top of page

ถอด 7 บทเรียนความรักความสัมพันธ์ของ Gottman ตอนที่ 2

ทำไมการชื่นชมจึงเป็นหนึ่งในสิ่งสำคัญที่ช่วยปกป้องความสัมพันธ์จากการดูแคลน?

(บทเรียนจากงานศึกษาด้านความสัมพันธ์ของ Dr. John Gottman และแนวคิดจากหนังสือ The Seven Principles for Making Marriage Work)



– ใช้เวลาอ่านประมาณ 10 ถึง 12 นาที –



ความสัมพันธ์บางคู่ไม่ได้พังลงเพราะหมดรักในวันใดวันหนึ่งแต่ค่อยๆ เปลี่ยนไปทีละน้อย

จากที่เคยมองอีกฝ่ายแล้วรู้สึกว่า “คนนี้แหละที่เราอยากอยู่ด้วย” กลายเป็น “ทำไมเขาถึงเป็นแบบนี้อีกแล้ว?”


  • ภาพประกอบจากเว็บไซต์ Magnific
  • ภาพประกอบจากเว็บไซต์ Magnific


จากการหัวเราะกับมุกเดิมๆ ของกันและกัน กลายเป็นถอนหายใจ… จากการรู้สึกภูมิใจในสิ่งที่อีกฝ่ายทำ กลายเป็นมองเห็นแต่สิ่งที่เขายังทำได้ไม่ดีพอ... และเมื่อรู้ตัวอีกทีสิ่งที่หายไปก่อนความสัมพันธ์จะจบลงอาจไม่ใช่ตัว “ความรัก”เสียเอง แต่เป็นความรู้สึกชื่นชมและความรู้สึกดีที่เรามีต่อคนคนนี้


ในหนังสือ The Seven Principles for Making Marriage Work ดร. จอห์น กอตต์แมน (Dr. John M. Gottman) เสนอแนวคิดเรื่อง Fondness and Admiration หรือความรู้สึกชอบ ชื่นชม และเคารพในตัวคู่รัก ว่าเป็นองค์ประกอบสำคัญของมิตรภาพที่อยู่เบื้องหลังความสัมพันธ์ที่ดี


บทความนี้จึงไม่ได้ชวนทุกคนมาตั้งคำถามว่า “เรายังรักกันอยู่ไหม?” แต่เป็น “ท่ามกลางปัญหาทั้งหมด เรายังมองเห็นคุณค่าของคนคนนี้อยู่หรือเปล่า?” เราจะมาสำรวจเรื่องราวเบื้องหลังความรู้สึกเหล่านี้กัน


  • ภาพประกอบจากเว็บไซต์ Magnific
  • ภาพประกอบจากเว็บไซต์ Magnific
  • ภาพประกอบจากเว็บไซต์ Magnific
  • ภาพประกอบจากเว็บไซต์ Magnific
  • ภาพประกอบจากเว็บไซต์ Magnific
  • ภาพประกอบจากเว็บไซต์ Magnific



บทเรียนที่ 2 - เราชื่นชมและเห็นคุณค่าคนรักมากแค่ไหน?

(Principle 2: Nurture Your Fondness and Admiration)


ความรักกับ “ความชื่นชม” เป็นเรื่องที่ใกล้กัน แต่ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน


เวลาพูดถึงความสัมพันธ์ เรามักพูดถึงคำว่า “รัก” เป็นหลัก แต่การรักใครสักคนไม่ได้หมายความว่าเราจะชอบทุกอย่างเกี่ยวกับเขาเสมอไป


เราอาจรักเขา… แต่หงุดหงิดกับนิสัยบางอย่าง รักเขา… แต่ไม่เห็นด้วยกับวิธีตัดสินใจบางเรื่อง รักเขา… แต่เหนื่อยกับพฤติกรรมเดิมๆ ที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำอีก

สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้ในความสัมพันธ์จริงๆ ดร. กอตต์แมน จึงให้ความสำคัญกับอีกสิ่งหนึ่ง นั่นคือ Fondness and Admiration หรือความรู้สึกว่าฉันยังชอบคนคนนี้อยู่ และยังมองเห็นคุณค่าในตัวเขา


ความรู้สึกนี้ไม่ได้หมายความว่าเราต้องมองคนรักว่าสมบูรณ์แบบ แต่หมายถึงภายใต้ความไม่พอใจและความแตกต่าง เรายังมีพื้นฐานของการมองอีกฝ่ายด้วยความเคารพให้เกียรติ หรือบางคนอาจจะบอกว่ามันคือความชื่นชมและเอ็นดู


