top of page

7 นิสัยของคนพลังบวก และวิธีเติมพลังใจให้ความสัมพันธ์

ใครๆ ก็สามารถเป็นพื้นที่ปลอดภัย และส่งต่อพลังงานดีๆ ให้คนรอบข้างได้

(Positive Relational Energy Part 2)





วันที่เราเหนื่อยล้าจนร่างจะพัง แค่ได้ยินคำพูดเยียวยาใจ หรือแค่มีใครสักคนที่รับฟังเราอย่างใส่ใจ ทำไมความหนักอึ้งในใจกลับสลายไปอย่างง่ายดาย?


หลายครั้งที่สถานการณ์ในที่ทำงาน บริบทครอบครัว หรือความสัมพันธ์ทำให้เราตกอยู่ในสภาวะเหนื่อยล้า จากเรื่องราวหนักหน่วงที่ดำเนินมาตลอดวัน แต่สิ่งที่ช่วยคลี่คลายบรรยากาศหนาทึบให้เบาบางลง กลับไม่ใช่การเจอทางแก้ปัญหา แต่เป็นความใส่ใจเล็กๆ รอยยิ้ม หรือบทสนทนาที่เต็มไปด้วยความเข้าอกเข้าใจจากใครสักคน 


สเตนิสลาวา พูอัช (Stanislava Puač J.) ได้แชร์ประสบการณ์สมัยรับหน้าที่เป็นนักจิตวิทยาอาสาสมัคร ช่วยเยียวยาเคสผู้ประสบภัยจากเหตุการณ์สะเทือนใจรุนแรง (Trauma) โดยเธอเล่าย้อนไปถึงคืนที่ผ่านการรับเคสจนเพื่อนร่วมทีมทุกคนดูหมดแรงและเหนื่อยล้า ในตอนนั้นเอง ผู้ช่วยประสานงานคนหนึ่งเดินถือถาดกาแฟเข้ามา พร้อมปล่อยมุกตลกสั้นๆ ปลอบใจว่า อีกแค่นิดเดียว พวกเราทุกคนก็เข้ากลุ่มบำบัดด้วยกันได้เลยนะ ก่อนจะเอ่ยปากถามสารทุกข์สุกดิบของทุกคนด้วยความใส่ใจ… หลังจากนั้นเองที่เธอสังเกตว่าบรรยากาศในห้องเปลี่ยนไปจากตอนแรกอย่างสิ้นเชิง


เธอเล่าว่าเหมือนเพื่อนคนนั้นไม่ได้ยกมาแค่เครื่องดื่ม แต่คำพูดติดตลกของเธอช่วยคลายบรรยากาศหดหู่อึดอัดใจในห้องออกไปด้วย แม้ภาระงานของทีมไม่ได้ลดลง แต่อารมณ์ของทุกคนในห้องเปลี่ยนไป ความหนักอึ้งถูกวางลง ทุกคนหัวเราะและปล่อยใจจอยด้วยกัน มุกตลกที่ไม่ได้มีอะไรพิเศษกลายเป็นตัวจุด “ความหวังเล็กๆ” ให้คนทั้งทีม... สิ่งนี้เองที่สเตนิสลาวา มองว่ามันคือพลังของ Positive Relational Energy หรือ พลังงานบวกในความสัมพันธ์


— Stanislava Puač J. นักจิตวิทยาและโค้ชผู้มีประสบการณ์กว่า 15 ปี


ทำไมต้องมีพลังงานบวกในความสัมพันธ์ โดยเฉพาะในบริบทของคู่รัก อ่านต่อที่นี่




พลังงานบวกในความสัมพันธ์คืออะไร?


