top of page

บาดแผลใต้หลังคาบ้าน เมื่อครอบครัวคือพื้นที่ที่เราถูกกระทำ

หยุดวงจรความเงียบของการถูกล่วงละเมิดทางเพศภายในครอบครัว ทวงคืนความปลอดภัยให้ลูกหลานที่เราห่วงใย

(Sexual Abuse in Relationship Part 2)



“จำไว้ว่าการล่วงละเมิดทางเพศ ไม่ใช่ความผิดของเหยื่อเลยแม้แต่น้อย การช่วยย้ำเตือนเด็กๆ ในเรื่องนี้เป็นสิ่งสำคัญในการฟื้นฟูจิตใจ” 

—ดร. ไรซา ชอว์ (Risa Shaw, Ph.D.)





คำเตือนเกี่ยวกับเนื้อหา (Trigger Warning)


บทความนี้มีการกล่าวถึงประเด็นความรุนแรง บาดแผลทางใจที่ส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น (Generational Trauma) และการล่วงละเมิดทางเพศภายในครอบครัว (Intrafamilial Sexual Abuse / Incest)


ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความรู้สึกของผู้ที่มีประสบการณ์บอบช้ำทางใจ



บ้านควรเป็นพื้นที่ที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับเด็กทุกคน ทว่าในโลกของความเป็นจริงและในห้องให้คำปรึกษาทางจิตวิทยา เรากลับพบความจริงอันเจ็บปวดว่า บาดแผลทางใจที่รุนแรงและซับซ้อนที่สุดบ่อยครั้งไม่ได้เกิดขึ้นจากคนแปลกหน้าภายนอก แต่เกิดขึ้นใต้หลังคาบ้านจากฝีมือของคนในครอบครัวเดียวกัน


สิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่าตัวพฤติกรรมความรุนแรง คือ วัฒนธรรมความเงียบ” และการปฏิเสธความจริง (Denial) ของสถาบันครอบครัวหรือคนรอบข้างอื่นๆ เมื่อเกิดเหตุการณ์ล่วงละเมิดทางเพศขึ้นระหว่างพี่น้อง (Sibling Sexual Abuse) หรือญาติใกล้ชิด


มายาคติที่ต้องการปกป้องหน้าตาของครอบครัวมักจะเข้าไปปิดปากผู้ถูกกระทำ และทิ้งให้พวกเขาต้องเผชิญกับภาวะบาดแผลทางใจที่ซับซ้อน (Complex Trauma) และกลายเป็น Generational Trauma หรือความบอบช้ำที่ส่งทอดจากรุ่นสู่รุ่นอย่างไม่มีจุดจบ


ข้อมูลจากสถานการณ์จริงในสังคมไทยชี้ว่า คดีที่เด็กถูกล่วงละเมิดทางเพศ มีสัดส่วนที่เกิดจากคนในครอบครัวสูงเกือบ 40% โดยมีความเป็นเครือญาติ ลำดับอาวุโส และเงื่อนไขการต้องพึ่งพาเรื่องค่าใช้จ่ายในบ้าน เป็นปัจจัยสำคัญที่บีบให้ผู้ถูกกระทำต้องยอมปิดปากเงียบ  (ชลธิชา ทักษิณาเวศน์, 2569)




ความละอายใจที่เกาะกินตัวตน

ทำไมผู้ถูกกระทำในบ้านถึงมักโทษตัวเอง?


ดร. ไรซา ชอว์ นักวิชาการผู้ศึกษาเรื่องบาดแผลทางใจจากการล่วงละเมิดระหว่างพี่น้อง และเป็นผู้ผ่านประสบการณ์ตรง (Survivor) จากการถูกพี่ชายล่วงละเมิดในวัยเด็ก เธอได้แชร์เรื่องราวของตัวเองผ่านบทความ เพื่อเป็นกระบอกเสียงให้คนอื่นๆ และสะท้อน  Insights ที่ล้ำค่าว่า “สิ่งที่กัดกร่อนจิตใจของเหยื่อผู้ถูกกระทำได้ยาวนานที่สุด ไม่ใช่แค่ร่องรอยความรุนแรงทางกาย แต่คือความรู้สึกอึดอัด ความคิดขัดแย้งในตัวเอง การโทษตัวเองและอับอายในสิ่งที่เกิดขึ้น