เรายังสามารถนึกถึงข้อดีของเขาได้ ยังรู้สึกขอบคุณในบางสิ่งที่เขาทำ ยังรู้สึกภูมิใจในตัวเขา และยังจำได้ว่าอะไรเคยทำให้เราเลือกคนคนนี้เข้ามาในชีวิต… เพราะคนที่เรากำลังโกรธอยู่ในวันนี้กับคนที่เราเคยรักและชื่นชมในวันแรก อาจยังเป็นคนคนเดียวกัน เพียงแต่เมื่อความผิดหวังสะสมมากขึ้น ภาพของเขาในสายตาเราจึงค่อยๆ เปลี่ยนไป


  • ภาพประกอบจากเว็บไซต์ Magnific
  • ภาพประกอบจากเว็บไซต์ Magnific


เมื่อเรามองเห็นแต่สิ่งที่ผิด… ของอีกคน


ลองนึกถึงสถานการณ์ธรรมดาๆ เช่น คนรักกลับบ้านช้าอีกแล้ว ถ้าเรากำลังรู้สึกดีและยังมีพื้นที่ทางใจให้อีกฝ่าย เราคงคิดว่า “วันนี้งานคงยุ่งมาก” แต่ถ้ามีความไม่พอใจสะสมมานาน ประโยคเดียวกันอาจกลายเป็น “ก็เป็นแบบนี้ตลอด ไม่เคยคิดถึงคนอื่นเลย”


เหตุการณ์ไม่ได้เปลี่ยนไปมากนัก แต่ความหมายที่เราใส่ให้กับเหตุการณ์นั้นเปลี่ยนไป เมื่อเราเริ่มมองอีกฝ่ายผ่านเลนส์ของความผิดหวัง เราอาจไม่ได้เห็นเพียงพฤติกรรมหนึ่งอย่าง แต่เริ่มนำพฤติกรรมนั้นไปยืนยันภาพรวมว่า… เขาเป็นคนแบบนี้


และเมื่อภาพเช่นนี้สะสมมากขึ้น ความรู้สึกชื่นชมและความเคารพก็ค่อยๆ ถูกกัดกร่อน


ดร. กอตต์แมน เชื่อมโยงประเด็นนี้เข้ากับหนึ่งในรูปแบบปฏิสัมพันธ์ที่เป็นอันตรายต่อความสัมพันธ์อย่างมาก นั่นคือการดูถูกเหยียดหยาม การดูแคลน หรือการวางตัวเหนือกว่าอีกฝ่าย (Contempt)


มันไม่ได้เป็นเพียงการไม่พอใจ แต่มีบางอย่างมากกว่านั้น มันคือการสื่อสารหรือปฏิบัติต่ออีกฝ่ายราวกับว่า ฉันดีกว่าเธอ เธอไม่ได้เรื่อง ฉันไม่นับถือเธอ อาจปรากฏผ่านการเหน็บแนม ประชดประชัน เยาะเย้ย ดูถูก หรือท่าทีที่ทำให้อีกฝ่ายรู้สึกว่าตัวเองต่ำต้อย


และนี่เป็นเหตุผลที่ ดร. กอตต์แมน เสนอว่า ทำไมความชอบชื่นชมและเห็นคุณค่าจึงทำหน้าที่เป็นยาถอนพิษ (Antidote) ต่อการดูแคลนวางตัวเหนือคนรัก… ซึ่งไม่ใช่เพราะความชื่นชมจะทำให้ความขัดแย้งหายไป แต่เป็นเพราะเมื่อเรายังมองเห็นคุณค่าของคนรัก เราจึงยังพอมีรากฐานบางอย่างที่ช่วยให้เราไม่เปลี่ยนความไม่พอใจในพฤติกรรมที่คนรักทำ ให้กลายเป็นการดูถูกตัวตนของคนคนหนึ่งไปจริงๆ


  • ภาพประกอบจากเว็บไซต์ Magnific
  • ภาพประกอบจากเว็บไซต์ Magnific
  • ภาพประกอบจากเว็บไซต์ Magnific



จะรู้ได้อย่างไรว่าความชื่นชมที่เรามีต่อคนรัก… ยังคงหลงเหลืออยู่?