ในมุมมองจิตวิทยา มนุษย์เราไม่ได้แลกเปลี่ยนแค่ข้อมูลเมื่อได้พูดคุยหรือมีปฏิสัมพันธ์กัน แต่เรากำลังแลกเปลี่ยนพลังงานที่มองไม่เห็น หรือกระแสความรู้สึกและอารมณ์อยู่ตลอดเวลา ซึ่งแนวคิดเกี่ยวกับพลังงานในความสัมพันธ์ (Relational Energy) ได้รับการศึกษาอย่างจริงจังโดย ดร.คิม คาเมรอน (Kim S. Cameron, Ph.D.) ซึ่งเขาได้แบ่งพลังงานออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่


1. พลังงานบวก

(Positive Relational Energy)


คือพลังงานดีๆ ที่สร้างแรงบันดาลใจ แรงขับเคลื่อน และทำให้ผู้คนรอบข้างรู้สึกดีขึ้น สิ่งนี้ไม่ใช่การแกล้งทำ หรือบังคับให้ตัวเองคิดบวกแบบ “โลกสวย” แต่เป็นพลังที่ขับเคลื่อนมาจากความเห็นอกเห็นใจ (Empathy) การอยู่ตรงนั้นเพื่ออีกฝ่าย (Presence) และการได้สานสัมพันธ์หรือ Connect กันอย่างแท้จริง


จิตวิทยาเรียกคนที่สร้างพลังงานดีๆ และสามารถส่งต่อมันให้คนอื่นว่า “Positive Energizers


หรือกลุ่มคนที่มีพลังงานเหมือนดวงอาทิตย์ ซึ่งมักส่งมอบความรู้สึกดีๆ และความอบอุ่นให้คนรอบข้างโดยไม่หวังผลตอบแทน

อ่านต่อได้ที่นี่



2. พลังงานลบ

(Negative Relational Energy)


สิ่งนี้แสดงออกผ่านการประชดประชัน เหยียดหยัน (Cynicism) การบ่นตลอดเวลา การแข่งขันชิงดีชิงเด่น หรือการจงใจนิ่งเงียบไม่ตอบโต้ ไม่ตอบสนอง (Emotional Withdrawal) ซึ่งเรามักเรียกคนกลุ่มนี้ว่า “มนุษย์สูบพลังงาน” (Energy Vampires) เพราะแค่คุยด้วยสั้นๆ ก็ทำให้เราเหนื่อยล้าทางสมองและอารมณ์ไปได้ทั้งวัน



— Kim S. Cameron, Ph.D. เป็นศาสตราจารย์กิตติคุณ ด้านการจัดการและองค์กรแห่ง Ross School of Business มหาวิทยาลัยมิชิแกน


ผู้เชี่ยวชาญระดับโลกและนักเขียนหนังสือขายดีที่ได้รับการยอมรับในด้าน ภาวะผู้นำเชิงบวก (Positive Leadership) และการสร้างคุณธรรมในองค์กร



พลังบวกในหลากหลายบริบทของความสัมพันธ์


แม้ว่างานของ ดร.คิม จะมุ่งเน้นศึกษาในบริบทของผู้นำและบุคลากรในองค์กร แต่นักจิตวิทยา สเตนิสลาวา  อธิบายว่า ในความเป็นจริงการแลกเปลี่ยนพลังงานดีๆ ที่ช่วยเยียวยาโอบกอดจิตใจ สามารถเกิดขึ้นได้ตามธรรมชาติของทุกรูปแบบความสัมพันธ์ เช่น


1.  ในครอบครัวหรือกลุ่มเพื่อน

คนที่คอยอยู่เคียงข้างช่วยซัพพอร์ตสมาชิกในครอบครัว ช่วยไกล่เกลี่ย คลี่คลาย หรือประนีประนอมเพื่อลดความขัดแย้งที่รุนแรงลง หรือช่วยกระชับความสัมพันธ์ ทำให้คนในบ้านรู้สึกอบอุ่นและผูกพันกันได้อย่างแน่นแฟ้นยิ่งขึ้น


คนที่สร้างและส่งมอบพลังงานบวกให้คนอื่น มักทำให้เพื่อนๆ หรือคนรอบข้างรู้สึกปลอดภัย รู้สึกว่ามีตัวตน มีใครสักคนที่มองเห็นคุณค่าและเอาใจใส่เขา เหมือนได้รับพลังงานดีๆ จิตใจได้รับการชาร์จพลังจนเต็ม แค่ได้อยู่ใกล้หรือใช้เวลาร่วมกัน ก็ช่วยเปลี่ยนวันธรรมดาๆ ให้กลายเป็นความผูกพัน กำลังใจดีๆ หรือสร้างความเข้มแข็งทางใจให้กันได้