(Self-blame & Insidious Shame; Shaw, 2007)


ในทางจิตวิทยา เด็กที่ถูกคนในบ้านล่วงละเมิดมักจะติดอยู่ในสภาวะ Trauma Bonding หรือความผูกพันที่ซับซ้อนบนความหวาดกลัว หวาดผวา เนื่องจากผู้กระทำคือคนในสายเลือดเดียวกันที่มีความใกล้ชิด เด็กจึงไม่สามารถแยกแยะได้ว่าทำไมคนที่ควรจะรักและปกป้องตน ถึงกลายมาเป็นผู้ทำร้ายเสียเอง (Carnes, 1997)


เมื่อเด็กคนหนึ่งสู้ไม่ได้และหนีพ้นจากบ้านไม่ได้ กลไกการปกป้องตัวเองจึงเลือกที่จะบิดเบือนความจริงด้วยการคิดว่า “เป็นเพราะหนูไม่ดีเอง หนูถึงโดนทำแบบนี้” เพื่อลดความเครียดของระบบประสาท ให้สามารถทนใช้ชีวิตร่วมกับครอบครัวต่อไปได้ (Freyd, 1996; Janoff-Bulman, 1979)


หากครอบครัวละเลย ไม่เอ่ยปากปกป้อง หรือไม่มีใครสักคนเดินเข้ามาบอกคำสั้นๆ ว่า “เรื่องนี้ไม่ใช่ความผิดของหนูเลยแม้แต่นิดเดียว” เด็กคนนั้นอาจเติบโตขึ้นมาพร้อมความเชื่อฝังใจว่าตัวเองไร้ค่า สกปรก และบกพร่อง ซึ่งเป็นคำลวงที่ประสบการณ์บอบช้ำนั้นส่งมอบให้ และมันจะกลายเป็นแผลเป็นทางความคิดที่กัดกินตัวตนของพวกเขาไปจนถึงวัยผู้ใหญ่


—ดร. ไรซา ชอว์ (Risa Shaw, Ph.D.)


นักเขียน นักศึกษาศาสตร์ นักเคลื่อนไหวทางสังคม และอดีตศาสตราจารย์ ผู้เขียนหนังสือ Not Child’s Play


และเป็นนักขับเคลื่อนการเยียวยาผู้รอดชีวิตจากการล่วงละเมิดทางเพศในครอบครัว และการต่อต้านความอยุติธรรมในสังคม




บาดแผลที่ไม่เคยได้รับการเยียวยา จะทำร้ายคนรุ่นต่อไป หากไม่หยุดมันในครอบครัว

(Generational Trauma)


การถูกล่วงละเมิดทางเพศในวัยเด็ก สามารถถูกส่งต่อไปยังรุ่นสู่รุ่นได้อย่างไร?

ดร. ไรซา ได้อธิบายผ่านประวัติครอบครัวของเธอเองว่า พ่อและแม่ของเธอต่างเคยเป็นผู้ประสบเหตุการณ์ร้ายแรงที่สร้างบาดแผลทางใจตั้งแต่วัยเด็ก (Early Childhood Trauma) แผลเหล่านั้นถูกซุกซ่อนไว้และไม่เคยได้รับการบำบัดรักษาอย่างเหมาะสม ส่งผลให้พวกท่านขาดทักษะในการรับมือ จัดการ หยุดยั้ง หรือแม้กระทั่งมองให้ออกว่า มีความรุนแรงและอันตรายกำลังเกิดขึ้นภายใต้หลังคาบ้านของตัวเอง

 

การละเลยบาดแผลในอดีต (Unaddressed Trauma) คือต้นตอที่ทำให้สถาบันครอบครัวเกิดช่องโหว่ ปล่อยให้ลูกหลานเติบโตมาอย่างเปราะบาง และเสี่ยงต่อการส่งมอบความรุนแรงต่อไปในฐานะผู้ถูกกระทำ หรือกลายเป็นผู้กระทำคนอื่นเสียเองโดยไม่ได้ตั้งใจ (Trickett et al., 2011)


