เมื่อ Silent Treatment ไม่ใช่แค่การใช้ความเงียบมาคุยกัน เราจะ รับมืออย่างไร?
—แยกให้ออกอะไรคือการเงียบเพื่อถอยไปตั้งหลัก และแบบไหนคือการเงียบเพื่อทำร้าย
(Silent Treatment Part 2)
สิ่งสำคัญที่เราควรรู้ไว้คือ การนิ่งเงียบใส่กันแบบจงใจทำร้ายจิตใจ และการนิ่งเงียบเพื่อขอสงบสติอารมณ์นั้นต่างกัน
การนิ่งเงียบปิดกั้น (Stonewalling) มักเกิดขึ้นชั่วคราวระหว่างการพูดคุย เพื่อตัดบทหรือหยุดการโต้เถียงชั่วคราว ฝ่ายที่นิ่งเงียบอาจทำไปโดยมีเจตนาเพื่อหนีหรือเพื่อปกป้องตัวเอง ซึ่งบ่อยครั้งมันเกิดจากความกลัวไม่กล้าขัดแย้ง เช่น ไม่อยากมีเรื่อง ไม่อยากทะเลาะหรือทำให้ปัญหาบานปลายกว่าเดิม มากกว่าจะทำไปด้วยเจตนาร้าย แต่แน่นอนว่าถ้ามันเกิดขึ้นบ่อยครั้งจนเป็นนิสัย พฤติกรรมนี้อาจกลายเป็นกำแพงที่คอยผลักคนรักให้ไกลออกไปกว่าเดิม
รู้จัก Stonewalling ให้มากขึ้นอ่านต่อที่นี่
ในขณะที่ Silent Treatment มักไม่เกิดขึ้นแค่ชั่วคราว แต่อาจกินเวลาหลายวัน จนเป็นสัปดาห์ เข้าหลักเดือน หรือยาวเป็นปี และมักถูกใช้เป็นเครื่องมือในการลงโทษ บงการควบคุม หรือพยายามมีอำนาจเหนืออีกฝ่ายในความสัมพันธ์
และทั้ง 2 สิ่งนี้แตกต่างจากการขอเวลานอก เพื่อพักสงบสติอารมณ์ (Time-out) เช่น การบอกว่า “ตอนนี้ฉันกำลังโกรธมาก ขอไปอยู่เงียบๆ เพื่อคิดทบทวนก่อนแล้วค่อยกลับมาคุยกัน” ซึ่งเป็นวิธีที่ดีต่อสุขภาพจิตใจมากกว่า เพราะเป็นการจัดการอารมณ์ตัวเองเพื่อรอให้อารมณ์สงบและมีสติพร้อมที่จะสื่อสารอย่างสร้างสรรค ์กับอีกฝ่าย ซึ่งตรงข้ามกับ Stonewalling และ Silent Treatment ที่เป็นการปิดกั้นการสื่อสารซึ่งมักทำให้ปัญหาบานปลาย
ยกตัวอย่างเพื่อให้เห็นภาพมากขึ้น
การถอยไปตั้งสติอย่างเหมาะสม
(Healthy Disengagement)
คือเมื่อฝ่ายหนึ่งรู้ตัวว่าอารมณ์ร้อนเกินไป ถ้าคุยต่ อจะพังแน่ๆ มีแต่จะทำให้ความตึงเครียดบานปลาย จึงขอเวลาไปทบทวนตัวเอง (สำรวจความรู้สึกตัวเอง และมองภาพรวมสถานการณ์ให้ชัดเจนและเป็นกลางมากขึ้น)
บางคนเงียบเพราะ “อารมณ์ท่วมท้น” (Emotional Flooding) จนร่างกายเข้าสู่สภาวะชัตดาวน์ (Physiologically shut down) ในเวลานี้ร่างกายจะไม่สามารถประมวลผลหรือโต้ตอบได้ พฤติกรรมนี้เกิดจากการขาดทักษะในการกำกับควบคุมอารมณ์ ไม่ใช่เจตนาที่จะทำร้ายกันแต่อย่างใด หรือในกรณีที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งรู้สึกไม่ปลอดภัยที่จะคุยต่อ การถอยออกมาก็เป็นสิ่งที่จำเป็น ยกตัวอย่างเช่น
☑️ ใช้ประโยค I-Statement
“ตอนนี้ฉันรู้สึกโกรธมากและไม่อยากพูดคำที่ทำร้ายใจกัน ขอเวลาไปสงบสติอารมณ์คนเดียวสัก 1 ชั่วโมง แล้วเราค่อยกลับมาคุยกันใหม่นะ” (สื่อสารอย่างเคารพให้เกียรติ และระบุเวลาที่ชัดเจนว่าจะกลับมาคุยต่อได้เมื่อไหร่)
ทำไมหลายคนถึงเลือกใช้ ความเงียบ เพื่อจัดการปัญหา และไม่ยอมสื่อสารกันตรงๆ? อ่านต่อที่นี่
เมื่อไหร่ที่ Silent Treatment กลายเป็นการทำร้ายจิตใจ
ก่อนเดินหน้าไปสู่การหาวิธีรับมือ เราควรแยกให้ออกว่า เมื่อไหร่ที่ความเงียบกลายเป็นการทำร้าย?