2.  ในจิตบำบัด

เป็นที่รู้กันดีว่าในงานด้านจิตบำบัด นักจิตวิทยาเองก็พึ่งพาพลังงานบวกเหล่านี้ในการสร้าง Rapport (สัมพันธภาพในการให้คำปรึกษาและเยียวยา) เพื่อให้ผู้รับการปรึกษารู้สึกปลอดภัยและพร้อมเปิดใจในเส้นทางการบำบัดเยียวยาไปด้วยกัน


ซึ่งในชีวิตจริง พลังงานบวกนี้คือกระแสความอบอุ่นนุ่มนวลที่คอยโอบอุ้มความสัมพันธ์ในครอบครัว กลุ่มเพื่อน คนรัก หรืออื่นๆ ให้เติบโตอย่างแข็งแรง กลมเกลียวไปด้วยกัน




7 นิสัยของ “ผู้ส่งต่อพลังงานบวก” ให้คนรอบข้าง

(Positive Energizer)


ในบริบทขององค์กร งานวิจัยยืนยันว่า พลังงานบวกนี้ “วัดผลได้จริง”

ในองค์กรที่มี Positive Energizers คนในทีมจะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีความยืดหยุ่นรับมือกับปัญหาหรือการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ได้ดี (Resilient) และรักใคร่กลมเกลียวกันมากกว่า 


มาสำรวจ 7 ลักษณะนิสัยต่อไปนี้ ที่ทำให้ Positive Energizer ส่งผ่านพลังบวกของเขาไปสู่คนอื่นๆ ได้


1. มีเรดาร์จับความรู้สึก

(Emotionally Attuned)


หรือไวต่อความรู้สึกของคนอื่น คนกลุ่มนี้มีความเข้าอกเข้าใจสูง (Empaths) มีความฉลาดทางอารมณ์ (EQ) ทำให้รับรู้ได้อย่างรวดเร็วเมื่อคนรอบข้างเริ่มรู้สึกอึดอัด ตึงเครียด หรือปลีกตัวออกไป และพวกเขาจะตอบสนองกลับด้วยความอบอุ่นโดยไม่ตัดสิน


2. รับฟังอย่างใส่ใจ

(Listen Deeply)


ไม่ใช่แค่ฟังผ่านๆ แต่พวกเขาจะใส่ใจ พยักหน้าอย่างเข้าใจ สะท้อนความรู้สึก และสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้คู่สนทนา การฟังของเขาเหมือนสัญญาณที่ส่งออกไปเงียบๆ ให้คู่สนทนารู้ว่า

“เรื่องราวของเธอมีความหมาย / เธอเป็นคนสำคัญนะ” “เธอไม่ได้อยู่ตัวคนเดียวนะ / มีคนคอยรับฟังเธอยู่นะ”


3. ยินดีจากใจ... ไม่ใช่คู่แข่ง

(Elevate Rather Than Compete)


ในทางจิตวิทยา “ความอิจฉา” (Envy) คือความรู้สึกเจ็บปวดเมื่อเห็นคนอื่นได้ดีกว่า ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาที่เราทุกคนต้องเคยเจอ


แต่สำหรับคนกลุ่มนี้ พวกเขาไม่ได้ใช้การเปรียบเทียบเพื่อสร้างคุณค่าให้ตัวเอง พลังงานบวกของพวกเขาถูกขับเคลื่อนเพื่อความสำเร็จที่ทุกฝ่ายมีร่วมกัน ไม่ใช่เกมแย่งชิงผลประโยชน์ หรือยกสถานะใครให้เหนือกว่าใคร

“การเลือกเป็นผู้ส่งต่อพลังบวกให้คนอื่น ไม่ได้หมายความว่าเรา ปฏิเสธหลีกเลี่ยงที่จะมีความเครียด หรือบิดเบือนมุมมองความจริงแบบเคลือบน้ำตาล คือแสร้งเลือกมองแต่มุมดีๆ โดยไม่สนใจความเป็นจริงอย่างอื่นเลย แต่เป็นการเลือกที่จะเห็นคุณค่าความสวยงามของชีวิต ที่แม้บางครั้งก็ไม่สมบูรณ์แบบ และยินดีส่งมอบความรู้สึกดีๆ นี้ต่อให้คนอื่น”

— Stanislava Puač J.



