Silent Treatment เมื่อความเงียบเจ็บกว่าคำพูดต่อว่าแรงๆ
—ทำไมการถูกนิ่งเงียบใส่ถึงเจ็บปวดลึกถึงระดับสมอง?
(Silent Treatment Part 1)
ทำไมการถูกเมิน หรือถูกนิ่งเงียบใส่ ถึงเจ็บปวด?
ทะเลาะกันทีไรเป็นต้องเจอแบบนี้ทุกที หลายคนถูกเมินแชท ถูกนิ่งใส่ ทำเหมือนเราเป็นอากาศธาตุกลางวงสนทนา สำหรับบางคน “ความเงียบนี้” อาจลากยาวออกไปเป็นสัปดาห์ เดือน หรือเป็นปี จนเริ่มรู้สึกว่านี่ไม่ใช่การเงียบเพื่อขอสงบสติอารมณ์ แต่เป็นการลงโทษเพื่อทำให้เรารู้สึกเจ็บปวด หรืออีกฝ่ายมีเจตนาต้องการควบคุมสถานการณ์บางอย่างโดยไม่สนใจว่าเราจะรู้สึกอย่างไร
Silent Treatment คืออะไร?
การนิ่งเงียบใส่กัน หรือ Silent Treatment คือการจงใจหยุดสื่อสาร หยุดตอบโต้ ปฏิเสธที่จะพูดคุย ในภาษาพูดทั่วไปเราจะคุ้นเคยกันดีว่ามันคือ “การเย็นชาใส่ ทำมึนตึง เมินใส่ หรือทำเหมือนเราไม่มีตัวตน”
(ในทางคลินิกจะเรียกว่า “การตัดขาดหรือแบนจากกลุ่ม” หรือ Ostracism)
และมันอาจมาในรูปแบบอื่นๆ ดังนี้ 🔵 การกีดกันไม่ให้อีกคนร่วมกิจกรรม 🔵 พูดคุยกับคนอื่นแต่เจาะจงข้ามคนๆ หนึ่งไปอย่างจงใจ 🔵 ตอบคำถามแบบตัดบทเพื่อรีบๆ จบบทสนทนา 🔵 เลี่ยงไม่สบตา ไม่รับรู้การมีตัวตนของอีกฝ่าย
ในทางจิตวิทยา Silent Treatment ถูกมองว่าเป็นรูปแบบหนึ่งของการบงการ ควบคุม ล่อลวงจิตใจ หรือชักจูงทางอารมณ์ (Emotional Manipulation) และอาจถือเป็นการทำร้ายจิตใจ (Psychological Abuse) เพราะมันคือพฤติกรรมที่ใครคนหนึ่งต้องการปั่นหัว เล่นกับความรู้สึกหรือใช้อารมณ์เป็นเหยื่อล่อ โดยมีเจตนาเพื่อครอบงำความรู้สึกนึกคิด การกระทำของคนอื่น ให้เป็นไปในแบบที่ตัวเองต้องการ หรือหวังผลเพื่อประโยชน์ของตัวเองอย่างแนบเนียน
สิ่งนี้สามารถเกิดขึ้นได้ในเกือบทุกบริบท ไม่ว่าจะเป็นระหว่างคนในที่ทำงาน เพื่อน สมาชิกในครอบครัว และคนรัก โดยเฉพาะในความสัมพันธ์ใกล้ชิดมันถูกมองว่าเป็น “การละเลยหรือการทอดทิ้งทางจิตใจ” (Emotional Abandonment)
เช่น บางคนอยู่ด้วยกันแต่รู้สึกว่าเหมือนตัวคนเดียว มีตัวตนแต่ไม่มีใครมองเห็นความรู้สึกของเรา เหมือนพูดกับกำแพง
และเป็นรูปแบบหนึ่งของพฤติกรรม Passive-Aggressive หรือ “การต่อต้านแบบเงียบ”
เช่น โกรธแต่ไม่พูดตรงๆ แสดงออกอย่างประชดประชัน ซึ่งจะกลายเป็นการแสดงความก้าวร้าวแบบอ้อมๆ เฉือดเฉือนใจคนรักแบบไม่รู้ตัว
Silent Treatment ยังรวมถึงพฤติกรรมแบบนี้ด้วย
1. พ่อแม่เพิกเฉยต่อลูก 2. รวมกลุ่มกันกีดกันใครคนหนึ่งออกจากกลุ่ม เช่น แบนเพื่อน หรือตัดใครบางคนออกจากโปรเจกต์งาน 3. การถูกแบนบนโลกออนไลน์ (Online Ostracism หรือ Cyber-ostracism)
การถูกเมินหรือถูกตัดออกจากกลุ่มในโลกออนไลน์ เช่น ทักแชทกลุ่มแล้วไม่มีใครตอบ หรือโดนเตะออกจากกลุ่มโซเชียลโดยไม่บอกเหตุผล ซึ่งส่งผลกระทบต่อจิตใจไม่ต่างจากการถูกทอดทิ้งในชีวิตจริง (Schneider et al., 2017)