การฟื้นฟูร่างกายและจิตใจจากบาดแผลนี้ต้องใช้พลังกายและพลังใจมหาศาล ตลอดหลายปีที่ผ่านมา  ดร. ไรซา ต้องทำงานกับตัวเองอย่างหนักเพื่อประกอบเศษเสี้ยวจิตใจและตัวตนที่แตกสลาย เยียวยาระบบประสาทที่เคยตื่นตระหนกให้สงบลง ทวงคืนความสุข และการเชื่อมั่นในคุณค่าของตัวเองกลับคืนมา


สิ่งที่ยากที่สุดสำหรับเรื่องนี้ เธอบอกว่าคือ การหยุดโทษตัวเองว่าเป็นต้นเหตุของเรื่องราวเลวร้ายที่เกิดขึ้น” เพราะความรู้สึกผิดและความอับอายคือสิ่งที่จะคอยเหนี่ยวรั้ง ไม่ให้เหยื่อได้รับการเยียวยา หรือก้าวต่อไปข้างหน้าได้

—ดร. ไรซา ชอว์ (Risa Shaw, Ph.D.)




ย้ำเตือนผู้ถูกกระทำเสมอว่า “นี่ไม่ใช่ความผิดของหนู”


ดร. ไรซา ต้องใช้เวลารวบรวมความกล้าถึง 12 ปี กว่าจะกล้าเปิดเผยความจริงกับคนในบ้านว่าเธอเคยถูกพี่ชายทำอนาจารในตู้เสื้อผ้าขณะเล่นซ่อนหา แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในเวลานั้นคือความเงียบ และไม่มีใครในบ้านเลยที่เดินเข้ามาพูดกับเธอตรงๆ ว่า “มันไม่ใช่ความผิดของเธอนะไรซา” เพื่อช่วยเยียวยาตราบาปในใจ


งานวิจัยด้านจิตวิทยาคลินิกและบาดแผลทางจิตใจยืนยันไปในแนวทางเดียวกันว่า เหยื่อที่ถูกล่วงละเมิดทางเพศโดยเฉพาะจากคนในครอบครัว มีสัดส่วนสูงมากที่มักปักใจเชื่อว่ามันเป็นความผิดของตัวเองที่ถูกคนอื่นทำร้าย  ความอับอายและสภาวะกลัวการแตกสลายของครอบครัวบีบให้พวกเขาเลือกปิดปากเงียบ และแบกรับความรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนเลวร้ายต่อไป (Characterological Self-Blame; Quas et al., 2003)


มนุษย์เราต้องการการยืนยันจากโลกภายนอก (External Validation) เพื่อเรียกคืนความจริงเชิงเหตุผล พ่อแม่หรือคนในบ้านสามารถทำหน้าที่พูดประโยคนี้ออกมาดังๆ ซ้ำๆ เพื่อช่วยย้ำเตือนเหยื่อว่า

“มันไม่ใช่ความผิดของหนูเลย” “หนูไม่ได้เป็นสาเหตุที่ทำให้เรื่องนี้เกิดขึ้น” “หนูไม่ได้มีความบกพร่องใดๆ ที่ทำให้ต้องรับบาปหรือเป็นเหยื่อของเรื่องนี้” 

“การย้ำความจริงข้อนี้ให้พวกเขาฟังบ่อยๆ คือสิ่งจำเป็น”


—ดร. ไรซา ชอว์ (Risa Shaw, Ph.D.)


สิ่งที่เราควรทำคือให้การดูแลปกป้องลูกหลานหรือพี่น้องที่ถูกคนในบ้านทำร้าย เหมือนกับที่เราจะทำให้คนอื่นหากถูกรังแก ไม่เช่นนั้นการโทษตัวเองที่ผสมปนเปกับความอับอาย จะฉาบเคลือบไปด้วยความรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนเลวร้าย ไร้ค่า ไม่ดีพอ และไม่สมควรได้รับสิ่งดีๆ ในชีวิต ซึ่งความรู้สึกเหล่านี้อาจยังคงวนเวียนมาทักทายอยู่เสมอทุกวัน แม้เวลาจะผ่านไปหลายสิบปีแล้วก็ตาม...