4. มองหาทางออก ไม่ใช่จมอยู่กับปัญหา

(Radiate Solution-Focused Optimism)


คนที่มีพลังบวกก็มีวันที่แย่เหมือนคนอื่น แต่พวกเขาจะไม่เสียเวลาไปกับการก่นด่า หรือคิดวนถึงปัญหา แต่จะหันมาโฟกัสที่ ทางออกจากปัญหา หรือพยายามหาเส้นทาง ที่จะพาทุกคนออกจากอุปสรรคตรงหน้า น้ำเสียงของพวกเขาจึงเป็นไปในทางสร้างสรรค์ ไม่ใช่กัดกร่อนใจ


5. ใช้อารมณ์ขันอย่างชาญฉลาด

(Use Humor Wisely)


คนกลุ่มนี้รู้ว่าจังหวะไหนควรตลกและจังหวะไหนไม่ควร การปล่อยมุกตลกเบาๆ อย่างถูกที่ถูกเวลา หรือรู้จักประเมินกาลเทศะ จึงช่วยสลายความตึงเครียดของสถานการณ์ได้เป็นอย่างดี



6. เอ่ยปากชมและขอบคุณอย่างจริงใจ

(Generous with Praise and Gratitude)


พวกเขามักจะสังเกตเห็นสิ่งดีๆ ที่เกิดขึ้นรอบตัว และจะไม่เลือกเก็บไว้ในใจ แต่ยินดีที่จะพูดเอ่ยชมหรือขอบคุณออกมาดังๆ ซึ่งสิ่งนี้ช่วยปรับมูดอารมณ์ และส่งกำลังใจดีๆ ให้กับคนรอบข้าง โอบอุ้มใจทั้งผู้ให้และผู้รับ



7. มั่นคง น่าไว้วางใจ

(Model Integrity and Trust)


คนรอบข้างจะรู้สึกปลอดภัยเมื่ออยู่ใกล้ๆ คนที่มีพลังบวก เพราะพฤติกรรมของพวกเขาคงเส้นคงวาในทุกสถานการณ์ มีความสม่ำเสมอและให้เกียรติผู้อื่นไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ไหนของชีวิต




7 ขั้นตอนฝึกฝนตัวเองให้เป็นผู้ส่งต่อพลังงานดีๆ


ข่าวดีคือ ไม่จำเป็นต้องเกิดมาเป็นดวงอาทิตย์ เราก็เริ่มฝึกฝนได้ ผ่านการปรับพฤติกรรมเล็กๆ ในทุกวัน นักจิตวิทยาอธิบายว่า เช่นเดียวกับการเห็นอกเห็นใจและภาวะผู้นำ การส่งต่อพลังบวกก็เป็นทักษะหนึ่งที่เราฝึกฝนได้ เพื่อให้มันเติบโตขึ้นอย่างมั่นคงภายในใจ ซึ่งเริ่มต้นได้ดังนี้


1.  ก้าวขาเข้าห้องด้วยสติ

(Intentional Awareness)


เพราะพื้นฐานของการแลกเปลี่ยนพลังงานบวกให้คนอื่น คือการอยู่กับปัจจุบันอย่างรู้ตัวหรือมีสติ (Mindful Presence)  โดยอาจเริ่มจากการฝึกฝนแบบนี้

✔️ ฝึกสังเกตและจดบันทึกในใจว่า อารมณ์ของตัวเราส่งผลกับคนอื่นอย่างไร เมื่อเราต้องมีปฏิสัมพันธ์หรือสื่อสารกัน ✔️ ก่อนจะเริ่มประชุมหรือเดินเข้าไปหาใคร ให้หยุดถามตัวเองสักนิดว่า วันนี้เรากำลังแบกพลังงานแบบไหนเข้าไปในห้อง? ✔️ ใส่ใจและมีสติรู้เท่าทันการสื่อสารของตัวเอง เช่น ท่าทาง น้ำเสียง และภาษากาย (อย่างไม่กดดันตัวเองจนเกินไป)


2.  ปรับโลกความคิดข้างใน ด้วยความรู้สึกซาบซึ้งขอบคุณ

(Rewire your internal world with gratitude)


