บาดแผลใต้หลังคาบ้าน เมื่อครอบครัวคือพื้นที่ที่เราถูกกระทำ
หยุดวงจรความเงียบของการถูกล่วงละเมิดทางเพศภายในครอบครัว ทวงคืนความปลอดภัยให้ลูกหลานที่เราห่วงใย
(Sexual Abuse in Relationship Part 2)
“จำไว้ว่าการล่วงละเมิดทางเพศ ไม่ใช่ความผิดของเหยื่อเลยแม้แต่น้อย การช่วยย้ำเตือนเด็กๆ ในเรื่องนี้เป็นสิ่งสำคัญในการฟื้นฟูจิตใจ”
—ดร. ไรซา ชอว์ (Risa Shaw, Ph.D.)
ภาพประกอบจากเว็บไซต์ Magnific ภาพประกอบจากเว็บไซต์ Magnific
คำเตือนเกี่ยวกับเนื้อหา (Trigger Warning)
บทความนี้มีการกล่าวถึงประเด็นความรุนแรง บาดแผลทางใจที่ส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น (Generational Trauma) และการล่วงละเมิดทางเพศภายในครอบครัว (Intrafamilial Sexual Abuse / Incest)
ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความรู้สึกของผู้ที่มีประสบการณ์บอบช้ำทางใจ
บ้านควรเป็นพื้นที่ที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับเด็กทุกคน ทว่าในโลกของความเป็นจริงและในห้องให้คำปรึกษาทางจิตวิทยา เรากลับพบความจริงอันเจ็บปวดว่า บาดแผลทางใจที่รุนแรงและซับซ้อนที่สุดบ่อยครั้งไม่ได้เกิดขึ้นจากคนแปลกหน้าภายนอก แต่เกิดขึ้นใต้หลังคาบ้านจากฝีมือของคนในครอบครัวเดียวกัน
สิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่าตัวพฤติกรรมความรุนแรง คือ “วัฒนธรรมความเงียบ” และการปฏิเสธความจริง (Denial) ของสถาบันครอบครัวหรือคนรอบข้างอื่นๆ เมื่อเกิดเหตุการณ์ล่วงละเมิดทางเพศขึ้นระหว่างพี่น้อง (Sibling Sexual Abuse) หรือญาติใกล้ชิด
มายาคติที่ต้องการปกป้องหน้าตาของครอบครัวมักจะเข้าไปปิดปากผู้ถูกกระทำ และทิ้งให้พวกเขาต้องเผชิญกับภาวะบาดแผลทางใจที่ซับซ้อน (Complex Trauma) และกลายเป็น Generational Trauma หรือความบอบช้ำที่ส่งทอดจากรุ่นสู่รุ่นอย่างไม่มีจุดจบ
ข้อมูลจากสถานการณ์จริงในสังคมไทยชี้ว่า คดีที่เด็กถูกล่วงละ เมิดทางเพศ มีสัดส่วนที่เกิดจากคนในครอบครัวสูงเกือบ 40% โดยมีความเป็นเครือญาติ ลำดับอาวุโส และเงื่อนไขการต้องพึ่งพาเรื่องค่าใช้จ่ายในบ้าน เป็นปัจจัยสำคัญที่บีบให้ผู้ถูกกระทำต้องยอมปิดปากเงียบ (ชลธิชา ทักษิณาเวศน์, 2569)
ภาพประกอบจากเว็บไซต์ Magnific
ความละอายใจที่เกาะกินตัวตน
ทำไมผู้ถูกกระทำในบ้านถึงมักโทษตัวเอง?
ดร. ไรซา ชอว์ นักวิชาการผู้ศึกษาเรื่องบาดแผลทางใจจากการล่วงละเมิดระหว่างพี่น้อง และเป็นผู้ผ่านประสบการณ์ตรง (Survivor) จากการถูกพ ี่ชายล่วงละเมิดในวัยเด็ก เธอได้แชร์เรื่องราวของตัวเองผ่านบทความ เพื่อเป็นกระบอกเสียงให้คนอื่นๆ และสะท้อน Insights ที่ล้ำค่าว่า “สิ่งที่กัดกร่อนจิตใจของเหยื่อผู้ถูกกระทำได้ยาวนานที่สุด ไม่ใช่แค่ร่องรอยความรุนแรงทางกาย แต่คือความรู้สึกอึดอัด ความคิดขัดแย้งในตัวเอง การโทษตัวเองและอับอายในสิ่งที่เกิดขึ้น”
(Self-blame & Insidious Shame; Shaw, 2007)
ในทางจิตวิทยา เด็กที่ถูกคนในบ้านล่วงละเมิดมักจะติดอยู่ในสภาวะ Trauma Bonding หรือความผูกพันที่ซับซ้อนบนความหวาดกลัว หวาดผวา เนื่องจากผู้กระทำคือคนในสายเลือดเดียวกันที่มีความใกล้ชิด เด็กจึงไม่สามารถแยกแยะได้ว่าทำไมคนที่ควรจะรักและปกป้องตน ถึงกลายมาเป็นผู้ทำร้ายเสียเอง (Carnes, 1997)
เมื่อเด็กคนหนึ่งสู้ไม่ได้และหนีพ้นจากบ้านไม่ได้ กลไกการปกป้องตัวเองจึงเลือกที่จะบิดเบือนความจริงด้วยการคิดว่า “เป็นเพราะหนูไม่ดีเอง หนูถึงโดนทำแบบนี้” เพื่อลดความเครียดของระบบประสาท ให้สามารถทนใช้ชีวิตร่วมกับครอบครัวต่อไปได้ (Freyd, 1996; Janoff-Bulman, 1979)
หากครอบครัวละเลย ไม่เอ่ยปากปกป้อง หรือไม่มีใครสักคนเดินเข้ามาบอกคำสั้นๆ ว่า “เรื่องนี้ไม่ใช่ความผิดของหนูเลยแม้แต่นิดเดียว” เด็กคนนั้นอาจเติบโตขึ้นมาพร้อมความเชื่อฝังใจว่าตัวเองไร้ค่า สกปรก และบกพร่อง ซึ่งเป็นคำลวงที่ประสบการณ์บอบช้ำนั้นส่งมอบให้ และมันจะกลายเป็นแผลเป็นทางความคิดที่กัดกินตัวตนของพวกเขาไปจนถึงวัยผู้ใหญ่
—ดร. ไรซา ชอว์ (Risa Shaw, Ph.D.)
นักเขียน นักศึกษาศาสตร์ นักเคลื่อนไหวทางสังคม และอดีตศาสตราจารย์ ผู้เขียนหนังสือ Not Child’s Play
และเป็นนักขับเคลื่อนการเยียวยาผู้รอดชีวิตจากการล่วงละเมิดทางเพศในครอบครัว และการต่อต้านความอยุติธรรมในสังคม
ภาพประกอบจากเว็บไซต์ Magnific