เมื่อ Consent เลือนรางบนเตียงนอน
ทำไมความเชื่อว่า “ฉันต้องยอม” ทำให้เสี่ยงถูกล่วงละเมิดทางเพศ?
(Sexual Abuse in Relationship Part 1)
การสมยอม... อาจไม่ได้หมายถึงยินยอมในเรื่องเซ็กซ์เสมอไป รู้เท่าทันสัญญาณเตือนว่าความสัมพันธ์ของเราตอนนี้อยู่ในจุดอันตรายหรือยัง?
คำเตือนเกี่ยวกับเนื้อหา (Trigger Warning)
บทความนี้มีการกล่าวถึงประเด็นความรุนแรงและการล่วงละเมิดทางเพศในความสัมพันธ์ (Sexual Abuse) ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความรู้สึกของผู้ที่มีประสบการณ์บอบช้ำทางใจ (Trauma)
ในความสัมพันธ์ใกล้ตัวอย่างคู่สมรส คนรัก หรือแฟน มักมีความเชื่อจากสังคมรอบข้างที่ค อยกรอกหูเราอยู่ทุกวันว่า ความรักคือการประนีประนอม การยอมตาม และการตอบสนองความต้องการของกันและกัน เพราะมันคือ “หน้าที่ของชีวิตคู่”
แต่หลายครั้ง เรามักพบรอยร้าวเงียบเชียบที่ซ่อนอยู่ใต้มายาคติความเชื่อนี้ โดยเฉพาะในบริบทของเซ็กซ์ การยินยอมหรือยอมตาม ทั้งที่ไม่ได้เต็มใจ ไม่ใช่สิ่งที่ทำให้ความรักอยู่รอด แต่กลับสร้างความเสี่ยงทำให้ใครบ างคนต้องตกอยู่ในสถานะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก เพราะมันคือการฝืนใจยินยอมให้ตัวเองถูกล่วงละเมิดทางเพศโดยไม่รู้ตัว…
ในทางจิตวิทยา สภาวะที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งต้องเผชิญกับประสบการณ์ทางเพศที่ไม่ได้เกิดขึ้นจากความต้องการที่แท้จริง แต่เกิดขึ้นเพราะความรู้สึกกลัว เกรงใจ หรือยอมๆ ไปเพื่อตัดรำคาญ หรือเพื่อให้เรื่องนี้รีบจบๆ ไป สิ่งนี้เรียกว่า “Sexual Coercion” หรือการบุกรุกพื้นที่ปลอดภัยทางร่างกายในรูปแบบที่ไม่มีรอยฝกช้ำทางร่างกาย แต่สามารถฝากบาดแผลลึกไว้ในใจอย่างยาวนาน
(Sexual Coersion คือการบีบบังคับให้อีกฝ่ายต้องมีเซ็กส์ด้วยวิธีการต่างๆ ซึ่งไม่จำเป็นต้องเป็นการใช้กำลังเสมอไป)
เมื่อไหร่ที่การยินยอมนี้ กลายเป็นการทำร้ายล่วงละเมิดทางเพศ?
(อ่านรายละเอียดในหัวข้อถัดไป)
สำหรับผู้ที่ใช้ความรุนแรงในครอบครัว (Domestic Abusers) เซ็กส์ไม่ใช่แค่เรื่องของการสุขสมทางอารมณ์อย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของการแสดงออกว่าตัวเองมีอำนาจเหนือกว่า และต้องการครอบงำหรือควบคุมให้อีกฝ่ายอยู่ใต้อำนาจ ทำตามในสิ่งที่ตนต้องการ (Domination) เมื่อเวลาผ่านไป เซ็กส์ที่แฝงความรุนแรงจะสร้างความรู้สึกไม่ปลอดภัยและทำลายความเคารพตัวเองของเหยื่อไปอย่างสิ้นเชิง
การเป็นคนรักหรือคู่สมรสยิ่งทำให้เหยื่อบอกตัวเองได้ยากว่า ความสัมพันธ์ทางเพศ ที่พวกเขาไม่ได้เอ่ยปากบอกว่า “ยินยอม” แท้จริงแล้วมันคือการล่วงละเมิด เพราะผู้กระทำไม่จำเป็นต้องใช้กำลังขู่บังคับทุกครั้งเพื่อให้คนรักสมยอม… แต่ใช้วิธีทำให้อีกฝ่ายยอมโอนอ่อนให้เองเนื่องจากความกลัวหรืออื่นๆ