เสียงจริงของเหยื่อ ที่ถูกซ่อนในเงามืดของคำว่าครอบครัว


งานวิจัยไทยโดย วรัญญา รัตนสาคร และ นันท์รพัช ไชยอัครพงศ์ (2566) พบว่า สิ่งที่ทำให้เคสเหยื่อผู้ถูกข่มขืมกระทำชำเราโดยบิดาผู้ให้กำเนิดมีความคิดโทษตัวเอง เกิดจากการถูกปลูกฝังความเข้าใจผิดๆ ว่า “สิ่งที่เกิดขึ้นคือการแสดงความรักปกติของพ่อกับลูก” ประกอบกับการเพิกเฉยของมารดา


ทำให้เหยื่อมองว่าเป็นความผิดของตัวเองที่ไม่สามารถปฏิเสธได้ รู้สึกไม่มีทางเลือกจึงต้องจำยอม และเลือกปิดปากเงียบเพื่อรักษาความเป็นครอบครัวไว้ จนกระทั่งได้รับการช่วยเหลือจากมูลนิธิฯ


อีกกรณีศึกษาหนึ่งคือเหยื่อถูกล่วงละเมิดทางเพศโดยลุงตอนอายุ 10 ปี ปัจจุบันเธออายุ 30 ปีแล้ว แต่ยังพบว่าหากเจอฉากล่วงละเมิดทางเพศโดยคนในครอบครัวผ่านสื่อ ก็ยังรู้สึกทริกเกอร์ (Trigger) จนร้องไห้เฉียบพลัน หรือในช่วงมัธยมก็ลุกมานั่งร้องไห้กลางดึกเพราะรู้สึกรังเกียจร่างกายตัวเอง


บาดแผลทางใจที่ถึงแม้เวลาจะผ่านมากว่า 20 ปี แต่เธอยังสับสนและโทษตัวเองอยู่ลึกๆ ว่าเป็นเพราะในวัยเด็กเธอแต่งตัวโป๊เกินวัย ซึ่งแสดงถึงภาวะ Trauma หรือความบอบช้ำทางจิตใจที่ฝังรากลึกและไม่ได้รับการเยียวยาอย่างถูกต้อง (ชลธิชา ทักษิณาเวศน์, 2569)




รากเหง้าที่มองไม่เห็น แต่สร้างใหม่ให้มั่นคงได้


การสร้าง Culture of Consent ตั้งแต่วัยเด็กว่า “ร่างกายของฉัน ถ้าฉันไม่อนุญาต ใครก็ไม่มีสิทธิ์”


ในทางจิตวิทยาพัฒนาการ การรับรู้สิทธิ์และอำนาจในเนื้อตัวร่างกายของตัวเอง (Agency) รวมถึงความปลอดภัยทางอารมณ์ (Emotional Safety; Bowlby, 1982) ของเด็ก ถูกปลูกฝังผ่านพฤติกรรมในชีวิตประจำวันที่เราใช้ชีวิตร่วมกับครอบครัว


ดร. ไรซา เสริมว่าความเปราะบาง หรือความไวต่อการจับสังเกตเพื่อป้องกันการถูกล่วงละเมิดทางเพศ สามารถฝึกฝนได้ผ่านการสร้างวัฒนธรรมความยินยอม (Culture of Consent) เพื่อสอนให้เด็กๆ คุ้นชินกับการปกป้องสิทธิ์ในร่างกายตัวเอง โดยเริ่มต้นจากสิ่งเล็กๆ ในบ้าน ดังนี้ 




1. เคารพคำว่า “ไม่” ของเด็ก


หลายครอบครัวมักมองว่าการสัมผัสเนื้อตัวเด็ก หรือบังคับให้กอดหอมญาติผู้ใหญ่ แม้เด็กจะร้องไห้ปฏิเสธเป็นเรื่องตลกขบขัน แต่ในแง่พัฒนาการ การเพิกเฉยต่อการปฏิเสธของเด็กกำลังสอนพวกเขาทางอ้อมว่า

“เสียงและขอบเขตร่างกายของลูกไม่มีความหมาย และลูกไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธผู้ใหญ่ คนที่ตัวโตกว่า หรือมีอำนาจมากกว่า”