การฝึกขอบคุณเรื่องเล็กๆ น้อยๆ จะช่วยเปลี่ยนจุดโฟกัสในระบบความคิดที่เคยชินของเรา จากความรู้สึกว่าขาดแคลน (Scarcity) ให้กลายเป็น ฉันมีอย่างอุดมสมบูรณ์ หรือเหลือเฟือเพียงพอ ที่จะแบ่งปันไปให้คนอื่นได้ด้วย (Abundance Mindset)


ซึ่งคนรอบข้างจะสังเกตการเปลี่ยนแปลงนี้ได้ เมื่อเราเริ่มฝึกปรับเปลี่ยนโลกภายในของเรา จนสะท้อนออกมาข้างนอก และพลังบวกของความรู้สึกนึกคิดดีๆ แบบนี้ เป็นสิ่งที่ส่งต่อถึงกันได้ เริ่มต้นฝึกฝนแบบนี้

✔️ ทบทวนสั้นๆ กับตัวเอง ในช่วงท้ายของวัน หรือก่อนนอนว่า วันนี้มีอะไรดีๆ เกิดขึ้นบ้าง? ✔️ เอ่ยคำพูดออกมาดังๆ หรือจดบันทึก คำขอบคุณ/ชื่นชม แม้ว่าจะเป็นเรื่องเล็กน้อย 


3.  ฝึกฟังเพื่อเข้าใจ หรือใช้มันเป็นเครื่องมือเชื่อมความสัมพันธ์

(Use listening as a relational tool, not just a social skill)


คนส่วนใหญ่อาจคิดว่าเรากำลังฟังอยู่ ทั้งที่ในความเป็นจริงคือกำลังรอคิวพูด (หรือฟังเพื่อคิดคำพูดโต้กลับในใจ รอสวนหมัดฮุกออกไป)


ซึ่งมันต่างจากการตั้งใจฟังจริงๆ พื้นที่ของการรับฟังจะไม่ใช่ความว่างเปล่า แต่การฟังอย่างใส่ใจและมีสติ (Active and Mindful Listening) จะสร้างพลังงานดีๆ ขึ้นมาด้วย ถ้าต้องการฝึกฝนทักษะนี้ลองเริ่มต้นแบบนี้

✔️ ลองปล่อยวางความต้องการที่จะตอบโต้ หรือคิดสคริปต์คำพูดในหัวลงก่อน ✔️ แล้วใช้การสะท้อนความรู้สึกของอีกฝ่ายอย่างเรียบง่าย เช่น ฟังดูแล้วกว่าเธอจะผ่านมันมาได้ คงลำบากและเหนื่อยมากเลยใช่ไหม? หรือ เธอคงรู้สึกตื่นเต้นกับเรื่องนี้มากแน่ๆ (มันคือฝึกการสังเกตพลังงานของอีกฝ่าย และสะท้อนออกมาเป็นคำพูด)

4.  เป็นพลังบวกที่ขับเคลื่อนอย่างสงบและมั่นคง

(Become a calm source of momentum)


คนที่มีพลังบวก ไม่จำเป็นต้องเป็นคนร่าเริง สนุกสนาน หรือแอคทีฟอยู่ตลอดเวลา เพียงแต่พวกเขาเลือกที่จะไม่จมดิ่งหรือยึดติดอยู่กับปัญหาของตัวเอง และเราสามารถพัฒนาทักษะการคิดให้โฟกัสมุ่งไปข้างหน้า ค้นหาแรงจูงใจดีๆ เพื่อเติมพลังบวกให้ตัวเองและส่งต่อให้คนอื่นได้แบบนี้

✔️ ฝึกตั้งคำถามว่า ก้าวเล็กๆ ขั้นต่อไปที่เราพอจะทำได้คืออะไร? ในจังหวะที่บทสนทนาเริ่มดิ่งลงสู่ความหงุดหงิด หดหู่ หรือผิดหวัง ✔️ เก็บรักษาความกระหายอยากรู้และเปิดใจให้กว้าง แทนที่จะจินตนาการในทางลบ เพื่อจ้องจับผิดหรือวิพากษ์วิจารณ์


5.  เติมความเบาสบายแต่ไม่ไร้แก่นสาร

(Infuse lightness without losing depth)