(ทั้งนี้ การล่วงละเมิดทางเพศที่เราพูดถึงในบทความนี้ จึงไม่ได้จำกัดอยู่แค่ความสัมพันธ์ของคู่รักอย่างเดียว แต่สามารถพูดถึงในบริบทอื่นๆ อย่างครอบครัวหรือคนใกล้ตัวได้ด้วย เนื่องจากเป็นความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนและสามารถทำให้เหยื่อรู้สึกเกรงใจ หวาดกลัว จนต้องจำยอมในที่สุด)
ความสมยอมที่ไม่ได้แปลว่ายินยอม
นิยามของ Unwanted Consensual Sex
งานวิจัยด้านความสัมพันธ์ ได้ขยายขอบเขตความเข้าใจเกี่ยวกับความรุนแรงทางเพศในคู่รัก โดยระบุว่า การล่วงละเมิดในความสัมพันธ์ใกล้ชิดบ่อยครั้งไม่ได้มาในรูปแบบของการใช้กำลังบังคับอย่างโจ่งแจ้ง แต่อยู่ในสภาวะที่เรียกว่า “Unwanted Consensual Sex” หรือ การยอมสมยอมทั้งที่ไม่ได้ต้องการ (Katz & Tirone, 2010)
สิ่งนี้เกิดขึ้นเมื่อฝ่ายหนึ่งถูกกดดัน ข่มขู่ทางอารมณ์ หรือถูกต้อนให้จนมุมด้วยเงื่อนไขบางอย่าง จนรู้สึกว่า “การยอม ๆ ไปให้มันจบเรื่อง” ปลอดภัยและง่ายกว่าการปฏิเสธ
ในทางจิตวิทยา เราพบว่าเมื่อผู้ถูกกระทำต้องเผชิญกับสภาวะนี้นานเข้า ร่างกายและจิตใจจะเริ่มสร้างกลไกการเอาตัวรอดที่เรียกว่า “Dissociation” (การแยกตัวทางจิตวิทยา หรือการตัดขาดจากความจริง) หรือการถอดความรู้สึกออกจากร่างกายตัวเองในขณะเกิดกิจกรรมทางเพศ (หรือเมื่อถูกล่วงละเมิดทางเพศ) เพื่ออดทนให้เหตุการณ์ตรงหน้าผ่านพ้นไปได้
—ดร. ลิซ่า อารอนสัน ฟอนเทส (Lisa Aronson Fontes Ph.D.)
ศาสตราจารย์อาวุโสประจำมหาวิทยาลัย Massachusetts Amherst และผู้เชี่ยวชาญระดับสากลที่มีประสบการณ์กว่า 20 ปี ด้านความหลากหลายทางวัฒนธรรมในระบบสุขภาพจิตและการยุติความรุนแรงในครอบครัว
ทำไมการนิ่งเงียบไม่ขัดขืน หรือยอมโอนอ่อนตาม “ไม่ได้แปลว่าสมยอม”
1. สภาวะ Freeze
(การนิ่งแข็ง ชา ไม่ตอบสนอง เพื่อหนีความเจ็บปวด)
การที่คนๆ หนึ่งต้องเผชิญหน้ากับภัยคุกคาม ในที่นี้คือการถูกกดดันหรือล่วงละเมิดทางเพศโดยคนรัก สมองส่วนความคิด (Cortex) จะถูกปิดกั้น แล้วสมองส่วนอารมณ์และสัญชาตญาณ (Amygdala) จะเข้าควบคุมแทน หากสมองประเมินแล้วว่า
สู้ไม่ได้ เนื่องจากพละกำลังหรืออำนาจน้อยกว่า และ หนีไม่พ้น เพราะอยู่ในพื้นที่ปิด หรือเป็นคนรัก คนในครอบครัวที่ต้องอยู่ร่วมบ้าน
ระบบประสาทพาราซิมพาเทติกสาย Dorsal Vagal จะทำ งานอย่างเฉียบพลัน ส่งผลให้ร่างกายเกิดสภาวะนิ่งแข็ง แสร้งตาย หรือชาหนีความเจ็บปวด (Tonic Immobility / Hypoarousal)
—Möller et al. (2017)
สิ่งที่จะเกิดขึ้นในบริบทบนเตียง คือ ผู้ถูกกระทำจะรู้สึกเหมือนร่างกายเป็นอัมพาตชั่วคราว พูดไม่ออก ตัวอ่อนปวกเปียก หรือรู้สึกตัดขาดจากความรับรู้ของร่างกายตนเองชั่วขณะ (Dissociation)
“การนิ่งเฉยในขณะถูกล่วงละเมิด จึงไม่ใช่ความสมยอม แต่คือเสียงเงียบของระบบประสาทที่กำลังช็อกและปิดสวิตช์ตัวเองเพื่อปกป้องจิตใจจากความเจ็บปวดที่เกินจะรับไหว”
—Porges (2011)
2. สภาวะ Fawn
(การยอมตาม ประจบเอาใจเพื่อความปลอดภัย)