เรื่องนี้ต้องอาศัยความร่วมมือของสมาชิกทุกคนในบ้าน ว่าต้องหยุดพฤติกรรมทันทีเมื่อมีคนบอกให้หยุด เพื่อเป็นแบบอย่างให้เด็ก (เช่น การแกล้งจี้เอว) ไม่ใช่หัวเราะแล้วทำต่อ




2. ถามความยินยอม รอฟังคำตอบ และยอมรับในสิ่งที่เด็กพูด


ให้สิทธิ์เด็กในการตัดสินใจเกี่ยวกับร่างกายตัวเอง หรือถามความสมัครใจของเด็กแม้แต่ในเรื่องเล็กๆ เช่น การเลือกเสื้อผ้า หรือไม่บังคับให้กินอาหารที่เขาบอกชัดเจนว่าไม่ชอบ




3. สอนให้กล้าขอความช่วยเหลือ


สอนให้เด็กๆ รู้ว่าเมื่อรู้สึกกลัวหรือไม่ปลอดภัย เราสามารถขอความช่วยเหลือได้ แสดงออกเป็นตัวอย่างว่าจะขอความช่วยเหลือได้อย่างไรเมื่อรู้สึกไม่ปลอดภัย


อย่าปล่อยให้พวกเขารู้สึกว่เป็นเรื่องน่าอายหรือเป็นคนอ่อนแอ... ถ้ารู้สึกกลัว เลยเลือกที่จะเงียบ และโทษตัวเองที่ไม่เข้มแข็ง




4. เปิดพื้นที่ให้ความคับข้องใจ รับฟังความรู้สึก


เมื่อเด็กร้องไห้ แสดงออกว่าโกรธ หรือรู้สึกไม่ปลอดภัย หากพ่อแม่เลือกที่จะตัดบทด้วยการดุขู่หรือไล่ให้ไปอยู่คนเดียวจนกว่าจะ “ทำตัวน่ารัก”


เด็กจะเรียนรู้ที่จะเก็บกดอารมณ์ และไม่กล้าบอกความจริงเมื่อเผชิญอันตราย เพราะกลัวว่าจะถูกมองว่าเป็นเด็กดื้อ หรือกลัวพ่อแม่ไม่รัก




5. กฏเหล็กเรื่อง “ความลับ”


เมื่อเด็กเริ่มโตขึ้นตามพัฒนาการ ตั้งแต่อายุ 11 - 12 ปี เป็นต้นไป การมีความลับที่เป็นเรื่องส่วนตัว (Privacy) เช่น การเขียนไดอารี่ หรือการแอบชอบเพื่อน เป็นเรื่องปกติที่ครอบครัวเคารพได้ แต่สิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ต้องสร้างกติการ่วมกันคือ เราจะไม่มีความลับต่อกัน โดยเฉพาะความลับที่ทำให้รู้สึกอึดอัดใจ หรือส่งผลอันตรายต่อเนื้อตัวร่างกายและจิตใจ


เพราะผู้กระทำรุนแรงในบ้านมักจะใช้คำว่า ความลับของเรา เป็นเครื่องมือในการขู่เข็ญเด็กไม่ให้กล้าบอกผู้ใหญ่จนการล่วงละเมิดบานปลาย และเกิดขึ้นยาวนานท่ามกลางความเงียบของคนในครอบครัว


คนในบ้านจึงต้องสร้างพื้นที่ปลอดภัยที่เด็กสามารถเดินมาบอกเล่าเรื่องที่ทำให้รู้สึกกลัว กังวล หรือไม่สบายใจได้ทุกเมื่อ โดยไม่ต้องกลัวว่าจะถูกดุหรือลงโทษ เพื่อให้เด็กๆ กล้าพูดก่อนที่จิตใจจะแตกสลายเกินเยียวยา


เคนเนท วูดเดน (Kenneth Wooden) ผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัยในเด็ก ได้จำแนกคำว่า ความลับที่ปลอดภัย  กับ ความลับที่ไม่ปลอดภัย ไว้อย่างชัดเจน เพื่อให้ผู้ปกครองใช้สื่อสารกับเด็ก หรือสอนให้เด็กๆ รู้จักแยกแยะความลับโดยเฉพาะ (Wooden, 2002)


ความลับที่ปลอดภัย (Safe Secrets / Surprises)