4. การแสดงออกทางสีหน้าหรือท่าทางที่บ่งบอกถึงความโกรธโดยไม่พูด 5. การตัดขาดจากครอบครัว เช่น คำที่เราคุ้นเคยกันดีคือ ตัดหางปล่อยวัด ตัดพ่อตัดลูก ตัดแม่ตัดลูก (Disownment) 6. การใช้บุคคลที่สามมาข่มขู่ เช่น แทนที่จะเคลียร์เอง กลับไปฝากคนอื่นมาพูดขู่ หรือใช้คนกลางมาสร้างความกดดันให้อีกฝ่ายหวาดกลัว 7. แสดงความก้าวร้าวประชดประชันทางอ้อม เช่น โพสต์ข้อความกระทบกระเท ียบผ่านโซเชียลมีเดีย หรือโพสต์ลอยๆ โดยไม่ระบุชื่อ (แต่คนอ่านรู้ว่าหมายถึงใคร) เพื่อให้อีกฝ่ายเสียหน้าหรือเจ็บใจ
คนที่ถูกเมินหรือถูกแบนออกจากหลุ่ม มักบรรยายความรู้สึกว่า “รู้สึกเหมือนตัวเองถูกด้อยค่าความเป็นคน”
และมักเชื่อว่าอีกฝ่ายที่กับเขาแบบนี้ก็มองว่าเขาไร้ค่า ไม่ได้มองเห็นเขาเป็นคนๆ หนึ่งเช่นกัน
(Silent treatment - https://www.goodtherapy.org/blog, 2018)
ทำไมเรื่องนี้ถึงเจ็บปวด ทั้งๆ ที่เป็นแค่เรื่อง “ความเงียบ”
คำถามที่พบบ่อย “ทำไมการถูกเมินถึงเจ็บปวดขนาดนี้?”
ในทางจิตวิทยา “การถูกนิ่งเงียบใส่” อาจส่งผลร้ายมากกว่าที่เราคิด... เพราะมนุษย์เป็นสัตว์สังคม และตั้งแต่ยุคโบราณการถูกขับไล่ออกจากกลุ่ม อาจหมายถึงอันตรายที่ถึงแก่ชีวิต สมอง ของเราจึงไวต่อสิ่งนี้มาก (Spoor & Williams, 2011)
ดังนั้นเมื่อเจอพฤติกรรมแบบนี้ปฏิกิริยาความเครียด (Stress Response) ในร่างกายจะถูกกระตุ้นขึ้นมาอย่างรุนแรง และเป็นเหตุผลว่าทำไมการถูกเมินถึงทำให้เรารู้สึกอึดอัด เจ็บปวด
บางคนจึงเลือกใช้ความเงียบมาเป็น “บทลงโทษ” เพื่อทำให้อีกฝ่ายรู้สึกเจ็บปวดจริงๆ
“ความเงียบ” ยังเป็นสิ่งที่สร้างบรรยากาศความกลัวและความกดดัน เมื่อมันสามารถทำให้คนที่อยู่ในความสัมพันธ์รู้สึกไม่ปลอดภัย ต้องคอยพะวงและวิตกกังวลตลอดเวลา มันจึงอาจเปลี่ยนปลายทางของบทลงโทษนี้ ให้กลายเป็นความทุกข์ระทมยาวนานมากกว่าที่คิด
โดยเฉพาะในบริบทของความสัมพันธ์ใกล้ชิด ที่การเป็นมนุษย์ธรรมดาทำให้เราทุกคนยังโหยหาการได้เชื่อมสัมพันธ์ หรือการมีใครสักคนที่คอยเอาใจใส่ คอยสนับสนุนให้การช่วยเหลือ และได้มีตัวตนในสายตาของใครๆ
จึงไม่น่าแปลกใจว่าเมื่อสิ่งนี้ถูกริดรอนออกไป บางคนจึงรู้สึกเหมือนว่าตัวเองถูกปฏิเสธ ถูกปฏิบัติอย่างไม่ยุติธรรม หรือได้รับความทรมานใจมาอย่างยาวนานจนทนไม่ไหว และในกรณีที่อยากลุกขึ้นมาตอบโต้กลับ เขาอาจแสดงอารมณ์โกรธฉุนเฉียว ซึ่งมันจะยิ่งทำให้สถานการณ์ความขัดแย้งรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ (ยิ่งโต้ตอบยิ่งไม่เข้าใจกัน บาดหมางมากกว่าเดิม)