กรณีศึกษา - เรื่องราวของ ดร. โรรี


ดร. กอตต์แมน ยกตัวอย่างคู่รักที่กำลังมีปัญหาอย่างหนักคู่หนึ่ง เรื่องราวของ ดร. โรรี กุมารแพทย์ผู้เก่งกาจ แต่จำไม่ได้แม้กระทั่งชื่อสุนัขในบ้านจากบทความตอนที่แล้ว


ลิซ่า ภรรยาของเขาทนกับภาวะทำงานหนักของสามีมานานหลายปี จนกระทั่งจุดแตกหักเกิดขึ้นในวันคริสต์มาส เมื่อลิซ่าตั้งใจทำเซอร์ไพรส์ด้วยการแพ็กอาหารไปปิกนิกกับลูกๆ ที่โรงพยาบาล แต่โรรีกลับแสดงสีหน้าโกรธจัดและตวาดเธอว่า “ทำแบบนี้ทำไม น่าอายชะมัด ไม่มีภรรยาหมอคนไหนเขาทำกันหรอก”


ในวินาทีนั้น มีสายโทรศัพท์จากแพทย์ประจำบ้านโทรเข้ามา สีหน้าของโรรีกลับเปลี่ยนเป็นอ่อนโยน นุ่มนวล และเป็นมิตรในทันที แต่พอวางสาย เขากลับหันมามองลิซ่าด้วยใบหน้าที่บึ้งตึงอีกครั้ง... วินาทีนั้น มีบางสิ่งในใจของลิซ่าขาดผึง เธอตระหนักได้ทันทีว่า สามีของเธอมีความสามารถที่จะใจดีได้ แต่เขาแค่เลือกที่จะไม่ใจดีกับเธอ


หลังจากเหตุการณ์นั้น ทั้งคู่เดินหน้าสู่การขอหย่า แต่ในฟางเส้นสุดท้าย ทั้งสองตัดสินใจลองเข้าสู่กระบวนการบำบัดชีวิตคู่ (Marital Counseling)


อะไรคือสิ่งที่ทำให้นักจิตวิทยามองเห็นประกายความหวังว่า ชีวิตคู่ที่ดูพังทลายคู่นี้ยังสามารถกอบกู้กลับคืนมาได้?


(ตัวอย่างนี้เป็นเพียงกรณีศึกษาที่ ดร. กอตต์แมน นำเสนอไว้ในหนังสือ The Seven Principles for Making Marriage Work ไม่ใช่กรณีศึกษาของ Mission On และไม่ได้เป็นเรื่องราวของผู้รับบริการของเรา)


  • ภาพประกอบจากเว็บไซต์ Magnific
  • ภาพประกอบจากเว็บไซต์ Magnific


ประกายความหวังในเถ้าถ่านความสัมพันธ์ อดีตบอกอนาคตได้อย่างไร?


คำตอบไม่ได้ซ่อนอยู่ในวิธีที่ทั้งคู่ทะเลาะกัน แต่อยู่ในวิธีที่พวกเขาจดจำวันแรกที่ตกหลุมรัก


แน่นอนว่าในช่วงเวลาที่เรื่องนี้เกิดขึ้น ทั้งคู่อาจยังมีความขัดแย้งและความเจ็บปวดสะสมจนแทบมองไม่เห็นทางกลับมา แต่เมื่อชวนให้ทั้งคู่มองย้อนกลับไปพูดถึงช่วงแรกของความสัมพันธ์ สิ่งที่น่าสนใจก็เกิดขึ้น


ตอนที่พูดถึงช่วงเวลาที่เริ่มจีบกันใหม่ๆ แววตาของโรรีกลับเป็นประกาย เขายิ้มและเล่าอย่างอบอุ่นว่า ลิซ่าเติบโตมาในครอบครัวที่เคร่งครัดมาก การจะชนะใจเธอและครอบครัวไม่ใช่เรื่องง่าย แต่เขาก็ตระหนักดีและวางแผนอย่างมุ่งมั่นที่จะพิชิตใจเธอ ระหว่างที่เล่า ทั้งคู่เผลอจับมือกันและส่งยิ้มให้กันอย่างเป็นธรรมชาติ


ความทรงจำเหล่านี้เป็นสัญญาณที่ดีว่า ความรู้สึกชอบและชื่นชมที่มีต่อกันอาจยังไม่ได้หายไปทั้งหมด ปฏิกิริยานี้เป็นหนึ่งในสิ่งที่  ดร. กอตต์แมน ใช้สะท้อนว่า ภายใต้ความโกรธและความขัดแย้ง ทั้งคู่ยังมีความรู้สึกดีๆ ที่หลงเหลือให้กันอยู่


ทั้งคู่ยังสามารถเล่าเรื่องราวในช่วงที่ตกหลุมรักกันได้ด้วยความอบอุ่น ยังจำได้ว่าอะไรทำให้อีกฝ่ายน่าสนใจ อะไรทำให้พวกเขาเลือกกัน และเคยรู้สึกอย่างไรเมื่อได้อยู่ด้วยกัน

สำหรับ ดร. กอตต์แมน การที่คู่รักยังคงมีพื้นฐานของความรู้สึกว่าอีกฝ่ายเป็นคนที่มีคุณค่าและควรได้รับความเคารพ เป็นสัญญาณหนึ่งที่สะท้อนว่า ความสัมพันธ์อาจยังมีพื้นฐานด้านบวกบางอย่าง ที่สามารถนำมาทำความเข้าใจต่อในกระบวนการบำบัด


