top of page

เมื่อ Consent เลือนรางบนเตียงนอน

ทำไมความเชื่อว่า “ฉันต้องยอม” ทำให้เสี่ยงถูกล่วงละเมิดทางเพศ?

(Sexual Abuse in Relationship Part 1)



การสมยอม... อาจไม่ได้หมายถึงยินยอมในเรื่องเซ็กซ์เสมอไป รู้เท่าทันสัญญาณเตือนว่าความสัมพันธ์ของเราตอนนี้อยู่ในจุดอันตรายหรือยัง?




คำเตือนเกี่ยวกับเนื้อหา (Trigger Warning)


บทความนี้มีการกล่าวถึงประเด็นความรุนแรงและการล่วงละเมิดทางเพศในความสัมพันธ์ (Sexual Abuse) ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความรู้สึกของผู้ที่มีประสบการณ์บอบช้ำทางใจ (Trauma)


ในความสัมพันธ์ใกล้ตัวอย่างคู่สมรส คนรัก หรือแฟน มักมีความเชื่อจากสังคมรอบข้างที่คอยกรอกหูเราอยู่ทุกวันว่า ความรักคือการประนีประนอม การยอมตาม และการตอบสนองความต้องการของกันและกัน เพราะมันคือ หน้าที่ของชีวิตคู่


แต่หลายครั้ง เรามักพบรอยร้าวเงียบเชียบที่ซ่อนอยู่ใต้มายาคติความเชื่อนี้ โดยเฉพาะในบริบทของเซ็กซ์ การยินยอมหรือยอมตาม ทั้งที่ไม่ได้เต็มใจ ไม่ใช่สิ่งที่ทำให้ความรักอยู่รอด แต่กลับสร้างความเสี่ยงทำให้ใครบางคนต้องตกอยู่ในสถานะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก เพราะมันคือการฝืนใจยินยอมให้ตัวเองถูกล่วงละเมิดทางเพศโดยไม่รู้ตัว…


ในทางจิตวิทยา สภาวะที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งต้องเผชิญกับประสบการณ์ทางเพศที่ไม่ได้เกิดขึ้นจากความต้องการที่แท้จริง แต่เกิดขึ้นเพราะความรู้สึกกลัว เกรงใจ หรือยอมๆ ไปเพื่อตัดรำคาญ หรือเพื่อให้เรื่องนี้รีบจบๆ ไป สิ่งนี้เรียกว่า Sexual Coercion หรือการบุกรุกพื้นที่ปลอดภัยทางร่างกายในรูปแบบที่ไม่มีรอยฝกช้ำทางร่างกาย แต่สามารถฝากบาดแผลลึกไว้ในใจอย่างยาวนาน


(Sexual Coersion คือการบีบบังคับให้อีกฝ่ายต้องมีเซ็กส์ด้วยวิธีการต่างๆ ซึ่งไม่จำเป็นต้องเป็นการใช้กำลังเสมอไป)




เมื่อไหร่ที่การยินยอมนี้ กลายเป็นการทำร้ายล่วงละเมิดทางเพศ?

(อ่านรายละเอียดในหัวข้อถัดไป)


สำหรับผู้ที่ใช้ความรุนแรงในครอบครัว (Domestic Abusers) เซ็กส์ไม่ใช่แค่เรื่องของการสุขสมทางอารมณ์อย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของการแสดงออกว่าตัวเองมีอำนาจเหนือกว่า และต้องการครอบงำหรือควบคุมให้อีกฝ่ายอยู่ใต้อำนาจ ทำตามในสิ่งที่ตนต้องการ  (Domination) เมื่อเวลาผ่านไป เซ็กส์ที่แฝงความรุนแรงจะสร้างความรู้สึกไม่ปลอดภัยและทำลายความเคารพตัวเองของเหยื่อไปอย่างสิ้นเชิง


การเป็นคนรักหรือคู่สมรสยิ่งทำให้เหยื่อบอกตัวเองได้ยากว่า ความสัมพันธ์ทางเพศ ที่พวกเขาไม่ได้เอ่ยปากบอกว่า “ยินยอม” แท้จริงแล้วมันคือการล่วงละเมิด เพราะผู้กระทำไม่จำเป็นต้องใช้กำลังขู่บังคับทุกครั้งเพื่อให้คนรักสมยอม… แต่ใช้วิธีทำให้อีกฝ่ายยอมโอนอ่อนให้เองเนื่องจากความกลัวหรืออื่นๆ