อารมณ์ขำขันสนุกสนานไม่ใช่แค่ทำให้คนอื่นหัวเราะ แต่มันคือการเตือนใจคนรอบตัว (และเตือนตัวเอง) ว่าชีวิตไม่ได้มีแค่เรื่องหนักหนาหน่วงใจตลอดเวลา อารมณ์ขันยังได้รับการพิสูจน์แล้วว่าเป็นตัวช่วยให้การสานสัมพันธ์เป็นเรื่องง่ายขึ้น ดังนั้นลองใช้อารมณ์ขันขับเคลื่อนพลังบวกแบบนี้

✔️ สอดแทรกมุกตลก จากการสังเกตเรื่องราวรอบตัวขำๆ ในแบบที่ไม่ทำร้ายใคร หรือเป็นการแบ่งปันเรื่องราวที่ช่วยชุบชูใจ  (และไม่ใช้มุกตลกที่กระทบเรื่องลึกซึ้งอ่อนไหว จนต้องสูญเสียในความสัมพันธ์) ✔️ ใช้น้ำเสียงหรือท่าทีที่ผ่อนคลายและสนุกสนาน เพื่อช่วยเคลียร์อารมณ์ลบๆ (Emotional Palate Cleaners) ในช่วงที่ต้องพูดคุยเรื่องตึงเครียด

6.  ให้อภัย... โดยมีขอบเขตที่ชัดเจน

(Forgive with boundaries)


หลายคนอาจคิดว่าซ่อนมันไว้ดีแแล้ว แต่ความขุ่นเคืองใจที่ยังไม่ได้รับการสะสางหรือคลี่คลาย (Unresolved Resentment) มักจะรั่วไหลออกมาให้เห็นในพฤติกรรม หรือในเวลาที่เราต้องตอบโต้ มีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่นแบบไม่รู้ตัว โดยเฉพาะในเวลาที่เราอารมณ์ไม่มั่นคง


บทความนี้ไม่ได้สนับสนุนให้ใครต้องปล่อยผ่าน หากมีใครบางคนทำผิดร้ายแรงกับเรา แต่ถ้าความบาดหมางนั้นไม่ได้รุนแรงมาก การฝึกให้อภัยจะช่วยปลดปล่อยจิตใจของเราให้สามารถ Connect กับคนอื่นได้อย่างเต็มที่


(แต่ในกรณีที่ความผิดนั้นรุนแรง คุณมีสิทธิ์โดยชอบธรรมที่จะตั้งขอบเขตความสัมพันธ์ หรือ Boundaries ที่ปลอดภัยและแข็งแรงให้กับตัวเอง)


วิธีฝึกให้อภัยทำได้แบบนี้

✔️ ฝึกปฏิบัติกิจกรรมเล็กๆ เพื่อปลดปล่อยอารมณ์โกรธแค้นข้างใน เช่น เขียนบันทึกไดอารี่เพื่อระบาย (Journaling) หรือการปรับมุมมองความคิดใหม่ (Reframing)


7.  ใช้ความสม่ำเสมอเป็นพลังวิเศษ

(Treat consistency as a superpower)


การจะเป็นแหล่งพลังบวกให้คนอื่นได้ เราต้องทำให้คนรอบข้างรู้สึกปลอดภัยเมื่ออยู่ใกล้ๆ ซึ่งหมายถึงการเป็นคนที่มั่นคง คงเส้นคงวา เคารพและให้เกียรติคนอื่นไม่ว่าอีกฝ่ายจะอยู่ในฐานะไหน และกล้ายืนเคียงข้างอยู่ตรงนั้นเพื่อพวกเขาจริงๆ เราเริ่มสามารถเริ่มต้นปฏิบัติได้แบบนี้


✔️ แสดงออกในรูปแบบที่คนอื่นสามารถไว้วางใจและพึ่งพาเราได้ (แต่ในวันที่เหนื่อยล้าอย่าลืมแบ่งเวลามาดูแลตัวเอง หรือเติมแก้วตัวเองให้เต็มก่อนด้วย) ✔️ รักษาความซื่อตรง (Integrity) ของตัวเองไว้ เพื่อให้คนอื่นรับรู้และรู้สึกปลอดภัยว่าสามารถก้าวตามเส้นทางของเราได้อย่างมั่นใจ



