top of page

เส้นทางคืนความปลอดภัยให้จิตใจ เมื่อถูกล่วงละเมิด

คู่มือจิตวิทยาในการเยียวยาบาดแผลทางใจ โดยเฉพาะในบริบทของการถูกล่วงละเมิดโดยคนใกล้ชิด หรือคนในครอบครัว

(Sexual Abuse in Relationship Part 3)



– ใช้เวลาอ่านประมาณ 9 นาที –


คำเตือนเกี่ยวกับเนื้อหา (Trigger Warning)


บทความนี้มีการกล่าวถึงกระบวนการบำบัดรักษาและฟื้นฟูจิตใจหลังเผชิญบาดแผลทางใจจากการล่วงละเมิดทางเพศ (Trauma Recovery) เนื้อหาเน้นการให้ความรู้เพื่อการเยียวยา แต่อาจกระตุ้นความทรงจำสะเทือนใจในอดีต


หากคุณกำลังอยู่ในภาวะเปราะบาง หรือเคยผ่านประสบการณ์ลักษณะนี้ โปรดดูแลตัวเองระหว่างการอ่าน และสามารถหยุดพักได้ทุกเมื่อ





หลังจากที่เราได้ทำความเข้าใจรูปแบบการใช้อำนาจกดข่มในความสัมพันธ์คู่รัก (Part 1) และความซับซ้อนของบาดแผลทางใจจากการถูกล่วงละเมิดระหว่างพี่น้องและคนในครอบครัว รวมถึงการทำลายความเงียบเพื่อหยุดวงจรบาดแผลในครอบครัว (Part 2) ไปแล้ว 


บทความในพาร์ทนี้ คือสิ่งที่ Mission On อยากส่งมอบต่อให้กับผู้ผ่านประสบการณ์บอบช้ำ คือ การทวงคืนสิทธิ์ในร่างกายและเยียวยาจิตใจตัวเอง เราอยากช่วยแนะนำแนวทางการเยียวยาและฟื้นฟูจิตใจ เพื่อเปลี่ยนผ่านจากผู้ที่ต้องแอบซ่อนบาดแผล ไปสู่การกำหนดจุดมุ่งหมายให้ชีวิตและทวงคืนขอบเขตร่างกายของตัวเองกลับมาได้อย่างปลอดภัย



3 มิติของบาดแผลทางใจจากการถูกล่วงละเมิดโดยคนใกล้ชิด 


แม้อาการและผลกระทบจากบาดแผลทางใจจากการถูกล่วงละเมิดโดยคนใกล้ชิด จะทิ้งรอยร้าวที่แผ่ขยายไปในหลายมิติของชีวิต แต่ในบทความนี้ เราอยากชวนผู้อ่านมาทำความเข้าใจ 3 มิติหลัก ได้แก่


1.  ความไว้ใจหรือเชื่อใจผู้อื่น (Trust)

เมื่อระบบการประเมินความปลอดภัยทางจิตใจพังทลาย จากเหตุการณ์ที่สร้างความบอบช้ำ อาจทำให้เกิดภาวะตื่นกลัวหรือระแวดระวังภัยตลอดเวลา (Hypervigilance) กังวลหรือกลัวว่าคนใกล้ชิดคนอื่นจะทำร้ายอีก และอาจนำไปสู่ปัญหาในการสร้างความสัมพันธ์ในอนาคต (Freyd, 1996)


2.  คุณค่าในตัวเอง (Self-worth)

ผู้ที่เผชิญเหตุการบอบช้ำทางใจมักเกิดภาวะ Toxic Shame หรือมีความละอายใจระดับลึกต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และเผลอต่อว่าหรือโทษตัวเอง (Self-blame) ว่าเป็นเพราะตัวเองไม่ดีพอ หรือเป็นคนผิดที่ปล่อยให้เกิดขึ้น (Herman, 2015)


ทำความเข้าใจความละอายใจและการโทษตัวเองจากการถูกล่วงละเมิดเพิ่มเติม ได้ในบทความ Part 2 ของเรา อ่านต่อที่นี่


3.  ความสัมพันธ์กับร่างกายของตัวเอง (Somatic / Body Disconnection)

มักเกิดภาวะ Dissociation หรือ การตัดขาดจากอารมณ์หรือร่างกายตัวเอง เช่น รู้สึกเกลียด รังเกียจ หรือรู้สึกว่าร่างกายไม่ใช่พื้นที่ปลอดภัยอีกต่อไป (van der Kolk, 2014) 