(ทั้งนี้ การล่วงละเมิดทางเพศที่เราพูดถึงในบทความนี้ จึงไม่ได้จำกัดอยู่แค่ความสัมพันธ์ของคู่รักอย่างเดียว แต่สามารถพูดถึงในบริบทอื่นๆ อย่างครอบครัวหรือคนใกล้ตัวได้ด้วย เนื่องจากเป็นความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนและสามารถทำให้เหยื่อรู้สึกเกรงใจ หวาดกลัว จนต้องจำยอมในที่สุด)




ความสมยอมที่ไม่ได้แปลว่ายินยอม

นิยามของ Unwanted Consensual Sex


งานวิจัยด้านความสัมพันธ์  ได้ขยายขอบเขตความเข้าใจเกี่ยวกับความรุนแรงทางเพศในคู่รัก โดยระบุว่า การล่วงละเมิดในความสัมพันธ์ใกล้ชิดบ่อยครั้งไม่ได้มาในรูปแบบของการใช้กำลังบังคับอย่างโจ่งแจ้ง แต่อยู่ในสภาวะที่เรียกว่า Unwanted Consensual Sex หรือ การยอมสมยอมทั้งที่ไม่ได้ต้องการ (Katz & Tirone, 2010)


สิ่งนี้เกิดขึ้นเมื่อฝ่ายหนึ่งถูกกดดัน ข่มขู่ทางอารมณ์ หรือถูกต้อนให้จนมุมด้วยเงื่อนไขบางอย่าง จนรู้สึกว่า “การยอม ๆ ไปให้มันจบเรื่อง” ปลอดภัยและง่ายกว่าการปฏิเสธ


ในทางจิตวิทยา เราพบว่าเมื่อผู้ถูกกระทำต้องเผชิญกับสภาวะนี้นานเข้า ร่างกายและจิตใจจะเริ่มสร้างกลไกการเอาตัวรอดที่เรียกว่า Dissociation (การแยกตัวทางจิตวิทยา หรือการตัดขาดจากความจริง) หรือการถอดความรู้สึกออกจากร่างกายตัวเองในขณะเกิดกิจกรรมทางเพศ (หรือเมื่อถูกล่วงละเมิดทางเพศ) เพื่ออดทนให้เหตุการณ์ตรงหน้าผ่านพ้นไปได้


—ดร. ลิซ่า อารอนสัน ฟอนเทส  (Lisa Aronson Fontes Ph.D.)


ศาสตราจารย์อาวุโสประจำมหาวิทยาลัย Massachusetts Amherst และผู้เชี่ยวชาญระดับสากลที่มีประสบการณ์กว่า 20 ปี ด้านความหลากหลายทางวัฒนธรรมในระบบสุขภาพจิตและการยุติความรุนแรงในครอบครัว




ทำไมการนิ่งเงียบไม่ขัดขืน หรือยอมโอนอ่อนตาม “ไม่ได้แปลว่าสมยอม”


1. สภาวะ Freeze

(การนิ่งแข็ง ชา ไม่ตอบสนอง เพื่อหนีความเจ็บปวด)


การที่คนๆ หนึ่งต้องเผชิญหน้ากับภัยคุกคาม ในที่นี้คือการถูกกดดันหรือล่วงละเมิดทางเพศโดยคนรัก สมองส่วนความคิด (Cortex) จะถูกปิดกั้น แล้วสมองส่วนอารมณ์และสัญชาตญาณ (Amygdala) จะเข้าควบคุมแทน หากสมองประเมินแล้วว่า

สู้ไม่ได้ เนื่องจากพละกำลังหรืออำนาจน้อยกว่า และ หนีไม่พ้น เพราะอยู่ในพื้นที่ปิด หรือเป็นคนรัก คนในครอบครัวที่ต้องอยู่ร่วมบ้าน

ระบบประสาทพาราซิมพาเทติกสาย Dorsal Vagal จะทำงานอย่างเฉียบพลัน ส่งผลให้ร่างกายเกิดสภาวะนิ่งแข็ง แสร้งตาย หรือชาหนีความเจ็บปวด (Tonic Immobility / Hypoarousal) 


Möller et al. (2017)