ส่งท้ายบทความ


บทความนี้ไม่ได้มีเจตนาเพื่อจะจูงใจให้ใครต้องฝืนสร้างพลังบวกให้คนอื่นตลอดเวลา หากต้องการนำเสนอว่า คนที่ประสบความสำเร็จในเรื่องความสัมพันธ์ มักจะมีลักษณะนิสัยเหล่านี้ และทุกคนสามารถเรียนรู้ฝึกฝนตามได้


หลายคนอาจรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวก็ตาม ว่าเราทุกคนกำลังส่งพลังงานออกไปอยู่ตลอดเวลา ทั้งน้ำเสียง ท่าทาง คำพูด และความคิดของเรา ฯลฯ สิ่งเหล่านี้ล้วนประกอบขึ้นเป็น ลายเซ็นทางพลังงาน (Energetic Signature) ที่ส่งผลต่อผู้คนรอบข้างเราอยู่เสมอ


และส่วนใหญ่เรามักมองข้ามไม่ได้คิดถึงเรื่องนี้ ถ้าลึกๆ แล้วเราเองก็ต้องการจะเป็นพลังบวกให้คนในครอบครัว เพื่อน คนรัก หรือคนอื่นๆ บนโลกนี้ คุณสามารถเลือกที่จะเปลี่ยนแปลงพลังงานของตัวเองได้ และมันไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้เลย


การเลือกที่จะเป็นผู้ส่งต่อพลังบวก ไม่ได้หมายถึงการปฏิเสธความเครียดหรือการฉาบหน้าความจริงด้วยความสวยงาม แต่มันคือการเลือกที่จะมองเห็นและซาบซึ้งในความงดงามของชีวิต แล้วส่งต่อความรู้สึกดีๆ ไปให้คนอื่น… ซึ่งมันจะกลายเป็นพลังงานที่นำพาการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีมาให้ชีวิตของใครหลายคน รวมถึงตัวคุณเองด้วย


หากอ่านมาถึงตรงนี้ แล้วพบว่าความสัมพันธ์รอบตัวตอนนี้กำลังสูบพลังงานทางใจของเราไปจนเกลี้ยง (Burnout) จนแม้แต่การจะหันกลับมาดูแลตัวเองยังเป็นเรื่องยากเกินไป… Mission On อยากให้รู้ว่า คุณไม่ต้องเจอกับความเหนื่อยล้านี้คนเดียว การก้าวเข้ามาปรึกษานักจิตวิทยา จะช่วยเพิ่มตัวเลือกในมือ ให้คุณได้เยียวยาใจ เติมแก้วน้ำของตัวเองให้เต็ม และจัดสรรตารางชีวิตเพื่อทวงคืนพลังงานดีๆ กลับมาสู่ตัวเอง ให้จิตใจได้ผ่อนคลายอีกครั้ง




บทความที่เกี่ยวข้อง



คลิกที่ลิงก์ด้านล่าง เพื่อปรึกษานักจิตวิทยา/นักจิตบำบัดของเรา


Posted on 30 May 2026

เรียบเรียงโดย ดลนภัส ชลวาสิน (วท.ม. จิตวิทยาพัฒนาการ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย)


บทความนี้แปลและดัดแปลงเนื้อหาบางส่วนมาจาก

  • เว็บไซต์ Psychology Today

    บทความเรื่อง Positive Relational Energy: The Secret Sauce of Uplifting Human Connections. (2025)

    เขียนโดย Stanislava Puač J.



อ้างอิง

[1]  Puač J., S. (2025, July 1). Positive relational energy: The secret sauce of uplifting human connections. happiness.com. https://www.happiness.com/magazine/personal-growth/positive-relational-energy/ 


เนื้อหาในบทความนี้มีไว้เพื่อ ส่งเสริมให้ข้อมูลความรู้ด้านจิตวิทยา (Psychoeducation) เท่านั้น ไม่สามารถใช้ทดแทนการวินิจฉัยหรือการบำบัดรักษาได้






รู้จักกับนักจิตวิทยาการปรึกษาและนักจิตบำบัด



นัดพบนักจิตวิทยาการปรึกษาและนักจิตบำบัด


bottom of page