(Fondness and Admiration; Gottman & Silver, 2015)


  • ภาพประกอบจากเว็บไซต์ Magnific
  • ภาพประกอบจากเว็บไซต์ Magnific
  • ภาพประกอบจากเว็บไซต์ Magnific
  • ภาพประกอบจากเว็บไซต์ Magnific

ในทางกลับกัน เขาชี้ให้เห็นถึงคู่รักอีกคู่ที่มีความขัดแย้งรุนแรงจนส่งผลย้อนกลับไปถึงความทรงจำในอดีต


คู่ของปีเตอร์และซินเธีย ที่ความสัมพันธ์ถูกทำลายด้วยความรู้สึกดูแคลน เมื่อนักจิตวิทยาถามว่าอะไรทำให้พวกเขาเคยรักกัน ทั้งคู่แทบไม่สามารถนึกถึงสิ่งดีๆ ของกันและกันได้แล้ว แม้แต่ข้อดีเพียงข้อเดียวในวันแรกที่รักกัน ความรู้สึกด้านลบได้ลุกลามย้อนกลับไปบดบังความทรงจำดีๆ ในอดีตจนหมด และกลายเป็นความสัมพันธ์ที่ไม่สามารถกอบกู้กลับมาได้อีก


บทเรียนจากเคสศึกษาในหนังสือ จึงไม่ได้ชี้ประเด็นสำคัญที่ว่า “คู่ไหนมีอดีตที่โรแมนติกกว่า?” แต่คือ “วันนี้ เมื่อเรามองย้อนกลับไป เรายังสามารถมองเห็นคุณค่าของอีกฝ่ายในเรื่องราวนั้นได้หรือไม่?”


และมันจึงเป็นหนึ่งในเหตุผลที่การย้อนมองอดีตของเรื่องราวความสัมพันธ์ จึงเป็นเสมือนหน้าต่างที่ช่วยให้เราเห็นว่า ยังมีสายสัมพันธ์ด้านบวกหลงเหลืออยู่ให้ฟื้นฟูหรือเปล่า


ในประเด็นนี้ งานวิจัยโดย บูลแมน และคณะ (Buehlman et al., 1992) ที่ศึกษาคู่แต่งงาน 52 คู่ และพบว่าข้อมูลจากการสัมภาษณ์ประวัติความสัมพันธ์ สามารถนำมาจำแนกได้ว่าคู่ใดมีแนวโน้มจะแยกทางหรือยังคงอยู่ด้วยกันในช่วงติดตามผล 3 ปี โดยมีความแม่นยำประมาณ 94% อย่างไรก็ตาม ตัวเลขนี้ไม่ได้หมายความว่า “การมองอดีตในแง่บวกเพียงอย่างเดียว” จะการันตีความสุขของชีวิตคู่ได้เสมอไป หรือยืนยันว่าชีวิตคู่จะไม่มีวันเลิกรา แต่เป็นหลักฐานที่สะท้อนว่า วิธีที่คู่รักมองและเล่าเรื่องราวความสัมพันธ์ในอดีตมักเชื่อมโยงกับแนวโน้มที่ความสัมพันธ์จะยังคงอยู่หรือจบลง (ในระหว่างช่วงติดตามผลของงานวิจัย)

  • ภาพประกอบจากเว็บไซต์ Magnific
  • ภาพประกอบจากเว็บไซต์ Magnific
  • ภาพประกอบจากเว็บไซต์ Magnific
  • ภาพประกอบจากเว็บไซต์ Magnific



ทำไม “การชื่นชม” จึงเป็นยาถอนพิษต่อการดูแคลนในความสัมพันธ์?

(The Antidote to Contempt)


ฟังดูอาจเป็นเรื่องธรรมดาที่ว่า...คนรักกันก็ต้องชอบหรือชื่นชมกันอยู่แล้ว แต่ในชีวิตจริง ความชื่นชมเป็นสิ่งที่เปราะบางเมื่อต้องเผชิญกับความเครียด ทั้งภาระจากเรื่องงานและที่บ้าน และข้อเสียของอีกฝ่ายที่โผล่ขึ้นมาทุกวัน


เมื่อความไม่พอใจสะสม ความรู้สึกของคู่รักมักไหลลงสู่หลุมพรางของการดูถูกเหยียดหยาม หรือดูแคลนคนรัก ซึ่งเป็นหนึ่งในสี่อัศวิน (Four Horsemen) หรือ 4 รูปแบบการสื่อสารในความสัมพันธ์เชิงลบที่เป็นอันตรายต่อความสัมพันธ์ หรือมักทำให้ความสัมพันธ์ต้องจบลง


