุนเร็วเกินไป





ถ้าช่วงนี้รู้สึกว่าเหนื่อยล้าทางใจมากกว่าปกติ Mission On อยากจะช่วยยืนยันว่า “คุณไม่ได้กำลังคิดไปเอง”

สารพัดข่าวความขัดแย้งและความกดดันจากทั่วโลก สถานการณ์เศรษฐกิจที่ไม่แน่นอน การเปลี่ยนแปลงกะทันหันต่างๆ ที่เสพผ่านหน้าจอ สื่อโซเชียลมีเดีย กำลังสูบฉีดพลังงานทางอารมณ์ที่เราสำรองไว้ออกไปอย่างเงียบๆ จนบางคนเริ่มมีภาวะเครียดสะสม แม้ชีวิตส่วนตัวจะดูโอเคดีทุกอย่าง แต่ลึกๆ กลับรู้สึกเหมือนควบคุมอะไรไม่ได้เลย


ถ้าคุณกำลังรู้สึกรับไม่ไหว เราขอให้รู้ไว้ว่า “คุณไม่ได้ตัวคนเดียว”

ผลสำรวจของ Gallup Poll พบว่า คนในยุคปัจจุบันกำลังรู้สึกสิ้นหวังมากกว่าที่เคยเป็นมา จากสถิติที่สำรวจกลุ่มตัวอย่างชาวอเมริกันกว่า 22,000 คน คนในยุคนี้กำลังรู้สึกมองโลกในแง่ดีน้อยลง (มองไม่เห็นความหวังในอนาคต) และมีความพึงพอใจในชีวิตต่ำลงมากเป็นประวัติการณ์


ทำให้เห็นค่อนข้างชัดเลยว่า สังคมรอบตัวเราตอนนี้กำลังปั่นป่วนและทุกคนต้องดิ้นรนอย่างหนักเพื่อหมุนตามโลกให้ทัน ในขณะที่โลกเองก็หมุนไปในทิศทางที่เราควบคุมไม่ได้ จนบางคนยอมปล่อยมือจากความหวังไปดื้อๆ


(Hinshaw & Parkinson, 2026; Witters, 2025 อ้างถึงใน Radlauer-Doerfler, 2026)


ดึงอำนาจการควบคุมกลับมาอยู่ที่เรา ท่ามกลางสิ่งที่ควบคุมไม่ได้อย่างไร?

  • ภาพประกอบจาก Freepik
  • ภาพประกอบจาก Freepik


ความหวังไม่ใช่แค่ฝันหวาน แต่คือ “พลังขับเคลื่อน”


ท่ามกลางความไม่แน่นอน ชีวิตกำลังเล่นบทโหดกับเรา หนึ่งวิธีที่จะช่วยให้เราขับเคลื่อนไปข้างหน้า คือ ความหวัง

มันไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะมองหาความหวัง ในยุคที่ทุกคนกำลังสิ้นหวัง แต่หากเรามองผ่านเลนส์ของ ชาร์ล ริชาร์ด สไนเดอร์  (Charles R. Snyder) นักจิตวิทยาผู้คิดค้น “ทฤษฎีความหวัง” (Hope Theory) ไฟความหวังเล็กๆ อาจถูกจุดประกายขึ้นมาให้กับอนาคตของเราได้ไม่ยาก


  • ภาพประกอบจากเว็บไซต์ Lawrence Journal-World

(Charles Richard Snyder นักจิตวิทยาผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาเชิงบวก หรือ Positive Psychology)


สไนเดอร์ ได้ให้นิยามความหวัง ว่ามันไม่ใช่แค่อารมณ์ดีๆ ที่ทำให้เรารู้สึกพึงพอใจแบบลอยไปลอยมา แต่เป็น “สภาวะของการมีแรงจูงใจเชิงบวก” (Positive Motivational State) ที่เกิดจาก 3 องค์ประกอบซึ่งมีความเชื่อมโยงกัน ดังนี้


1.  เป้าหมาย (Goals)

การระบุหรือบอกได้ว่า อะไรคือจุดหมายปลายทางที่มีความหมายและสำคัญต่อตัวเราเองจริงๆ


2.  เส้นทาง (Pathways)

การคิดหาวิธี วางแผน หรือสร้างเส้นทาง (อาจจะทางเดียวหรือหลายทาง) ที่จะพาเราไปสู่เป้าหมายที่ตั้งไว้ 