คำแนะนำดังต่อไปนี้จากนักจิตวิทยา ดร.เกีย-ราย พรีวิตต์ และ ดร. เบอร์นาร์ด โกลเดน แนะนำให้เราสังเกตที่ “เจตนา” ซึ่งจะช่วยให้เราเข้าใจกลไกเบื้องหลังพฤติกรรมนี้ได้ดียิ่งขึ้น
1. เข้าข่ายทำร้าย
(Abusive Silent Treatment)
หากอีกฝ่ายตั้งใจใช้ความเงียบ หรือการนิ่งเพื่อควบคุม บงการ หรือลงโทษเรา หรือตามที่ได้กล่าวถึงด้านบน สิ่งนี้ถือเป็นการทำร้ายทางอารมณ์ และเป็นสัญญาณที่ไม่ดีต่อความสัมพันธ์เอาเสียเลย
เช่น บางคนใช้ความเงียบเพื่อกดดันให้อีกฝ่ายเป็นคน “บอกเลิกก่อน” เพื่อที่ตัวเองจะได้ไม่ต้องเป็นคนผิด หรือต้องมานั่งรับผิดชอบ
(Control, Punish, Manipulate)
2. เข้าข่ายพฤติกรรม Gaslighting
ในกรณีที่อีกฝ่ายพยายามบอกว่าที่เขาเงียบใส่เป็นเพราะ “ความผิดของเรา” ความเงียบนี้ถูกใช้เพื่อทำให้เราสงสัยในตัวเอง (Self-doubt) สับสนภายในใจ และสูญเสียความเชื่อมั่น ขาดความมั่นใจ รู้สึกด้อยค่า ซึ่งอาจมาคู่กับความรุนแรงในรูปแบบอื่น
หรือคนที่นิ่งเงียบใส่เราอาจมีแนวโน้มจะมีบุคลิกภาพแบบหลงตัวเอง (Narcissistic tendencies) งานวิจัยพบว่าคนที่มีลักษณะนี้ มักใช้วิธีนิ่งเฉยเพื่อลงโทษ ควบคุมบงการให้คนอื่นทำตามสิ่งที่ตัวเองต้องการ หาผลประโยชน์ให้ตัวเอง หรือเพื่อทำให้ตัวเองรู้สึกว่ามีอำนาจเหนือคนอื่น
3. หรือสังเกตได้จากสัญญาณเตือนเหล่านี้
ผลกระทบเมื่อเราถูกลงโทษด้วย Silent Treatment ความเงียบนี้จะสร้างบรรยากาศที่เต็มไปด้วยความกังวล ความเศร้า และทำให้เรารู้สึกว่าความสัมพันธ์นี้ไม่ปลอดภัย
สงสัยในตัวเอง
เราอาจเริ่มตั้งคำถามว่า “ฉันทำอะไรผิด?” และกลายเป็นคนวิตกกังวล ระแวดระวังเกินเหตุตลอดเวลา (Hypervigilant) เพื่อหาว่าตัวเองทำอะไรผิดพลาดไป
กระทบต่อความสัมพันธ์
ความเชื่อใจถูกทำลาย และทำให้ฝ่ายที่ถูกเมินรู้สึกอยากตอบโต้ด้วยความรุนแรงกลับไป (เกิดปัญหาความขัดแย้งเรื้อรังรุนแรง ไม่มีแนวโน้มว่าจะจบลงง่ายๆ)
เห็นใจ ตามใจ ยอมตามคนอื่น จนเผลอใจร้ายกับตัวเอง
สำหรับคนที่ชอบตามใจ เอาใจคนอื่น (People-pleaser) หรือมีประวัติบาดแผลทางใจ (Trauma) การถูกคนรักหรือคนใกล้ชิดเงียบใส่ อาจทำให้รู้สึกกลัวอย่างมาก จนยอมทำบางสิ่งที่เป็นการขัดแย้งหรือละเลยความต้องการของตัวเอง ด้อยค่า ไม่ให้เกียรติตัวเอง เพียงเพื่อให้อีกฝ่ายกลับมาสื่อสารด้วย ซึ่งสุดท้ายแล้วจะไม่เป็นผลดีกับใครเลย
—Kia-Rai Prewitt, Ph.D. นักจิตวิทยา และ Bernard Golden, Ph.D. นักจิตวิทยาและนักเขียน ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการควบคุมความโกรธ
วิธีโต้ตอบและรับมือเมื่อเราเป็นฝ่ายถูกเงียบใส่
ดร.เกีย-ราย แนะนำว่าไม่มีวิธีที่ตายตัว แต่ให้เริ่มจากการ ประเมินเป้าหมายและความปลอดภัย ของตัวเราเองก่อน
1. ประเมินความปลอดภัย