โดยเฉพาะ Contempt หรือการดูถูกเหยียดหยาม ซึ่ง ดร. กอตต์แมน ถือว่าเป็นรูปแบบการสื่อสารที่อันตรายมากกว่าอัศวินรูปแบบอื่นๆ โดยเขาให้ความสำคัญว่ามันเป็นรูปแบบที่มีความสัมพันธ์กับการหย่าร้างอย่างมาก และมีความหมายในเชิงพยากรณ์สูงจากผลสรุปงานวิจัยของเขา  (Van Prooyen, 2026; Wilde, 2026) 


การดูถูกเหยียดหยาม การดูแคลน คือการมองอีกฝ่ายว่าต่ำต้อยกว่า ไม่ได้เรื่อง ไร้ความสามารถ และแสดงออกผ่านการเหน็บแนม ถากถาง หรือภาษากายในแบบอื่นๆ เช่น การกลอกตา 


อ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับ Contempt ได้ในบทความก่อนหน้าของเราที่นี่


หนึ่งในแนวคิดสำคัญของ ดร. กอตต์แมน แนะนำว่าการสร้างความรู้สึกชอบและความชื่นชม คือแนวทางสำคัญในการใช้ตอบโต้รูปแบบการสื่อสารแบบดูถูกเหยียดหยาม ไม่เห็นคุณค่าในตัวคนรัก โดยเขาใช้คำว่า มันคือยาถอนพิษ


การหมั่นเตือนตัวเองถึงเรื่องราวดีๆ คุณสมบัติที่น่ารักน่าชื่นชมในตัวคนรัก แม้ในวันที่กำลังหงุดหงิดกับนิสัยบางอย่างของเขาหรือขัดแย้งกัน อาจช่วยทำหน้าที่เป็นเกราะป้องกันทางอารมณ์ หรือช่วยให้เรารักษามุมมองด้านบวกที่มีต่อคนรักไว้ได้  


และอาจช่วยลดโอกาสที่ความไม่พอใจเล็กๆ จะขยายไปเป็นการดูถูกตัวตนของอีกฝ่าย ที่ทำให้เราเผลอทำร้ายจิตใจ หรือใช้คำพูดการกระทำทำลายเกียรติและศักดิ์ศรีของคนรักเมื่อเกิดความขัดแย้งในความสัมพันธ์ จนเรื่องราวบานปลาย…


  • ภาพประกอบจากเว็บไซต์ Magnific
  • ภาพประกอบจากเว็บไซต์ Magnific
  • ภาพประกอบจากเว็บไซต์ Magnific
  • ภาพประกอบจากเว็บไซต์ Magnific
  • ภาพประกอบจากเว็บไซต์ Magnific
  • ภาพประกอบจากเว็บไซต์ Magnific


การชื่นชมคนรัก ไม่ได้หมายความว่าต้องมองข้ามปัญหา


ตรงนี้สำคัญมาก เพราะการพูดว่า “ให้มองข้อดีของคนรัก” อาจฟังดูยากเกินไปสำหรับคู่ที่กำลังเผชิญปัญหาจริง


ความชื่นชมไม่ได้หมายความว่า

ต้องบอกตัวเองว่าทุกอย่างโอเค ทั้งที่ไม่โอเค ต้องให้อภัยทันที ต้องลืมเรื่องที่เคยทำให้เจ็บ ต้องยอมรับพฤติกรรมที่ทำร้ายเรา หรือห้ามรู้สึกโกรธและผิดหวัง

เราสามารถเห็นข้อดีของใครบางคนและยังไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่เขาทำ เราสามารถรักใครบางคนและยังต้องการให้เขารับผิดชอบต่อพฤติกรรมของตัวเองได้


หมายเหตุ: ในความสัมพันธ์ที่มีการควบคุม ข่มขู่ ความรุนแรง หรือการละเมิดขอบเขต ความปลอดภัยของคนในความสัมพันธ์ควรมาก่อนการพยายามซ่อมความสัมพันธ์  ดังนั้น Fondness and Admiration ไม่ควรถูกใช้เป็นเหตุผลให้ใครต้องทนอยู่กับสิ่งที่กำลังทำร้ายตัวเอง


  • ภาพประกอบจากเว็บไซต์ Magnific
  • ภาพประกอบจากเว็บไซต์ Magnific
  • ภาพประกอบจากเว็บไซต์ Magnific
  • ภาพประกอบจากเว็บไซต์ Magnific



เราจะดูแล “ความรู้สึกชื่นชม” หรือนำแนวทางนี้ไปใช้ในชีวิตจริงได้อย่างไร? 