3.  แรงขับเคลื่อน (Agency)

ความเชื่อมั่นจากข้างใน ว่าเรามีแรงจูงใจและพละกำลังเพียงพอที่จะเดินไปตามทางที่วางแผนไว้ หรือลงมือทำบางสิ่งเพื่อไปให้ถึงเป้าหมาย


ถ้า Goals คือ จุดหมายปลายทาง
Pathways ก็คือ แผนที่
Agency ก็คือ น้ำมันรถ ที่ทำให้เราขับเคลื่อนไปตามแผนที่


  • ภาพประกอบจาก Freepik
  • ภาพประกอบจาก Freepik
  • ภาพประกอบจาก Freepik


ดังนั้น ความหวังจึงไม่ใช่แค่การฝันหวาน หรือการคิดลมๆ แล้งๆ แต่เป็นกระบวนการที่ต้องลงมือทำ (Active Process) ด้วยการมีเป้าหมายหรือทิศทางที่ชัดเจน กลยุทธ์หรือวิธีการที่ผ่านการคิดอย่างรอบคอบ และแรงจูงใจที่จะลงมือทำมันอย่างต่อเนื่อง


ถ้าส่วนใดส่วนหนึ่งขาดหายไป ความหวังนี้อาจหลุดลอยทำไม่สำเร็จ สไนเดอร์แสดงให้เห็นว่า การมีมุมมองบวก (หรือทัศนคติเชิงบวก) อย่าง ‘การมีความหวัง’ เป็นสิ่งที่สร้างและฝึกฝนขึ้นได้ ผ่านการวางแผนแบบที่สามารถลงมือทำได้จริง


นอกจากนี้ งานวิจัยของเขายังมักเน้นย้ำถึงบทบาทสำคัญของ ‘การมีความสัมพันธ์ที่ดี’ (Connection) เพราะความหวังอาจจะเติบโตได้ยากหากเราอยู่ตัวคนเดียว การมีคนรอบข้างที่คอยสนับสนุนกันและมีจุดหมายปลายทางร่วมกัน จะช่วยให้เรามีมุมมองที่กว้างขึ้น จนค้นพบวิธีการใหม่ๆ ในการเดินหน้าไปสู่เป้าหมาย และช่วยยืนยันให้เรามั่นใจได้ว่า “การก้าวไปข้างหน้านี้ เป็นไปได้และจะสำเร็จได้จริงในที่สุด”


หลายคนคงเคยเจอเรื่องนี้ด้วยตัวเอง เช่น เวลาไปออกกำลังกายที่ยิม จากสถิติพบว่าคนที่ไปยกเวทกับเพื่อน มักจะไปยิมบ่อยกว่าคนที่ไปเล่นคนเดียวถึง 35% และเมื่อมีคู่หูที่คอยสนับสนุนและคอยซัพพอร์ต คุณจะออกกำลังกายได้นานกว่าและหนักกว่าเดิม ซึ่งแน่นอนว่าพลังบวกจากความสัมพันธ์ที่เกื้อกูลกันแบบนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่เรื่องการออกกำลังกาย


แต่รวมถึงทุกย่างก้าวของการสร้างความหวังในชีวิต

  • ภาพประกอบจาก Freepik


4 วิธีสร้างความหวังตามหลักวิทยาศาสตร์ ที่เริ่มทำได้ทันที

สำหรับใครที่กำลังพยายามสร้างความหวังท่ามกลางวิกฤตนี้ นี่คือ 4 วิธีที่ใช้ได้จริงและมีหลักการทางวิทยาศาสตร์รองรับ


1.  กำหนดเป้าหมายที่มีความหมายกับเราจริงๆ

(Define one meaningful goal)

ไม่ต้องมองไกลถึงแผนชีวิต 5 ปี แต่ให้มองหาและเลือกสิ่งสำคัญเพียงเรื่องเดียวสำหรับปีนี้ (หรือการใช้ชีวิตช่วงนี้) เพราะทิศทางที่ชัดเจนคือเชื้อเพลิงของความหวัง


เทคนิค

เป้าหมายนั้นต้องเป็นสิ่งที่จับต้องได้ วัดผลได้ และทำสำเร็จได้จริง (ให้เริ่มจากเป้าหมายเล็กๆ ที่เราสามารถควบคุมได้)