ลองถามตัวเองดูว่า “เรารู้สึกปลอดภัยที่จะคุยกับเขาไหม?” ถ้าคำตอบคื อไม่ปลอดภัย ควรหาแผนสำรองเผื่อความปลอดภัยของตัวเองเอาไว้ล่วงหน้า (Safety Plan) เช่น มีเบอร์คนสนิทที่โทรหาได้ หรือมีที่พักพิงสำรอง
2. สื่อสารอย่างจริงใจและหนักแน่น
(Assertive Communication)
หากรู้สึกว่าปลอดภัยและอยากลองแก้ไขสถานการณ์ในความสัมพันธ์นี้ ให้บอกอีกฝ่ายไปตรงๆ เช่น
“ฉันรับรู้ว่าคุณกำลังมึนตึงใส่ และฉันอยากบอกว่ามันส่งผลเสียต่อฉันยังไง และอยากให้เราสื่อสารกันด้วยวิธี... (ระบุวิธีที่คุณต้องการ)”
3. ถ้าเขาไม่เปลี่ยน เราต้องเปลี่ยน
หากพยายามสื่อสารแล้ว แต่อีกฝ่ายยังใช้ความเงียบเพื่อควบคุมเราซ้ำๆ อาจถึงเวลาต้องตัดสินใจว่า “เรายังอยากเป็นส่วนหนึ่งของความสัมพันธ์นี้อยู่หรือเปล่า?”
ตัวอย่าง 8 วิธีรับมือเบื้องต้นกับ Silent Treatment
ดร. เบอร์นาร์ด โกลเดน ให้คำแนะนำว่า 8 ข้อด้านล่าง อาจช่วยให้เรารับมือกับเรื่องนี้ได้อย่างดีต่อสุขภาพจิตใจ
1. ยอมรับและถามไถ่
จำไว้ว่าปฏิกิริยาของเขาเป็นเรื่องของเขา ไม่ใช่ของตัวเรา อาจลองสื่อสารออกไปว่า เรารับรู้ว่าเขาโกรธ แต่เพราะอ่านใจไม่ได้ เลยอยากให้เขาเล่าให้เราฟังตรงๆ เพื่อที่จะช่วยแก้ปัญหาร่วมกัน โดยเน้นย้ำว่าเราพร้อมจะฟัง เช่น
“ฉันรู้ว่าคุณกำลังโกรธ และอยากฟังว่าเรื่องอะไรที่ทำให้คุณไม่สบายใจ ถ้าคุณพร้อมคุยเมื่อไหร่บอกฉันนะ”
2. รู้เท่าทันอารมณ์และไม่โทษตัวเอง
จำไว้ว่าการที่เขาเลือกใช้ความนิ่งเงียบเพื่อทำร้ายความรู้สึกเรา คือ “ทางเลือกของเขา” และมันไม่ใช่ความผิดของเรา แม้ว่าบางครั้งเราอาจมีส่วนที่ทำให้เขาเสียความรู้สึก
ดังนั้นหลีกเลี่ยงที่จะตอบโต้ด้วยความโกรธ การแสดงอารมณ์รุนแรง ไม่โทษตัวเอง หรือไปอ้อนวอนขอความเห็นใจเพื่อขอคืนดี
3. สังเกตรูปแบบพฤติกรรม
การสาดความเงียบใส่กันถ้าเกิดขึ้นนานๆ ครั้งอาจมองข้ามได้ แต่ถ้าเป็นรูปแบบที่เกิดขึ้นซ้ำๆ จนกลายเป็นนิสัยความเคยชิน เพื่อที่จะลงโทษหรือใช้ควบคุมบงการเรา
ในกรณีนี้เราควรหันกลับมาเลือกใช้ชีวิตตามความต้องการของตัวเอง หรือให้ความสำคัญกับการตัดสินใจของตัวเอง (Autonomy) แทนการคอยพะวงกับปฏิกิริยาของเขา หรือการเอาใจเพื่อขอคืนดี
4. สังเกตสัญญาณอันตรายอื่นๆ
หรือประเมินความปลอดภัย หากการนิ่งเงียบมาพร้อมกับการดุด่า ตะคอก ข่มขู่ หึงหวงเกินเหตุ ควบคุมเรื่องการใช้เงิน พยายามกีดกันเราหรือทำให้เราตัดขาดจากคนรอบข้าง ให้ถามตัวเองว่าความสัมพันธ์นี้ดียังดีต่อเราจริงๆ หรือเปล่า
5. อย่าคิดว่าตัวเองต้องเป็นคนรับผิดชอบความสัมพันธ์นี้อยู่ฝ่ายเดียว
เพราะความเงียบ เป็นสิ่งที่บอกได้อย่างชัดเจนอยู่แล้วว่า “อีกฝ่ายไม่พร้อมหรือไม่เต็มใจ” ที่จะร่วมเหนื่อย หรือร่วมมือกันเพื่อหาทางออกให้กับปัญหาความขัดแย้งในความสัมพันธ์นี้