3 แนวทางที่ชวนให้เรากลับมามองเห็นความชื่นชมในความสัมพันธ์ (ถอดบทเรียนจากแบบฝึกหัดในหนังสือ)


การชื่นชมไม่จำเป็นต้องเป็นความรู้สึกยิ่งใหญ่ แต่หลายครั้งมันถูกฝังกลบอยู่ใต้ตะกอนของความขัดแย้ง ซึ่งจริงๆ แล้วเราสามารถมองหามันได้ในรายละเอียดเล็กๆ ผ่านการฝึกฝนความคิดและการสื่อสารอย่างตั้งใจ



1. เปลี่ยนจากคิดอยู่ในใจ เป็นพูดให้อีกฝ่ายได้ยิน

(I Appreciate...)


ฝึกมองเห็นและเอ่ยปากขอบคุณในชีวิตประจำวัน ลองเลือกลักษณะด้านบวกของคนรัก (เช่น ความใจเย็น ความรับผิดชอบ อารมณ์ขัน หรือความใส่ใจ) นึกถึงเหตุการณ์จริงที่เขาเคยแสดงพฤติกรรมนั้นออกมา แล้วบอกให้อีกฝ่ายรับรู้ตรงๆ ว่าเราเห็นคุณค่าในสิ่งนั้นมากแค่ไหน (Brittle, 2026)


เช่น ลองเปลี่ยนจาก “เขาก็เป็นคนรับผิดชอบอยู่แล้ว” เป็นการบอกอย่างเฉพาะเจาะจงว่า “เราชอบที่เธอเป็นคนรักษาคำพูดนะ มันทำให้เรารู้สึกว่าไว้ใจเธอได้”

ความแตกต่างอยู่ตรงที่เราไม่ได้เพียงรับรู้ข้อดีของเขา แต่ทำให้อีกฝ่ายได้รับรู้ว่าเรามองเห็นสิ่งนั้น (และอาจบอกต่อได้ว่าเรารู้สึกขอบคุณ หรือรู้สึกในด้านบวกกับมันอย่างไร)




2. กลับไปถามว่า “ตอนแรกเราเลือกกันเพราะอะไร?”

(Revisiting Relationship History)


ชวนกันย้อนรอยความทรงจำ หาเวลาว่างที่ไม่มีสิ่งรบกวน นั่งคุยกันถึงช่วงเวลาแรกที่เราได้เริ่มต้นความสัมพันธ์มาด้วยกัน


อาจไม่จำเป็นต้องย้อนกลับไปเพื่อทำให้ทุกอย่างโรแมนติกเหมือนวันแรก แค่ลองนึกดูว่า 

“ตอนแรกอะไรทำให้เราสนใจเขา?” “ความประทับใจในตัวกันและกันตั้งแต่วันแรกหรือในช่วงแรกคืออะไร?” “ยังจำได้ไหมว่าอะไรทำให้ฉันเลือกคนคนนี้ในตอนแรก?” “มีช่วงเวลาไหนที่เรารู้สึกว่า… ดีจังที่มีคนนี้อยู่ข้างๆ?” “จำความรู้สึกตอนที่เราตกลงแต่งงานกันได้ไหม?” “ช่วงเวลาที่เราเคยจับมือผ่านความยากลำบากมาด้วยกัน มีช่วงไหนบ้าง?” “มีคุณสมบัติหรือเรื่องอะไรของเขาที่เรายังรู้สึกขอบคุณ… หรือชื่นชมอยู่จนถึงทุกวันนี้?” “เวลาที่เราเห็นไม่ตรงกัน ยังรู้สึกว่าเขาเป็นคนที่เราเคารพและให้เกียรติอยู่ไหม?”

การย้อนกลับไปมองเรื่องราวเหล่านี้ไม่ได้ทำให้ปัญหาในปัจจุบันหายไป แต่ในกรอบแนวคิดของ ดร. กอตต์แมน การพูดถึงความทรงจำที่ดีและสิ่งที่เคยทำให้เราเลือกกัน อาจช่วยเปิดพื้นที่ให้คู่รักได้กลับมามองด้านบวกของความสัมพันธ์และเรื่องราวที่เคยมีร่วมกันได้อีกครั้ง (Gottman & Silver, 2015; Wilde, 2026)


มันอาจช่วยให้เราเห็นว่า ความสัมพันธ์นี้ยังมีเรื่องราวดีๆ ที่เก็บสะสมไว้อยู่ไม่น้อย และมันคงน่าเสียดาย หากยอมให้ความขัดแย้งครั้งล่าสุดมาหักลบความผูกพันดีๆ เหล่านี้ไปเสียหมด 




3. ฝึกมองคนรักให้รอบด้าน

(Practicing a Positive Perspective)