บาดแผลเกิดจากคนใกล้ชิด ในทางจิตวิทยาเรียกว่า Betrayal Trauma (Freyd, 1996) ซึ่งสร้างผลกระทบรุนแรงต่อจิตใจของผู้ถูกกระทำอย่างมาก อาจยิ่งกว่าเจอภัยพิบัติหรืออันตรายจากคนแปลกหน้ามาก เพราะเกิดขึ้นจากคนที่ใกล้ชิด คนที่เรารัก ไว้วางใจ หรือต้องพึ่งพาเพื่อความปลอดภัย... แต่กลับกลายเป็นผู้ลงมือทำร้ายเสียเอง


เกร็ดความรู้เสริม (คลิกที่ข้อความเพื่ออ่าน): จริงๆ แล้ว ผลกระทบจากบาดแผลทางใจ โดยเฉพาะการถูกล่วงละเมิดโดยคนใกล้ชิด มักแผ่ขยายไปไกลกว่า 3 มิติข้างต้น แต่ยังรวมถึงมิติด้านต่อไปนี้ด้วย หากสนใจสามารถหาข้อมูลเพิ่มเติม เช่น 1.  การกำกับควบคุมและจัดการอารมณ์ (Emotional Regulation & Window of Tolerance) เช่น การรับมือกับอารมณ์สวิงรุนแรง ภาวะอารมณ์ท่วมท้น (Emotional Flooding) หรือในทางตรงข้ามคือเกิดภาวะชาชินทางอารมณ์ (Emotional Numbing) 2.  ระบบประสาทและการระแวดระวังภัยมากเกินปกติ (Hypervigilance & Nervous System Dysregulation) ร่างกายตื่นตัวระแวงภัยตลอดเวลา นอนหลับยาก ตกใจง่าย หรือมีอาการทางกายอื่นๆ (Somatic Symptoms) โดยหาสาเหตุทางกายภาพไม่ได้ 3.  ความคิดและมุมมองต่อโลก (Cognitive Worldview & Loss of Agency) การรู้สึกว่า “โลกนี้ไม่มีที่ไหนปลอดภัยเลย” หรือสูญเสียความรู้สึกในการควบคุมและกำหนดชีวิตตัวเอง (Helplessness) 4.  ด้านจิตวิญญาณและการค้นหาความหมายของชีวิต (Existential Dimension) เกิดคำถามลึกๆ ในใจว่า “ทำไมต้องเกิดขึ้นกับเรา?” หรือการสูญเสียความเชื่อมั่นในคุณค่า ศีลธรรม หรือความหมายของการมีชีวิตอยู่ 


(อ้างอิงเรียงตามข้อ [1] Ogden et al., 2006; [2] Porges, 2011; [3] Janoff-Bulman, 1992; [4] Herman, 2015)



สมองและจิตใจมนุษย์ยืดหยุ่นและฟื้นฟูได้

(Resilience) 


การก้าวผ่านความเจ็บปวดนี้อาจไม่ใช่เรื่องง่ายและไม่สามารถทำได้ชั่วข้ามคืน แต่วิทยาศาสตร์ทางจิตวิทยาและประสาทวิทยายืนยันว่า สมองและจิตใจของมนุษย์เรามีความสามารถในการยืดหยุ่นและฟื้นคืนสภาพได้ หากได้รับเครื่องมือและการดูแลที่เหมาะสม


  • Neuroplasticity หรือ ความสามารถในการปรับเปลี่ยนของสมอง


    ด้านประสาทวิทยาการบำบัดชี้ให้เห็นว่า สมองที่เคยถูกหล่อหลอมด้วยความกลัวและบาดแผลทางใจ สามารถสร้างโครงข่ายประสาทใหม่ (Rewiring / Neural Reorganization) เมื่อได้รับการบำบัดที่เหมาะสม เช่น EMDR, Somatic Experiencing หรือ CBT (van der Kolk, 2014)


  • Resilience และ Post-Traumatic Growth

    จิตใจของมนุษย์ไม่ได้ถูกกำหนดให้พังทลายอย่างถาวร หากได้รับความช่วยเหลือที่ปลอดภัย สมองและจิตใจจะค่อยๆ คืนสู่สมดุล เยียวยา และบางคนอาจค่อยๆ ค้นพบการเติบโตหรือความหมายใหม่ของชีวิตหลังผ่านประสบการณ์บอบช้ำ (Tedeschi & Calhoun, 2004)