6. อย่าคิดว่าตัวเองเหลือตัวคนเดียว
หลีกเลี่ยงการปลีกตัวออกมาอยู่คนเดียว พยายามรักษาความสัมพันธ์กับเพื่อนและครอบครัวไว้เพื่อเป็นที่ยึดเหนี่ยว
7. เมตตาต่อตัวเอง
(Self-compassion)
หรือเห็นอกเห็นใจตัวเอง ให้เกียรติความรู้สึกและตัวตนของเรา ยึดมั่นในคุณค่าของตัวเอง และแน่นอนว่ารักตัวเองให้มากๆ
8. ขอความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญ
หากรู้สึกว่าความสัมพันธ์นี้มีการทำร้ายจิตใจและร่างกายกันเกิดขึ้น (Abusive Relationship) ให้รีบปรึกษานักจิตวิทยา นักจิตบำบัด ผู้เชี่ยวชาญหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เราได้รับการดูแลเยียวยา หรือการช่วยเหลือได้อย่างเหมาะสมที่สุด
ถ้าเราเป็นฝ่ายนิ่งเงียบใส่คนอื่นเสียเอง จะเปลี่ยนได้อย่างไร? ติดตามอ่านได้ที่บทความถัดไป
บทความที่เกี่ยวข้อง
Silent Treatment (Part 3) ถอดรหัส Silent Treatment ทำไมเธอชอบเมิน นิ่งเงียบใส่เรา—ถ้าเราคือคนที่นิ่งเงียบเอง จะเริ่มแก้ไขอย่างไร?
คลิกที่ลิงก์ด้านล่าง เพื่อปรึกษานักจิตวิทยา/นักจิตบำบัดของเรา
Posted on 10 March 2026
เรียบเรียงโดย ดลนภัส ชลวาสิน (วท.ม. จิตวิทยาพัฒนาการ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย)
บทความนี้แปลและดัดแปลงเนื้อหาบางส่วนมาจาก
เว็บไซต์ Good Therapy
บทความเรื่อง Silent Treatment (2018)
เว็บไซต์ Positive Psychology
บทความเรื่อง Decoding what silent treatment means for couples (2025)
เขียนโดย Anna Drescher รีวิวโดย Maike Neuhaus Ph.D.
เว็บไซต์ Psychology Today
บทความเรื่อง Why the silent treatment is such a destructive form of passive-aggression (2022)
เขียนโดย Bernard Golden, Ph.D. รีวิวโดย Jessica Schrader
อ้างอิง
[1] Drescher, A. (2025, September 11). Decoding what silent treatment means for couples. PositivePsychology.com. https://positivepsychology.com/silent-treatment/
[2] Golden, B. (2022, September 11). Why the silent treatment is such a destructive form of passive-aggression. Psychology Today. https://www.psychologytoday.com/us/blog/overcoming-destructive-anger/202209/why-the-silent-treatment-is-such-destructive-form-passive
[3] Silent treatment - https://www.goodtherapy.org/blog. GoodTherapy Blog. (2018, November 27). https://www.goodtherapy.org/blog/psychpedia/silent-treatment
เนื้อหาในบทความนี้มีไว้เพื่อ ส่งเสริมให้ข้อมูลความรู้ด้านจิตวิทยา (Psychoeducation) เท่านั้น ไม่สามารถใช้ทดแทนการวินิจฉัยหรือการบำบัดรักษาได้












































