สิ่งที่จะเกิดขึ้นในบริบทบนเตียง คือ ผู้ถูกกระทำจะรู้สึกเหมือนร่างกายเป็นอัมพาตชั่วคราว พูดไม่ออก ตัวอ่อนปวกเปียก หรือรู้สึกตัดขาดจากความรับรู้ของร่างกายตนเองชั่วขณะ (Dissociation) 


“การนิ่งเฉยในขณะถูกล่วงละเมิด จึงไม่ใช่ความสมยอม แต่คือเสียงเงียบของระบบประสาทที่กำลังช็อกและปิดสวิตช์ตัวเองเพื่อปกป้องจิตใจจากความเจ็บปวดที่เกินจะรับไหว” 


—Porges (2011)




2. สภาวะ Fawn

(การยอมตาม ประจบเอาใจเพื่อความปลอดภัย)


พีท วอล์กเกอร์ (Pete Walker, M.A.) นักจิตบำบัด อธิบายว่า Fawn คือพฤติกรรมที่มนุษย์เราใช้ตอบสนองต่อภัยคุกคามที่ซับซ้อน มักพบในความสัมพันธ์ที่ผู้กระทำมีอำนาจเหนือกว่าเหยื่อมาเป็นระยะเวลานาน เหยื่อจะเรียนรู้ว่า วิธีที่จะทำให้ตัวเองปลอดภัยที่สุด หรือโดนทำร้ายน้อยที่สุด คือการทำให้อีกฝ่ายพึงพอใจ


—Pete Walker, M.A. นักจิตบำบัดผู้เชี่ยวชาญด้าน Complex Trauma (CPTSD)


สิ่งที่จะเกิดขึ้นในบริบทบนเตียง คือ เมื่อคนรักเริ่มกดดันหรือขู่เข็ญจะเอาเซ็กส์ แทนที่ผู้ถูกกระทำจะปฏิเสธ พวกเขาจะตอบสนองด้วยการ ยอมทำตาม โอนอ่อนให้ แสร้งทำเป็นยินดี หรือพยายามเอาอกเอาใจ เพื่อตัดรำคาญ ยุติบรรยากาศมาคุ หรือป้องกันไม่ให้อีกฝ่ายโมโหรุนแรงขึ้นไปกว่าเดิม


“พฤติกรรมเอาใจหรือยอมตาม (Fawning) บนเตียงนอน บ่อยครั้งถูกใช้เป็นโล่กำบังความรุนแรง มันคือการสละสิทธิ์ในร่างกายของตัวเองชั่วคราว เพื่อแลกกับความสงบสุขและความปลอดภัยในความสัมพันธ์” 


—Walker (2013)




สำรวจ 4 สัญญาณเตือนเงียบ ว่าเรากำลังถูกควบคุมบงการในเรื่องเซ็กซ์

สิ่งที่ทำให้หลายคนยินยอมเรื่องบนเตียง แม้ว่าไม่ได้เต็มใจ

(Red Flags)


ดร. อีวาน สตาร์ก (Stark, 2007, 2022) ผู้เชี่ยวชาญด้านความรุนแรงในครอบครัว ได้อธิบายแนวคิดเรื่อง Coercive Control หรือรูปแบบการควบคุมครอบงำเหยื่อ (Pattern of Domination) ว่ามันไม่ใช่แค่การใช้ความรุนแรงทางร่างกาย และไม่ได้เกิดขึ้นแค่ในมิติของการกักขังหรือควบคุมการใช้เงินของเหยื่อ แต่รวมถึงการใช้อำนาจบังคับผ่านพฤติกรรมบนเตียง


โดยเขาได้แบ่งมิติการบงการควบคุมเพื่อให้เหยื่อทำตามความต้องการ ออกเป็น 4 แกนหลัก และเป็นสัญญาณเตือนสำคัญที่เราไม่ควรมองข้าม ดังนี้


1. การทำให้รู้สึกโดดเดี่ยว

(Isolation)


ตัดขาดจากแหล่งช่วยสนับสนุนภายนอก เช่น กีดกันไม่ให้เจอครอบครัว เพื่อน ห้ามไปทำงาน หรือตัดช่องทางการติดต่อ เพื่อให้เหยื่อต้องพึ่งพาผู้กระทำแต่เพียงผู้เดียว


2. การลดทอนคุณค่าและศักดิ์ศรี

(Degradation / Humiliation)