ปลดคลายปมความละอายใจ

ความรับผิดชอบที่ต้องถูกส่งมอบคืนให้ผู้กระทำ ไม่ใช่ผู้ถูกกระทำ


ตามโมเดลการบำบัดบาดแผลทางใจที่เป็นมาตรฐานสากล (3-Phase Model ของ Dr. Judith Herman แห่ง Harvard Medical School) กระบวนการเยียวยาจะแบ่งเป็น 3 ระยะตามลำดับ ดังนี้ 


1.  สร้างความปลอดภัยและคืนสมดุลให้ระบบประสาท (Safety & Stabilization) 2.  เผชิญหน้าและปรับความเข้าใจ (Remembrance & Mourning) 3.  กลับมาเชื่อมโยงกับตัวเองและก้าวไปข้างหน้า (Reconnection & Integration)

เมื่อร่างกายและระบบประสาทเริ่มกลับมารู้สึกปลอดภัยแล้ว หนึ่งในขั้นตอนสำคัญของกระบวนการเยียวยาคือ การปรับความคิดความเข้าใจเชิงลึก (Cognitive Restructuring) เพื่อทลายความเชื่อที่บิดเบือนไปจากความจริง เช่น “ฉันเป็นคนผิด/ฉันมีมลทิน” ให้กลายเป็นความจริงที่ว่า “ฉันเป็นเพียงคนที่ผ่านเหตุการณ์เลวร้าย และความผิดนั้นเป็นของผู้กระทำเท่านั้น”


(มักพบในการทำจิตบำบัด เช่น CBT, CPT หรือ Trauma-Focused Therapy)




ทำไมเราถึงเผลอโทษตัวเอง?

(The Psychology of Self-Blame)


จิตวิทยาและประสาทวิทยายุคใหม่ อธิบายว่าการโทษตัวเอง (Self-blame) ที่เกาะกินใจมานานหลายปี แท้จริงแล้วคือ “กลไกการเอาชีวิตรอด” (Coping Mechanism) ของระบบประสาท 


โดยเฉพาะในเด็กหรือผู้ถูกกระทำ ที่ต้องใช้ชีวิตร่วมกับผู้ใหญ่หรือคนใกล้ชิดที่เป็นอันตราย เช่น คนในครอบครัว หรือคนรัก สมองและระบบประสาทที่ต้องเผชิญกับภาวะที่ไม่สามารถสู้หรือหนีได้ จะรู้สึกว่าการยอมรับความจริงที่ว่า “คนใกล้ชิดที่ฉันต้องพึ่งพาเป็นคนอันตรายและคุมไม่ได้” เป็นเรื่องที่น่าหวาดกลัวเกินกว่าจะทนใช้ชีวิตร่วมกันต่อไปได้ (เพราะสมองจะรู้สึกตื่นตระหนกและไม่ปลอดภัย)


จิตใจจึงสร้างกลไกปกป้องตัวเองขึ้นมาว่า “เพราะฉันเป็นเด็กไม่ดี” หรือ “เพราะฉันทำพลาดเอง เรื่องนี้เลยเกิดขึ้น” เพราะการโทษตัวเองในวันนั้น ช่วยให้ผู้ถูกกระทำยังคงรู้สึกมีอำนาจควบคุม (Sense of Control) ว่าหากปรับตัวให้ดีขึ้นในอนาคต จะได้ไม่โดนทำร้ายอีก การโทษตัวเองจึงเป็นวิธีการที่ดีที่สุดที่สมองในตอนนั้นใช้เพื่อรักษาความรู้สึกปลอดภัยเอาไว้ (Janoff-Bulman, 1979)


การตระหนักรู้ข้อนี้ คือการแกะเงื่อนปมที่รัดรึงความรู้สึกผิดในใจให้ค่อยๆ คลายออก ปลดภาระความละอายใจที่ไม่ได้เป็นของเราออกไป เพื่อเปิดทางให้เราเปลี่ยนสภาวะจากความสิ้นหวัง ไปสู่การรู้สึกว่า “ฉันมีอำนาจที่จะควบคุมหรือกำหนดชีวิตของตัวเองได้อีกครั้ง” 


(จิตใจจึงสร้างกลไกปกป้องตัวเองในที่นี้ คือ ระบบประสาทอัตโนมัติและจิตใต้สำนึก ที่ทำหน้าที่ปกป้องเราเมื่อรู้ว่าสู้หรือหนีไม่ได้ จึงลดการทำงานของสมองส่วนคิด และสั่งให้เรา “เชื่อง สยบยอม และนิ่ง” เพื่อรักษาชีวิตรอด