แอนนา เดรเชอร์ (Anna Drescher) นักเขียนผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิต ได้รวบรวมเหตุผลทางจิตวิทยาไว้ 4 ข้อว่าทำไมการถูกนิ่งเงียบใส่ถึงเจ็บปวด
1. สร้างความเจ็บปวดทางใจที่เกิดจากการถูกปฏิเสธหรือถูกทอดทิ้ง
(Social Pain)
สิ่งนี้อาจนำไปสู่ความเศร้า โดดเดี่ยว และรู้สึกว่าตัวเองถูกปฏิเสธ ไม่เป็นที่รัก ไม่เป็นที่ยอมรับ
(Agarwal & Prakash, 2024)
2. เจ็บเหมือนมีบาดแผลบนร่างกาย
งานวิจัยพบว่าการถูกนิ่งเงียบใส่ ไปกระตุ้นสมองส่วนเดียวกับที่รับรู้ “ความเจ็บปวดทางร่างกาย” ดังนั้นมันช่วยย้ำได้ดีเลยว่า ในความเป็นจริงมันสร้างความเจ็บปวดได้ลึกซึ้ง ไม่ต่างจากการทำร้ายอีกคนให้มีบาดแผลทางร่างกายเลย
(Cheng et al., 2022)
3. ยิ่งคิดยิ่งวิตกกังวล
(Anxiety)
การขาดการสื่อสารทำให้เกิดภาวะค้างคา (Lack of closure) ผู้ถูกกระทำมักจะคิดวนเวียนถึงสาเหตุ (Rumination) และกังวลไปเรื่อยว่าความขัดแย้งจะแก้ไขได้หรือเปล่า ปัญหานี้จะจบลงได้เมื่อไหร่
(Gupta & Gupta, 2023)
4. สุขภาวะทางจิตใจแย่ลง
(Wellbeing)
เพราะการถูกนิ่งเงียบใส่สร้างความทุกข์ทางอารมณ์ และทำให้รู้สึกโดดเดี่ยวอย่างมาก หากมันเกิดขึ้นยาวนานและเรื้อรังอาจนำไปสู่อาการซึมเศร้าต่างๆ เช่น ความเศร้าที่ยาวนานเกินปกติ อาการเฉยเมยไม่แยแส และรู้สึกว่าตัวเองไร้ค่า
(Gupta & Gupta, 2023)
ผลกระทบอื่นๆ
ต้องบอกว่าฝ่ายผู้กระทำที่ใช้ความเงียบเป็นบทลงโทษ ก็ได้รับผลกระทบไม่แตกต่างกัน
เพราะการนิ่งเงียบไปเลยนั้นขัดต่อธรรมชาติการเป็นมนุษย์ของเราที่ต้องการสื่อสาร การต้องฝืนนิ่งเพื่อปิดกั้นอารมณ์ไม่พูดออกไปต้องใช้ความพยายามอย่างมาก จนอาจทำให้คนที่เป็นฝ่ายเงียบรู้สึก “เหนื่อยล้าทางอารมณ์” (Emotionally Draining) ไปเสียเอง
และการที่ไม่ได้จัดการอารมณ์อย่างตรงไปตรงมา หรือหาทางออกอย่างสร้างสรรค์ จะทำให้ความโกรธและความคับข้องใจยังคงสะสมค้างคาอยู่ข้างใน
(Agarwal & Prakash, 2022)
ผลกระทบต่อความสัมพันธ์ของเรา คือวงจรความขัดแย้งที่ไม่มีวันจบ
การถูกเมินใส่ โดนนิ่งเงียบใส่ซ้ำๆ คล้ายมีระเบิดเวลาที่ค่อยๆ บ่อนทำลายความไว้เนื้อเชื่อใจและความรู้สึกปลอดภัยให้ตายไปช้าๆ (Gottman & Krokoff, 1989) บรรยากาศในความสัมพันธ์จึงเต็มไปด้วยความบาดหมาง ไม่ลงรอย บางคนอาจมีความกลัว ความกังวลสะสม ที่คอยขัดขวางไม่ให้เกิดความเข้าใจและความใกล้ชิดอย่างที่ใจต้องการเสียที
ติดตามอ่าน “วิธีการรับมือกับ Silent Treatment” ได้ในบทความถัดไปของ Mission On
คลิกที่ลิงก์ด้านล่าง เพื่อปรึกษา นักจิตวิทยา/นักจิตบำบัดของเรา
Posted on 4 March 2026
โดย ดลนภัส ชลวาสิน (วท.ม. จิตวิทยาพัฒนาการ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย)
บทความนี้แปลและดัดแปลงเนื้อหาบางส่วนมาจาก
เว็บไซต์ Good Therapy