การด่าทอ บ่นว่า ติเตียนซ้ำๆ ทำให้อับอายทั้งในที่ลับและที่แจ้ง เพื่อทำลายความมั่นใจในตัวเอง (Self-esteem) จนเหยื่อรู้สึกว่าตัวเองไร้ค่าและต้องยอมสยบ สมยอมในสิ่งที่ตัวเองไม่ได้ต้องการ


3. การควบคุมและเอาเปรียบ

(Control & Exploitation)


บงการชีวิตทุกฝีก้าว ตั้งแต่การจำกัดเงิน เช็กมือถือ บังคับวิธีแต่งกาย ตรวจสอบตารางเวลา ไปจนถึงการเอาเปรียบด้านแรงงาน ทรัพย์สิน หรือเนื้อตัวร่างกาย


4.  การข่มขู่ให้หวาดกลัว

(Intimidation / Frightening)


ใช้สายตา ท่าทาง คำพูดขู่เข็ญ ขู่ว่าจะทำร้าย ขู่จะฆ่าตัวตาย หรือขู่ว่าจะพรากลูกไป เพื่อสร้างบรรยากาศแห่งความกลัว (Climate of fear) ให้เหยื่อไม่กล้าขัดขืน



ดังนั้นในบริบทของเรื่องบนเตียง มันจึงเปรียบเหมือนการจับใครคนหนึ่งเป็นตัวประกันในชีวิตประจำวัน และบีบบังคับให้เขาต้องยอมทำตาม เพราะหากไม่ทำ สิ่งที่ต้องเจอคือ “การถูกกระทำซ้ำๆ” ที่หลีกเลี่ยงได้ยาก เพราะมันคือคนใกล้ตัว คนรัก ครอบครัว หรือสิ่งที่เขาต้องตื่นมาเจอในทุกวัน





—ดร. อีวาน สตาร์ก (Evan Stark, Ph.D.)

นักสังคมวิทยา นักสังคมสงเคราะห์นิติวิทยาศาสตร์ และศาสตราจารย์กิตติคุณแห่งมหาวิทยาลัย Rutgers University


ได้รับยกย่องว่าเป็นผู้วางรากฐานและพัฒนาแนวคิด การควบคุมโดยใช้อำนาจครอบงำ (Coercive Control) ซึ่งสร้างจุดเปลี่ยนสำคัญในการจำกัดความและทำความเข้าใจปัญหาความรุนแรงในครอบครัว



ทำความรู้จัก 10 รูปแบบของการใช้ความรุนแรงทางเพศในความสัมพันธ์

เพื่อให้เรารู้เท่าทัน และหาทางป้องกันเยียวยาได้ทันเวลา


1.  การกดดันบีบบังคับทางเพศ

(Sexual Coercion)


การมีเซ็กส์ที่ไม่ได้ใช้กำลังบังคับโดยตรง แต่ก็ไม่ได้เกิดจากความเต็มใจ 100% อาจเป็นการแสร้งทำดี หว่านล้อม ใช้เล่ห์เหลี่ยมต่างๆ ซึ่งทำไปเพื่อกดดันให้อีกฝ่ายสมยอม จนนานวันเข้า คนรักจะเรียนรู้ว่าการยอมให้มันจบๆ ไปง่ายกว่าการขัดขืน และอาจเริ่มใช้กลไกทางจิตแบบ “การตัดขาดจากความจริง” ที่เราพูดถึงก่อนหน้านี้ หรือบางคนอาจหันไปพึ่งพาสารเสพติด แอลกอฮอล์ ฯลฯ เพื่อให้อดทนผ่านพ้นการมีเซ็กส์ไปได้


ความเต็มใจสมยอมในเรื่องบนเตียง (Consent) คืออะไร อ่านต่อที่นี่


2.  เซ็กส์ตามสั่ง

(Sex on Demand)


การที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งมีความเชื่อว่าตัวเองมีสิทธิ์ในเนื้อตัวร่างกายของคนรักในทุกกรณี (Entitlement) โดยจงใจละเลยสภาวะความพร้อมทางกายและใจของอีกฝ่าย เช่น การบีบคั้นขอมีเพศสัมพันธ์ในขณะที่คนรักกำลังเจ็บป่วย อ่อนล้า หรืออยู่ในช่วงเวลาที่ร่างกายไม่พร้อม รวมถึงจะยอมแสดงความใกล้ชิด เช่น กอด จูบ เฉพาะตอนที่มีเพศสัมพันธ์เท่านั้น 