—สามารถศึกษาเพิ่มเติมผ่านงานวิจัยรากฐานของ Janoff-Bulman, 1979 และแนวคิดด้านสมองและบาดแผลทางใจของ Dr. Bessel van der Kolk, Dr. Stephen Porges, Dr. Gabor Maté และ Pete Walker)




4 แนวทางจิตบำบัดเฉพาะทางสำหรับผู้มีบาดแผลทางใจ


เมื่อบาดแผลทางใจถูกฝังลึกอยู่ในระบบประสาท (Trauma) ในระดับที่รุนแรงหรือเรื้อรัง หากรู้สึกว่าการพูดคุยให้คำปรึกษาทั่วไปอาจไม่เพียงพอ ปัจจุบันมีแนวทางการทำจิตบำบัดเฉพาะทางที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล และมีหลักฐานงานวิจัยรองรับว่าช่วยฟื้นฟูผู้ผ่านบาดแผลทางใจจากการล่วงละเมิดได้อย่างมีประสิทธิภาพ


1.  EMDR (Eye Movement Desensitization and Reprocessing)


การบำบัดด้วยการเคลื่อนไหวลูกตาหรือการกระตุ้นประสาทรับรู้ทั้งสองข้าง เพื่อช่วยให้สมองจัดระเบียบและประมวลผลความทรงจำบอบช้ำ (Traumatic Memories) ที่เคยติดล็อกอยู่ ให้กลายเป็นเพียงเรื่องราวในอดีตที่ไม่สามารถกลับมาทำร้ายเราได้ในปัจจุบัน  เช่น ช่วยลดความทุกข์ที่เกิดขึ้นเมื่อนึกถึงเหตุการณ์นั้น หรือช่วยให้สมองประมวลผลความทรงจำได้อย่างเหมาะสมขึ้น 


2.  TF-CBT (Trauma-Focused Cognitive Behavioral Therapy)


การบำบัดทางความคิดและพฤติกรรมที่เน้นการปรับมุมมองต่อบาดแผลทางใจ ช่วยให้ผู้รับการปรึกษาเท่าทันความคิดที่โทษตัวเอง และเรียนรู้ทักษะการจัดการกับอารมณ์ที่ท่วมท้น


3.  DBT (Dialectical Behavior Therapy)


เน้นการฝึกสติและการยอมรับ ควบคู่ไปกับการฝึกทักษะการอดทนอยู่กับอารมณ์ยากๆ หรืออารมณ์ท่วมท้นที่รุนแรงเฉียบพลัน โดยไม่ทำร้ายตัวเอง (Distress Tolerance) เพื่อช่วยให้ผู้รับการปรึกษาสามารถประคองตัวเองได้ในวันที่ความทรงจำร้ายๆ ย้อนกลับมา (Flashbacks)


4.  CPT (Cognitive Processing Therapy)


การบำบัดที่ช่วยเข้าไปสำรวจและแก้ไขความเชื่อที่ผิดเพี้ยนไปหลังจากเจอเหตุการณ์รุนแรง เช่น ความเชื่อที่ว่า “โลกนี้ไม่มีใครที่ปลอดภัยอีกแล้ว” หรือ “ฉันเป็นคนสกปรก” (Resick et al., 2016)


หมายเหตุสำคัญ: กระบวนการเหล่านี้จำเป็นต้องได้รับการดูแลโดยจิตแพทย์ นักจิตวิทยา หรือนักจิตบำบัดที่ผ่านการอบรมเฉพาะทางด้านจิตวิทยาบาดแผลทางใจเท่านั้น (Trauma-Informed Therapist) 




คู่มือเริ่มต้น

วิธีซ่อมแซมความสัมพันธ์ระหว่าง ‘จิตใจ’ และ ‘ร่างกาย’


นอกเหนือจากการเข้าพบผู้เชี่ยวชาญแล้ว นี่คือสิ่งเล็กๆ ที่ผู้ผ่านประสบการณ์บอบช้ำสามารถตั้งใจลงมือทำได้ในชีวิตประจำวัน เพื่อคืนความสงบให้ระบบประสาทอัตโนมัติ


(ปรับปรุงจากคำแนะนำในบทความของ Dr. Lisa Aronson Fontes)