ลองปรับเปลี่ยนชุดความคิดเดิมของเรา ด้วยการมองให้รอบด้านมากขึ้น การติดกับดักความคิดลบ ทำให้เมื่อเราไม่พอใจใคร ก็มักมองเห็นข้อบกพร่องของคนนั้นได้ง่ายเป็นพิเศษ


การฝึกนึกถึงคุณสมบัติและข้อดีที่มีอยู่จริงของอีกฝ่ายอย่างสม่ำเสมอ แม้จะเป็นเรื่องเล็กน้อย อาจช่วยให้เราไม่เผลอมองเห็นเฉพาะข้อบกพร่องในช่วงที่กำลังไม่พอใจ


ลองสังเกตตัวเองว่า ในช่วงที่กำลังโกรธหรือผิดหวัง เรากำลังมองเห็นเพียงพฤติกรรมหนึ่งอย่าง หรือกำลังสรุปไปแล้วว่าคนรักของเราเป็นแบบนี้

“เขาเป็นคนเห็นแก่ตัว” “เธอไม่เคยสนใจเรา” “เขาก็เป็นแบบนี้มาตลอด”

การกลับมามองให้ละเอียดขึ้นไม่ได้หมายความว่าเราต้องหาข้อแก้ตัวให้อีกฝ่าย หรือมองข้ามปัญหาที่เกิดขึ้น แต่เป็นการแยกระหว่าง “สิ่งที่เขาทำ” กับ “คุณค่าของเขาทั้งหมดในฐานะคนคนหนึ่ง” ออกจากกัน เพื่อฝึกระวังไม่ให้ความผิดหวังจากเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่ง ขยายวงกว้างจนกลายเป็นการตัดสินคุณค่าทั้งหมดในตัวตนของคนรัก


ในบางครั้งความสัมพันธ์ต้องการทั้งสองอย่างควบคู่ไปด้วยกัน การกล้าพูดถึงสิ่งที่ทำให้เราเจ็บ และ การไม่ปล่อยให้ความเจ็บนั้นกลบภาพดีๆ ที่เป็นข้อเท็จจริงของอีกฝ่ายทั้งหมด





ส่งท้ายบทความ


ข้อเท็จจริงจากบทเรียนที่สองนี้คือ ความรู้สึกชื่นชมอาจไม่ได้ทำให้เราทะเลาะกันน้อยลง…


ความสัมพันธ์ที่ยืนยาวไม่ได้หมายความว่าเราจะไม่มีวันที่รู้สึกหงุดหงิดกับคนรัก ในความสัมพันธ์เราอาจยังเถียงหรือขัดแย้งกันเรื่องเงิน งานบ้าน เวลาครอบครัว การเลี้ยงลูก หรือเรื่องเล็กๆ ที่สะสมจนกลายเป็นเรื่องใหญ่ แต่เป้าหมายของบทเรียนนี้ไม่ใช่การหยุดทะเลาะ


แต่ละฝ่ายอาจรู้จักข้อเสียของคนรักเป็นอย่างดี เคยผิดหวัง เคยทะเลาะ หรือเคยตั้งคำถามกับความสัมพันธ์นี้ แต่ภายใต้สิ่งเหล่านี้ เราทั้งคู่ก็ยังคงรู้สึกว่า “แม้เราจะเห็นไม่ตรงกัน… แต่ฉันยังจำได้ว่าคนตรงหน้าคือคนที่ฉันรัก เคารพ และเห็นคุณค่าอยู่”


สำหรับ ดร. กอตต์แมน นี่คือหัวใจของบทเรียนเรื่อง Fondness and Admiration ที่ไม่ใช่การสร้างภาพว่าความสัมพันธ์สมบูรณ์แบบ แต่เป็นการดูแลไม่ให้ความผิดหวังในแต่ละวันค่อยๆ กลบสิ่งดีทั้งหมดที่เคยทำให้เราเห็นคุณค่าในตัวคนรัก


ชีวิตแต่งงานของ ดร. โรรี และลิซ่า ไม่ได้กลับมาราบรื่นในชั่วข้ามคืน แต่การค้นพบประกายความชื่นชมที่ยังเหลืออยู่ ได้กลายเป็นจุดเริ่มต้นให้โรรีปรับเปลี่ยนตารางงาน ลดภาระหน้าที่ในโรงพยาบาล และกลับมานั่งร่วมโต๊ะอาหารเย็นกับครอบครัวทุกวัน ทั้งคู่กลับมาจับมือและใช้ชีวิตคู่ร่วมกันได้อีกครั้ง


ความรักอาจเริ่มต้นจากแรงดึงดูด แต่ความสัมพันธ์ที่ยืนยาวยังคงอาศัยมากกว่าแค่เพียง “สายตาที่ยังคงมองเห็นคุณค่าในตัวกันและกัน” เรายังมีบทเรียนอื่นๆ ให้อ่านในสัปดาห์ต่อไป