3. การใช้เซ็กส์เป็นข้อต่อรองและเงื่อนไขในความรัก

(Transactional Sex)


การลดทอนคุณค่าความสัมพันธ์ให้กลายเป็นพฤติกรรมแลกเปลี่ยนเชิงพาณิชย์ เช่น แลกเงินหรือสิ่งของ หรือใช้เป็นเครื่องมือต่อรองในชีวิตประจำวัน เช่น “ถ้าไม่ยอม... จะไม่จ่ายค่าเทอมลูก” หรือการกดดันขู่เข็ญเพื่อให้ได้มาซึ่งภาพถ่ายหรือวิดีโอส่วนตัว (Sexual Images) โดยอาศัยภาวะพึ่งพิงทางอารมณ์ หรือสถานะทางทางการเงินของผู้ถูกกระทำเป็นตัวประกัน


4. การประจานและลดทอนคุณค่าในที่สาธารณะ

(Public Humiliation)


การใช้คำพูดวิพากษ์วิจารณ์รูปร่าง หน้าตา หรือการนำเรื่องทางเพศของคนรักไปพูดจาล้อเลียน หรือต่อว่าต่อหน้าบุคคลอื่นเพื่อเพื่อจงใจให้อีกฝ่ายอับอายและรู้สึกไร้ค่า (Unworthiness) และลดทอนความมั่นใจภายใน (Inner Security) จนทำให้ผู้ถูกกระทำรู้สึกว่าตัวเองบกพร่องและต้องยอมตามความต้องการของอีกฝ่ายเพื่อชดเชย เช่น


🚩 พูดต่อหน้าเพื่อนหรือครอบครัวว่าภรรยาทำหน้าที่บกพร่องเรื่องบนเตียง 🚩 วิจารณ์รูปร่างหน้าตาและสัดส่วนของคนรักต่อหน้าลูกๆ เพื่อจงใจให้อีกฝ่ายอับอายและรู้สึกไร้ค่า 




5. เซ็กส์ที่เจ็บปวด

(Painful Sex)


การตั้งใจทำให้คนรักเจ็บปวดระหว่างมีเซ็กซ์เพื่อเป็นบทลงโทษ หรือใช้ความเจ็บปวดเป็นเครื่องมือควบคุม เช่น


🚩  จงใจทำให้เจ็บเพื่อให้อีกฝ่ายหวาดกลัวจนไม่อยากไปมีเพศสัมพันธ์กับคนอื่น 🚩  ฝืนมีเพศสัมพันธ์ทั้งที่อีกฝ่ายเจ็บปวด โดยอ้างว่า “ความเจ็บปวดคือความสุข” 🚩  อ้างว่าอีกฝ่ายเป็นหนี้บุญคุณจึงต้องยอม “พราะเรามีเซ็กส์กันไม่บ่อยพอ เลยต้องจัดให้คุ้มค่า”

6. โรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ

(UTIs)


การมีเซ็กส์ที่บ่อยเกินไปหรือท่าทางที่รุนแรงสามารถกระตุ้นให้เกิดโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ ซึ่งทำให้การสอดใส่สร้างความเจ็บปวดทรมานอย่างมาก โดยเฉพาะแก่เพศหญิง เมื่อแพทย์แนะนำให้งดกิจกรรมเพื่อรักษาชั่วคราว แต่ผู้กระทำยังจงใจละเลยคำแนะนำนี้และกดดันให้มีเซ็กส์ต่อไป สิ่งนี้สะท้อนถึงการไม่ใส่ใจสวัสดิภาพและสุขภาวะของคนรักอย่างสิ้นเชิง





7.  การบีบคอ หรือการทำให้หายใจไม่ออกระหว่างมีเพศสัมพันธ์

(Strangulation / Choking) 


อิทธิพลจากสื่อ 18+ ทำให้คนจำนวนมากคิดว่าตัวเองมีสิทธิ์บีบคอคนรักระหว่างมีเซ็กซ์ สถาบัน The Training Institute on Strangulation Prevention เตือนว่า การบีบคอระหว่างมีเซ็กซ์อันตรายร้ายแรงเท่ากับการฆ่ารัดคอ เพราะขัดขวางการไหลเวียนลือดที่ไปเลี้ยงสมองและอุดกั้นทางเดินหายใจ แม้จะขาดออกซิเจนเพียงช่วงสั้นๆ ก็สามารถส่งผลเสียต่อสมองอย่างถาวร และสร้างความหวาดผวารุนแรงในเรื่องกิจกรรมทางเพศแก่ผู้ถูกกระทำ