—อ่านวิธีการตั้งเป้าหมายให้ยั่งยืนตามหลักจิตวิทยา ได้ที่บทความของเรา


ตัวอย่าง

แทนที่จะตั้งเป้าหมายว่า “อยากเรียน/อยากเก่งภาษาจีน” ให้ระบุชัดเจนว่า “ฉันจะฝึกพูดภาษาจีนพื้นฐานให้ได้” หรือ “สอบให้ได้ระดับ HSK1”

  • ภาพประกอบจาก Freepik


2.  วางแผนเส้นทางที่เป็นไปได้

(List possible pathways)

สร้างลิสต์วิธีการหรือเส้นทางที่จะทำให้เราไปถึงเป้าหมาย อย่างน้อยสัก 2-3 ทางแบบที่ทำได้จริง การมีทางเลือกจะช่วยดึงความรู้สึกว่า “เรายังควบคุมชีวิตได้” กลับคืนมา


เทคนิค

ให้เขียนแผนการของแต่ละวิธีโดยลงรายละเอียดให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ และควรเขียนด้วยว่าเราจะทุ่มเทให้กับแต่ละวิธีบ่อยแค่ไหนและเป็นระยะเวลานานเท่าไหร่

—อ่านวิธีการตั้งเป้าหมายให้ยั่งยืนตามหลักจิตวิทยา ได้ที่บทความของเรา


ตัวอย่าง

ถ้าเป้าหมายคือการพูดภาษาจีน เส้นทางอาจจะเป็น “ฉันจะดาวน์โหลดแอปฝึกภาษาจีน มาฝึกพูดสัปดาห์ละ 2 ครั้ง" หรือ “คุยสั้นๆ กับเพื่อนคนจีนให้ได้สัปดาห์ละ 2 ครั้ง”

  • ภาพประกอบจาก Freepik
  • ภาพประกอบจาก Freepik


3.  สังเกตและรับรู้ถึงพลังใจของตัวเอง

(Notice your agency)


ย้ำเตือนตัวเองให้นึกถึงช่วงเวลาที่เราเคยทำสำเร็จมาก่อน แรงจูงใจเติบโตได้ง่ายขึ้นเมื่อตัวเรารับรู้ว่า “ฉันสามารถลงมือทำบางสิ่งได้”  (เชื่อมั่นในศักยภาพของตัวเอง)


เทคนิค

ในช่วงเริ่มต้น ความสำเร็จอาจดูไกลตัว ให้ลองนึกย้อนไปถึงตอนที่คุณเคยเอาชนะอุปสรรคในอดีต หรือผ่านความยากลำบากใดๆ มาได้ สิ่งนี้จะช่วยสร้างพลังใจ ทำให้เราเห็นศักยภาพของตัวเอง และเพิ่มโอกาสให้เราทำตามเป้าหมายสำเร็จ

ตัวอย่าง

เตือนตัวเองว่า “เมื่อก่อนเคยตั้งเป้าจะออกไปเดิน หรือวิ่งให้ครบ 5 กม. เราก็ทำสำเร็จมาแล้วนะ ถ้าตั้งใจไม่ว่าเรื่องอะไรเราก็ทำได้”

  • ภาพประกอบจาก Freepik
  • ภาพประกอบจาก Freepik
  • ภาพประกอบจาก Freepik
  • ภาพประกอบจาก Freepik


4.  พึ่งพาสายสัมพันธ์

(Lean into connection)

พูดคุยกับคนที่มองเห็นศักยภาพหรือสิ่งดีๆ ในตัวเรา และแชร์เป้าหมายให้เขาฟัง เพราะสองหัวย่อมดีกว่าหัวเดียวเสมอ คนสองคนที่ช่วยกันมอง ย่อมมองเห็นโอกาส เส้นทางและวิธีการที่จะพาเราไปถึงเป้าหมายได้มากกว่าและง่ายกว่า


เทคนิค

ลองชวนเพื่อนหรือคนรัก มาตั้งเป้าหมายด้วยกัน หรือแชร์เป้าหมายให้กันฟัง และอาจชวนอีกฝ่ายให้ทำไปด้วยกัน หรืออย่างน้อยก็ขอให้เขาเป็นกองเชียร์ คอยให้กำลังใจอยู่ข้างๆ