พีท วอล์กเกอร์ (Pete Walker, M.A.) นักจิตบำบัด อธิบายว่า Fawn คือพฤติกรรมที่มนุษย์เราใช้ตอบสนองต่อภัยคุกคามที่ซับซ้อน มักพบในความสัมพันธ์ที่ผู้กระทำมีอำนาจเหนือกว่าเหยื่อมาเป็นระยะเวลานาน เหยื่อจะเรียนรู้ว่า วิธีที่จะทำให้ตัวเองปลอดภัยที่สุด หรือโดนทำร้ายน้อยที่สุด คือการทำให้อีกฝ่ายพึงพอใจ
—Pete Walker, M.A. นักจิตบำบัดผู้เชี่ยวชาญด้าน Complex Trauma (CPTSD)
สิ่งที่จะเกิดขึ้นในบริบทบนเตียง คือ เมื่อคนรักเริ่มกดดันหรือขู่เข็ญจะเอาเซ็กส์ แทนที่ผู้ถูกกระทำจะปฏิเสธ พวกเขาจะตอบสนองด้วยการ ยอมทำตาม โอนอ่อนให้ แสร้งทำเป็นยินดี หรือพยาย ามเอาอกเอาใจ เพื่อตัดรำคาญ ยุติบรรยากาศมาคุ หรือป้องกันไม่ให้อีกฝ่ายโมโหรุนแรงขึ้นไปกว่าเดิม
“พฤติกรรมเอาใจหรือยอมตาม (Fawning) บนเตียงนอน บ่อยครั้งถูกใช้เป็นโล่กำบังความรุนแรง มันคือการสละสิทธิ์ในร่างกายของตัวเองชั่วคราว เพื่อแลกกับความสงบสุขและความปลอดภัยในความสัมพันธ์”
—Walker (2013)
สำรวจ 4 สัญญาณเตือนเงียบ ว่าเรากำลังถูกควบคุมบงการในเรื่องเซ็กซ์
สิ่งที่ทำให้หลายคนยินยอมเรื่องบนเตียง แม้ว่าไม่ได้เต็มใจ
(Red Flags)
ดร. อีวาน สตาร์ก (Stark, 2007, 2022) ผู้เชี่ยวชาญด้านความรุนแรงในครอบครัว ได้อธิบายแนวคิดเรื่อง Coercive Control หรือรูปแบบการควบคุมครอบงำเหยื่อ (Pattern of Domination) ว่ามันไม่ใช่แค่การใช้ความรุนแรงทางร่างกาย และไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในมิติของการกักขังหรือควบคุมการใช้เงินของเหยื่อ แต่รวมถึงการใช้อำนาจบังคับผ่านพฤติกรรมบนเตียง
โดยเขาได้แบ่งมิติการบงการควบคุมเพื่อให้เหยื่อทำตามความต้องการ ออกเป็น 4 แกนหลัก และเป็นสัญญาณเตือนสำคัญที่เราไม่ควรมองข้าม ดังนี้
1. การทำให้รู้สึกโดดเดี่ยว
(Isolation)
ตัดขาดจากแหล่งช่วยสนับสนุนภายนอก เช่น กีดกันไม่ให้เจอครอบครัว เพื่อน ห้ามไปทำงาน หรือตัดช่องทางการติดต่อ เพื่อให้เหยื่อต้องพึ่งพาผู้กระทำแต่เพียงผู้เดียว
2. การลดทอนคุณค่าและศักดิ์ศรี
(Degradation / Humiliation)
การด่าทอ บ่นว่า ติเตียนซ้ำๆ ทำให้อับอายทั้งในที่ลับและที่แจ้ง เพื่อทำลายความมั่นใจในตัวเอง (Self-esteem) จนเหยื่อรู้สึกว่าตัวเองไร้ค่าและต้องยอมสยบ สมยอมในสิ่งที่ตัวเองไม่ได้ต้องการ
3. การควบคุมและเอาเปรียบ
(Control & Exploitation)
บงการชีวิตทุกฝีก้าว ตั้งแต่การจำกัดเงิน เช็กมือถือ บังคับวิธีแต่งกาย ตรวจสอบตารางเวลา ไปจนถึงการเอาเปรียบด้านแรงงาน ทรัพย์สิน หรือเนื้อตัวร่างกาย
4. การข่มขู่ให้หวาดกลัว
(Intimidation / Frightening)
ใช้สายตา ท่าทาง คำพูดขู่เข็ญ ขู่ว่าจะทำร้าย ขู่จะฆ่าตัวตาย หรือขู่ว่าจะพรากลูกไป เพื่อสร้างบรรยากาศแห่งความกลัว (Climate of fear) ให้เหยื่อไม่กล้าขัดขืน
ดังนั้นในบริบทของเรื่องบนเตียง มันจึงเปรียบเหมือนการจับใครคนหนึ่งเป็นตัวประกันในชีวิตประจำวัน และบีบบังคับให้เขาต้องยอมทำตาม เพราะหากไม่ทำ สิ่งที่ต้องเจอคือ “การถูกกระทำซ้ำๆ” ที่หลีกเลี่ยงได้ยาก เพราะมันคือคนใกล้ตัว คนรัก ครอบครัว หรือสิ่งที่เขาต้องตื่นมาเจอในทุกวัน




