ไม่ว่าคนรักจะมีความยินยอม (Consent) หรือเต็มใจต่อกันหรือไม่ก็ตาม ในทางสรีรวิทยาและจิตวิทยา พฤติกรรมนี้ถือเป็นเรื่องที่อันตรายร้ายแรงและไม่ควรเสี่ยงในทุกกรณี เนื่องจากระบบประสาทและเส้นเลือดใหญ่บริเวณลำคอมีความเปราะบางสูง ซึ่งอาจเกินกว่าจะควบคุมความปลอดภัยได้อย่างแท้จริง


8. การบังคับให้ยอมรับความสัมพันธ์แบบหลายคน

(Swinging / Polyamory)


การดึงบุคคลที่สามเข้ามาในกิจกรรมทางเพศโดยที่คนรักไม่ได้เต็มใจ ถือเป็นความรุนแรงรูปแบบหนึ่ง ผู้กระทำที่ใช้คนรักเป็น “เหยื่อล่อ” เพื่อสนองความต้องการทางเพศ มีพฤติกรรมรักสนุกกับคนอื่นหลายคนโดยไม่ป้องกัน และใช้การกดดันสร้างความรู้สึกผิดจนคู่รักต้องยอมจำนนให้มีความสัมพันธ์แบบเปิด (Open Relationship)





9.  การบังคับถ่ายภาพหรือวิดีโออนาจาร

(Sexual Images)


การบังคับขมขู่ให้ส่งภาพเปลือย หรือแอบถ่าย บังคับถ่ายวิดีโอขณะมีเซ็กส์โดยที่อีกฝ่ายไม่ยินยอม หรือยอมเพราะจำใจ โดยใช้เงื่อนไขในชีวิตประจำวันมาข่มขู่ เช่น หากไม่ยอมให้ถ่าย จะไม่ยอมจ่ายค่าใช้จ่ายในบ้าน หรือละเลยไม่ดูแลลูก


10.  การปฏิเสธอย่างทารุณ

(Cruelly Rejecting)


ในมุมกลับกัน การจงใจปฏิเสธเรื่องเซ็กส์อย่างไร้เยื่อใยเป็นเวลาหลายเดือนหรือหลายปี เพื่อลงโทษ ประชด หรือตราหน้าคนรักว่า ไร้เสน่ห์ ไร้ค่า หรือไม่มีความหมาย ถือเป็นการใช้ความเงียบและความห่างเหินเป็นอาวุธในการทำร้ายจิตใจ มีเจตนาสร้างความบอบช้ำทางใจให้คนรัก (ซึ่งต่างจากการหมดความต้องการทางเพศโดยธรรมชาติ)


และแม้ว่าผู้กระทำจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม แต่พฤติกรรมนี้ถือเป็นการทำร้ายจิตใจในความสัมพันธ์รูปแบบหนึ่ง (Emotional Abuse) แม้จะไม่ได้จำกัดความว่าเป็นการล่วงละเมิดทางร่างกายโดยตรงก็ตาม




เราจะมีแนวทางการเยียวยาและการบำบัดฟื้นฟูอย่างไร ติดตามอ่านได้ใน Part 3



ความคุ้นชินต่อความกลัว

เมื่ออันตรายถูกทำให้เป็นเรื่องปกติ


สิ่งที่น่ากังวลที่สุดคือ ปรากฏการณ์ Normalization of Terror หรือการที่เหยื่อเริ่มยอมรับพฤติกรรมอันตราย หรือเริ่มมองว่ามันเป็น เรื่องปกติในชีวิตคู่ เพียงเพราะความคุ้นชิน เช่น การยอมให้คนรักทำร้ายร่างกายหรือบีบคอ (Strangulation) ในระหว่างมีเพศสัมพันธ์ตามภาพที่เห็นในสื่ออนาจารที่ใช้ความรุนแรง ทั้งที่พฤติกรรมดังกล่าวส่งผลกระทบต่อร่างกายอย่างร้ายแรง เช่น ระบบไหลเวียนเลือดและสมอง