บทความเรื่อง Silent Treatment (2018)
เว็บไซต์ Positive Psychology
บทความเรื่อง Decoding what silent treatment means for couples (2025)
เขียนโดย Anna Drescher รีวิวโดย Maike Neuhaus Ph.D.
เว็บไซต์ Psychology Today
บทความเรื่อง Why the silent treatment is such a destructive form of passive-aggression (2022)
เขียนโดย Bernard Golden, Ph.D. รีวิวโดย Jessica Schrader
อ้ างอิง
[1] Agarwal, S., & Prakash, N. (2022). When silence speaks: Exploring reasons of silent treatment from perspective of source. International Journal of Trend in Scientific Research and Development, 6(3), 1458–1472.
[2] Agarwal, M. S. & Prakash, N. (2024). Psychological costs and benefits of using the silent treatment. Quest Journal of Research in Humanities and Social Science, 10(4), 49–54.
[3] Cheng, S., Li, S. J., Zheng, Z. X., & Zhang, D. D. (2022). Brain basis of physical pain and social pain. Sheng li xue bao:[Acta Physiologica Sinica], 74(4), 669–677.
[4] Gupta, P. & Gupta, R. (2023). What is the psychology behind ostracism or “silent treatment” and what to do with such abuse? Journal of Clinical & Community Medicine, 5(3), 000215.
[5] Drescher, A. (2025, September 11). Decoding what silent treatment means for couples. PositivePsychology.com. https://positivepsychology.com/silent-treatment/
[6] Golden, B. (2022, September 11). Why the silent treatment is such a destructive form of passive-aggression. Psychology Today. https://www.psychologytoday.com/us/blog/overcoming-destructive-anger/202209/why-the-silent-treatment-is-such-destructive-form-passive
[7] Schneider, Frank & Zwillich, Britta & Germann, Melanie & Hopp, Frederic & Reich, Sabine & Vorderer, Peter. (2017). Social media ostracism: The effects of being excluded online. Computers in Human Behavior. 73. 385–393. 10.1016/j.chb.2017.03.052.
[8] Silent treatment - https://www.goodtherapy.org/blog. GoodTherapy Blog. (2018, November 27). https://www.goodtherapy.org/blog/psychpedia/silent-treatment
[9] Spoor, J. R., & Williams, K. D. (2011). The evolution of an ostracism detection system. In J. P. Forgas, M. G. Haselton & W. von Hippel (Eds.), Evolution and the social mind: Evolutionary psychology and social cognition (pp. 279–292). Psychology Press.






















