หากคุณเป็นคนหนึ่งที่อ่านมาถึงตรงนี้ แล้วเกิดคำถามว่า “ชีวิตคู่ของเรา จะไปต่อด้วยกันได้ไหม?” ถ้าคำตอบในวันนี้คือ...ยังนึกไม่ออก ก็ไม่ได้หมายความว่าความสัมพันธ์จะต้องจบลงแน่นอน แต่มันอาจเป็นสัญญาณที่ช่วยเตือนเราว่า มีบางอย่างในความสัมพันธ์ที่ควรได้รับการสำรวจอย่างจริงจังมากขึ้น


เพื่อค่อยๆ ทำความเข้าใจว่า ความชื่นชมของเราหายไปตรงไหน? อะไรทำให้มันหายไป? และยังมีอะไรเหลืออยู่บ้าง?... ไม่ใช่แค่เพียงการบังคับตัวเองให้คิดบวก 






Mission On เชื่อว่าความสัมพันธ์ที่ดีไม่จำเป็นต้องสมบูรณ์แบบ แต่ควรเป็นพื้นที่ที่คนสองคนสามารถเรียนรู้ เข้าใจ และดูแลกันได้อย่างปลอดภัย 


สิ่งที่ช่วยประคองความสัมพันธ์จึงไม่ได้มีแค่การเรียนรู้ว่าจะแก้ปัญหาอย่างไร แต่อาจเริ่มจากการไม่ลืมว่า ก่อนที่เราจะกลายมาเป็นคู่ที่ต้องแก้ปัญหาด้วยกัน… เราเคยเป็นคนสองคนที่รักและผูกพันกันมาก่อน


หากคุณและคนรักกำลังเผชิญกับความขัดแย้งเรื้อรัง ความห่างเหิน หรือรูปแบบการสื่อสารที่ยากจะคลี่คลายด้วยตัวเอง การพูดคุยกับนักจิตวิทยาหรือนักจิตบำบัดคู่รักอาจเป็นอีกพื้นที่หนึ่งในการทำความเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างกัน


คลิกที่ลิงก์นัดหมายด้านล่าง เพื่อพูดคุยกับนักจิตวิทยา/นักจิตบำบัดของเรา


บทความที่เกี่ยวข้อง



Posted on 25 September 2026

เรียบเรียงโดย ดลนภัส ชลวาสิน (วท.ม. จิตวิทยาพัฒนาการ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย)


บทความนี้เป็นการเรียบเรียงและสังเคราะห์แนวคิดด้านจิตวิทยาความสัมพันธ์จาก The Seven Principles for Making Marriage Work (2015) โดย John M. Gottman และ Nan Silver รวมถึงแหล่งข้อมูลที่เกี่ยวข้อง โดยปรับโครงสร้าง ภาษา และตัวอย่างเพื่อวัตถุประสงค์ด้านการให้ความรู้


เนื้อหานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อการเรียนรู้ทั่วไป ไม่สามารถใช้ทดแทนการประเมินทางคลินิก การวินิจฉัย หรือการบำบัดรักษาเฉพาะบุคคลได้


หากความสัมพันธ์มีความขัดแย้งรุนแรง การควบคุม การข่มขู่ ความรุนแรง หรือการละเมิดขอบเขต ความปลอดภัยและการได้รับความช่วยเหลือที่เหมาะสมควรมาก่อนการพยายามฟื้นฟูซ่อมแซมความสัมพันธ์



อ้างอิง


[1] Brittle, Z. (2026, May 18). Share fondness and admiration. The Gottman Institute. https://www.gottman.com/blog/share-fondness-and-admiration 


[2] Buehlman, K. T., Gottman, J. M., & Katz, L. F. (1992). How a couple views their past predicts their future: Predicting divorce from an oral history interview. Journal of Family Psychology, 5(3–4), 295–318. 


[3] Gottman, J. M., & Silver, N. (2015). The seven principles for making marriage work: A practical guide from the country's foremost relationship expert (2nd ed.). Harmony.


[4] Van Prooyen, E. (2026, May 11). This one thing is the biggest predictor of divorce. The Gottman Institute. https://www.gottman.com/blog/this-one-thing-is-the-biggest-predictor-of-divorce/ 


[5] Wilde, E. (2026, September 21). The four horsemen: Contempt. The Gottman Institute. https://www.gottman.com/blog/the-four-horsemen-contempt/ 





รู้จักกับนักจิตวิทยาการปรึกษาและนักจิตบำบัด



นัดพบนักจิตวิทยาการปรึกษาและนักจิตบำบัด

  

bottom of page