เมื่อใดก็ตามที่ความเจ็บปวดทางกายถูกมองข้ามและไม่ได้รับความใส่ใจจากคนรัก หรือคนที่เราเรียกว่าคู่ชีวิต เมื่อนั้นความสัมพันธ์กำลังส่งสัญญาณเตือนว่ามันไม่ได้ถูกขับเคลื่อนด้วยความรัก แต่กำลังถูกขับเคลื่อนด้วยกลไกอำนาจและการควบคุม (Power Dynamics)




ส่งท้ายบทความ

บทความนี้ต้องการสื่อสารความจริงกับสังคมว่า คำว่า Consent หรือ “ความยินยอมที่แท้จริง” ต้องเกิดขึ้นในสภาวะที่จิตใจมีทางเลือกอย่างอิสระและรู้สึกปลอดภัย (Safe & Free)


แต่หากความยินยอมนั้นเกิดขึ้นในขณะที่สมองและระบบประสาทกำลังตกอยู่ในสภาวะ Freeze หรือ Fawn ในทางจิตวิทยาเราจะไม่นับว่าเป็นความยินยอมพร้อมใจ แต่มันคือ กลไกการเอาตัวรอด เอาชีวิตรอด ซึ่งแน่นอนว่ามันไม่ได้บ่งบอกถึงความรัก ความสุขสมหวัง หรือความสัมพันธ์ที่ดีอย่างที่หลายๆ คนเข้าใจเลย


ในบทความถัดไปเราจะมาเจาะลึกประเด็นการล่วงละเมิดทางเพศในบริบทของครอบครัว ติดตามอ่านได้ใน Part 2



บทความที่เกี่ยวข้อง



คลิกที่ลิงก์ด้านล่าง เพื่อปรึกษานักจิตวิทยา/นักจิตบำบัดของเรา


Posted on 10 June 2026

เรียบเรียงโดย ดลนภัส ชลวาสิน (วท.ม. จิตวิทยาพัฒนาการ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย)


บทความนี้แปลและดัดแปลงเนื้อหาบางส่วนมาจาก

  • เว็บไซต์ Psychology Today

    บทความเรื่อง Sexual Abuse in Intimate Relationships: Beyond Coercion (2026)

    เขียนโดย Lisa Aronson Fontes Ph.D. รีวิวโดย Davia Sills



อ้างอิง

[1] Fontes, L. A. (2026, January 28). Sexual abuse in intimate relationships: Beyond coercion. Psychology Today. https://www.psychologytoday.com/us/blog/invisible-chains/202510/sexual-abuse-in-intimate-relationships-beyond-coercion


[2] Katz, J., & Tirone, V. (2010). Going along with it: sexually coercive partner behavior predicts dating women's compliance with unwanted sex. Violence against women, 16(7), 730–742. https://doi.org/10.1177/1077801210374867 


[3] McOrmond-Plummer, L., Levy-Peck, J.Y., & Easteal, P. (Eds.). (2016). Perpetrators of Intimate Partner Sexual Violence: A Multidisciplinary Approach to Prevention, Recognition, and Intervention (1st ed.). Routledge. https://doi.org/10.4324/9781315693422 


[4] Möller, A., Söndergaard, H. P., & Helström, L. (2017). Tonic immobility during sexual assault – a common reaction of women related to subsequent posttraumatic stress disorder. Acta Obstetricia et Gynecologica Scandinavica, 96(8), 932-938. https://doi.org/10.1111/aogs.13174 


[5] Porges, S. W. (2011). The Polyvagal Theory: Neurophysiological Foundations of Emotions, Attachment, Communication, and Self-regulation. W. W. Norton & Company. 


[6] Stark, E. (2007 & 2022). Coercive control: How men entrap women in personal life. London: Oxford University Press.


[7] Walker, P. (2013). Complex PTSD: From Surviving to Thriving. Azure Coyote Publishing. 



เนื้อหาในบทความนี้มีไว้เพื่อ ส่งเสริมให้ข้อมูลความรู้ด้านจิตวิทยา (Psychoeducation) เท่านั้น ไม่สามารถใช้ทดแทนการวินิจฉัยหรือการบำบัดรักษาได้






รู้จักกับนักจิตวิทยาการปรึกษาและนักจิตบำบัด



นัดพบนักจิตวิทยาการปรึกษาและนักจิตบำบัด



bottom of page