คือความลับที่มีวันสิ้นสุด (หรือมีวันเปิดเผย) และสร้างความสุขให้ทุกคนเมื่อเปิดเผยออก เช่น ของขวัญวันเกิดที่แอบซื้อให้แม่ หรือการจัดงานปาร์ตี้เซอร์ไพรส์

ความลับที่ไม่ปลอดภัย (Unsafe Secrets)

คือความลับที่ไม่มีวันสิ้นสุด สมาชิกในบ้านไม่ได้รู้เห็นด้วย ทำให้เด็กรู้สึกอึดอัด กลัว สับสน ไม่สบายใจ หรือแน่นหน้าอก (มักมาพร้อมคำขู่ว่า ห้ามบอกพ่อแม่นะ” หรือ “นี่เป็นเรื่องของเราสองคน



หน้าที่ของพ่อแม่ ผู้ปกครอง หรือผู้ใหญ่ที่มีส่วนดูแลรับผิดชอบเด็ก

กล้าหาญที่จะเผชิญหน้าและโอบรับความจริง


การยอมรับว่ามีความรุนแรงทางเพศเกิดขึ้นภายในครอบครัว (หรือครอบครัวของเด็กในดูแล) เป็นเรื่องที่ยากลำบากและสร้างความแตกสลายให้ผู้ปกครองอย่างมหาศาล พ่อแม่หลายคนเลือกที่จะปิดหูปิดตาเพราะไม่รู้จะจัดการกับความพังทลายนี้อย่างไร แต่งานวิจัยยืนยันว่า การนิ่งเฉยหรือปิดหูปิดตาอาจยิ่งซ้ำเติมบาดแผลให้ลึกขึ้น และนำไปสู่ภาวะสะเทือนใจซ้ำซ้อนจากคนในบ้าน (Secondary Victimization; Quas et al., 2003)



การพูดถึงการล่วงละเมิดอย่างตรงไปตรงมา คือรากฐานสำคัญสู่การฟื้นฟูเยียวยาจิตใจ อย่าเลือกที่จะผลักภาระการแกะปมสะสางความรู้สึกละอาย ตราบาปต่างๆ ให้กับเด็กที่เป็นเหยื่อเพียงลำพัง พ่อแม่และผู้ใหญ่ต้องก้าวเข้ามาทำหน้าที่เป็นโล่กำบัง แสดงความรับผิดชอบอย่างโปร่งใส (Accountability; Trickett et al., 2011) ยอมรับในความบกพร่องที่เคยเกิดขึ้นในอดีต และรับฟังเสียงของลูกหลานอย่างปราศจากอคติ แม้ว่าเรื่องราวนั้นจะชวนให้เจ็บปวด


จงกล้าหาญ เผชิญหน้ากับความบอบช้ำ ความเชื่อใจ และความสัมพันธ์ในบ้านที่แตกหักพังทลาย เพราะการยอมรับความจริงที่เกิดขึ้น เข้าใจเหตุผลของมัน และพร้อมที่จะรับผลกระทบร่วมกัน อาจเป็นจุดเริ่มต้นเดียวที่จะทำให้การเยียวยาเกิดขึ้นได้จริงภายในสถาบันครอบครัว




ติดตามอ่านต่อได้ใน Part 3

“แนวทางรับมือเบื้องต้นสำหรับพ่อแม่และผู้ใหญ่ในการเผชิญหน้าและโอบรับความจริง”

 

“แนวทางการประสานรอยร้าวในใจผ่านกระบวนการจิตบำบัดเชิงลึก” (Trauma-focused psychotherapy)


“วิธีทวงคืนความสัมพันธ์กับร่างกายตัวเองสำหรับผู้ที่ถูกล่วงละเมิดทางเพศ”


Mission On หวังว่าข้อมูลเหล่านี้จะช่วยให้ผู้เสียหายและคนรอบข้าง สามารถโอบกอดและประคับประคองจิตใจที่ผ่านประสบการณ์บอบช้ำ ให้ได้รับการบรรเทา เยียวยา จนกลับมามีชีวิตที่เต็มเปี่ยมด้วยความหวังและศักดิ์ศรีในตัวเองได้ในท้ายที่สุด