  • ภาพประกอบจาก Freepik
  • ภาพประกอบจาก Freepik
  • ภาพประกอบจาก Freepik
  • ภาพประกอบจาก Freepik


บทเรียนจากชีวิตจริงของนักจิตบำบัด


ผู้เขียนบทความต้นฉบับที่หยิบเอา “ทฤษฎีความหวัง” มาเล่าให้เราฟังนี้ คือนักจิตบำบัด จูลี่ แรดเลาเออร์-เดอร์เฟลอร์ (Julie Radlauer-Doerfler, LMHC) ซึ่งตัวเธอเองเล่าว่า เธอก็เคยรู้สึกโดดเดี่ยวจากการมีครอบครัวที่มีความคิดความเชื่อต่างกัน จนไม่มีพื้นที่ปลอดภัยที่สามารถระบายเรื่องอึดอัดให้ใครฟังได้


เธอเลยเริ่มตั้งเป้าหมายหากลุ่มคนที่กำลังเจอปัญหาแบบเดียวกัน หรือมีความคิดคล้ายกัน โดยเริ่มจากสอบถามคนรอบตัว จนเจอเพื่อนที่รู้สึกแบบเดียวกัน แล้วรวมกลุ่มกลายมาเป็น Community เล็กๆ  มีการจัดมีตติ้งนัดจิบกาแฟรายเดือน รวมถึงมีกลุ่มแชทเพื่อไว้แชร์ข้อมูล ระบายความอัดอั้น และซัพพอร์ตกัน


แน่นอนว่ามันไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาที่หนักอกหนักใจทั้งหมด แต่พื้นที่เล็กๆ นี้ช่วยเชื่อมโยงคนกำลังตกที่นั่งเดียวกันเข้าด้วยกัน และกลายมาเป็นพื้นที่ปลอดภัยให้กัน พื้นที่ตรงนี้เอง คือ “แหล่งกำเนิดความหวัง” ที่ทำให้หลายๆ คน เอาชนะและก้าวผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากไปได้


และถ้าตอนนี้ คุณกำลังมองหาพื้นที่ปลอดภัย

หรือใครสักคนที่พร้อมรับฟังเรื่องราวของคุณโดยไม่ตัดสิน


ที่ Mission On เรามีนักจิตวิทยาและนักจิตบำบัดผู้เชี่ยวชาญ ที่พร้อมรับฟังคุณ มาเริ่มต้นจุดประกายความหวังเล็กๆ ไปด้วยกันนะคะ




คลิกที่ลิงก์ด้านล่างบทความนี้ เพื่อปรึกษานักจิตวิทยา/นักจิตบำบัดของเรา


Posted on 27 March 2026

เรียบเรียงโดย ดลนภัส ชลวาสิน (วท.ม. จิตวิทยาพัฒนาการ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย)


บทความนี้แปลและดัดแปลงเนื้อหาบางส่วนมาจาก

  • เว็บไซต์ Psychology Today

    บทความเรื่อง How to Find Hope in Difficult Times (2026)

    เขียนโดย Julie Radlauer-Doerfler, LMHC รีวิวโดย Tyler Woods



อ้างอิง

[1]  Hinshaw, D., & Parkinson, J. (2026, February 25). Americans Are Leaving the U.S. in Record Numbers. The Wall Street Journal. https://www.wsj.com/us-news/americans-leaving-the-us-migration-a5795bfa


[2] Radlauer-Doerfler, J. (2026, March 10). How to find hope in difficult times. Psychology Today. https://www.psychologytoday.com/gb/blog/becoming-happier/202603/how-to-find-hope-in-difficult-times


[3] Witters, D. (2025, September 9). U.S. depression rate remains historically high. Gallup.com. https://news.gallup.com/poll/694199/u.s.-depression-rate-remains-historically-high.aspx



เนื้อหาในบทความนี้มีไว้เพื่อ ให้ความรู้ (Psychoeducation) เท่านั้น ไม่สามารถใช้ทดแทนการบำบัดหรือการวินิจฉัยโรคได้






รู้จักกับนักจิตวิทยาการปรึกษาและนักจิตบำบัด



นัดพบนักจิตวิทยาการปรึกษาและนักจิตบำบัด


bottom of page