บทความที่เกี่ยวข้อง



คลิกที่ลิงก์ด้านล่าง เพื่อปรึกษานักจิตวิทยา/นักจิตบำบัดของเรา


Posted on 3 July 2026

เรียบเรียงโดย ดลนภัส ชลวาสิน (วท.ม. จิตวิทยาพัฒนาการ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย)


บทความนี้แปลและดัดแปลงเนื้อหาบางส่วนมาจาก

  • เว็บไซต์ Psychology Today

    บทความเรื่อง Sexual abuse in families: Be Brave and address the harm (2026)

    เขียนโดย Risa Shaw Ph.D. รีวิวโดย Tyler Woods



เนื้อหาในบทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมความรู้ด้านจิตวิทยาเท่านั้น (Psychoeducation) เพื่อสร้างความตระหนักรู้ในสังคมและสถาบันครอบครัว ไม่สามารถใช้ทดแทนการประเมินทางคลินิก การวินิจฉัย หรือการบำบัดรักษาจากผู้เชี่ยวชาญได้



อ้างอิง

[1] ชลธิชา ทักษิณาเวศน์. (2569, 2 กรกฎาคม). “ถ้าเป็นคนอื่นคงเกลียดได้มากกว่านี้” ความเจ็บปวดใต้มายาคติ ‘บุญคุณ-สายเลือด’ ของเหยื่อล่วงละเมิดทางเพศในครอบครัว. The 101 World. https://www.the101.world 


[2] วรัญญา รัตนสาคร และ นันท์รพัช ไชยอัครพงศ์. (2566) การตกเป็นเหยื่อข่มขืนกระทำชำเราโดยบิดาผู้ให้กำเนิด: สาเหตุ ผลกระทบ และการปรับตัว. วารสารมหาวิทยาลัยพายัพ, 33(2), https://doi.nrct.go.th//ListDoi/listDetail?Resolve_DOI=10.14456/pyuj.2023.26 


[3] Bowlby, J. (1982). Attachment and loss: Vol. 1. Attachment (2nd ed.). Basic Books.


[4] Carnes, P. (1997). The Betrayal Bond: Breaking Free of Exploitative Relationships. Health Communications.


[5] Freyd, J. J. (1996). Betrayal Trauma: The Logic of Psychic Fragmentation. Harvard University Press.


[6] Janoff-Bulman, R. (1979). Characterological versus behavioral self-blame: Inquiries into depression and rape. Journal of Personality and Social Psychology, 37(10), 1798–1809. https://doi.org/10.1037/0022-3514.37.10.1798


[7] Möller, A., Söndergaard, H. P., & Helström, L. (2017). Tonic immobility during sexual assault – a common reaction of women related to subsequent posttraumatic stress disorder. Acta Obstetricia et Gynecologica Scandinavica, 96(8), 932-938.


[8] Quas, J. A., Goodman, G. S., & Jones, D. P. H. (2003). Predictors of attributions of self-blame and internalizing behavior problems in sexually abused children. Journal of Child Psychology and Psychiatry, 44(5), 723–736. https://doi.org/10.1111/1469-7610.00158 


[9] Shaw, R. (Ed.). (2003). Not Child’s Play: An Anthology on Brother-Sister Incest (2nd ed.). Lunchbox Press.


[10] Shaw, R. (2007). Meaning in context: The role of context and language in narratives of disclosure of sibling sexual assault (Publication No. 3299621) [Doctoral dissertation, Union Institute and University]. ProQuest Dissertations & Theses.


[11] Shaw, R. (2026, March 1). Sexual abuse in families: Be Brave and address the harm. Psychology Today. https://www.psychologytoday.com/us/blog/meaning-in-context/202602/sexual-abuse-in-families-be-brave-and-address-the-harm 


[12] Trickett, P. K., Noll, J. G., & Putnam, F. W. (2011). The impact of sexual abuse on female development: lessons from a multigenerational, longitudinal research study. Development and psychopathology, 23(2), 453–476. https://doi.org/10.1017/S0954579411000174 


[13] Wooden, K. (2002). Child Lures Prevention: Think First & Stay Safe Parent Guide. Child Lures Prevention.





รู้จักกับนักจิตวิทยาการปรึกษาและนักจิตบำบัด



นัดพบนักจิตวิทยาการปรึกษาและนักจิตบำบัด

bottom of page