หมายเหตุ: ในบทความส่วนนี้จะเน้นไปที่แนวทางการปลอบประโลมร่างกายและจิตใจ ของผู้ที่เผชิญกับบาดแผลทางใจจากการถูกล่วงละเมิดโดยคนรักหรือคนใกล้ชิด… สำหรับบริบทของเยาวชนและแนวทางการรับมือของพ่อแม่ ผู้ปกครอง สามารถติดตามอ่านต่อได้ใน Sexual Abuse in Relationship Part 4



1.  ความปลอดภัยต้องมาก่อน

(Safety)


หากคุณยังอยู่ในความสัมพันธ์ที่รู้สึกว่ามีการทำร้ายหรือล่วงละเมิดทางเพศเกิดขึ้น ให้ลองติดต่อหน่วยงานช่วยเหลือด้านความรุนแรงในครอบครัวในพื้นที่ใกล้เคียง เพื่อร่วมกันวางแผนความปลอดภัยชั่วคราว


(เช่น สายด่วนช่วยเหลือสังคม 1300 หรือหากต้องการปรึกษาเยียวยาจิตใจสามารถติดต่อ สายด่วนสุขภาพจิต 1323)



2.  ฝึกปฏิเสธและตั้งขอบเขต

(Boundaries)


เมื่อรู้สึกไม่ปลอดภัย หรือไม่โอเคกับรูปแบบหรือความถี่ของเซ็กส์ในความสัมพันธ์ ให้ลองพูดคุยสื่อสาร หรือแสดงออกให้อีกฝ่ายรู้ว่า ขอบเขตและความต้องการเราคืออะไร (หากประเมินแล้วว่าปลอดภัย)


เรียนรู้ว่าเรามีสิทธิ์เต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ในการปฏิเสธการสัมผัส กิจกรรม หรือปฏิสัมพันธ์ที่ทำให้ไม่สบายใจ แม้ว่าคนๆ นั้นจะเป็นคนรัก ญาติ หรือคนในครอบครัวก็ตาม 


แต่หากรู้สึกว่าไม่ปลอดภัยที่จะพูด หรือลองแสดงออกแล้วอีกฝ่ายเพิกเฉยและละเมิดขอบเขตที่ตั้งไว้ นี่อาจเป็นสัญญาณเตือนชัดเจนว่าถึงเวลาแล้วที่เราต้องทบทวนการก้าวออกจากความสัมพันธ์นี้อย่างจริงจัง



3. อนุญาตให้ตัวเอง ‘งดเว้น’

(Consider Abstinence)


เรามีสิทธิ์โดยชอบธรรม ที่จะเลือก พัก หรือ งดเว้น จากการมีกิจกรรมทางเพศทุกรูปแบบในความสัมพันธ์ชั่วคราว เพื่อให้ร่างกายและจิตใจได้กลับมาอยู่ในพื้นที่ปลอดภัยที่ไม่มีความกดดัน


การสื่อสารขอบเขตที่ชัดเจนกับคนรักในปัจจุบัน และการที่คนรักเคารพขอบเขตนั้น คือก้าวสำคัญที่จะช่วยซ่อมแซมความไว้วางใจในความสัมพันธ์ที่จะดำเนินต่อไปในอนาคต



4.  ทวงคืนการรับรู้ทางร่างกาย

(Somatic Reconnection)


การผ่านประสบการณ์บอบช้ำจากการถูกล่วงละเมิด มักทำให้ร่างกายติดอยู่ในสภาวะ Freeze Response หรือรู้สึกเหมือนร่างกายหยุดนิ่ง ดิ่งหรือชานิ่ง ที่ทำให้ผู้ถูกกระทำรู้สึกตัดขาดจากการรับรู้ทางร่างกาย


การออกกำลังกาย หรือการเคลื่อนไหวเบาๆ เช่น โยคะ การยืดเหยียด การวิ่งจ็อกกิ้ง หรือการว่ายน้ำ ช่วยกระตุ้นให้เรากลับมารับรู้และสัมผัสถึงเนื้อตัวของตัวเอง หรือช่วยให้เราได้เชื่อมโยงกับร่างกายของตัวเองในมุมมองที่รู้สึกดีอีกครั้ง


สิ่งนี้อาจช่วยส่งสัญญาณให้สมองและระบบประสาทค่อยๆ รับรู้ว่า “ตอนนี้ร่างกายนี้ปลอดภัยแล้ว และอยู่ในความควบคุมของเรา”


(แต่ต้องย้ำว่าไม่ใช่สำหรับทุกคน โดยเฉพาะผู้ที่มีอาการ PTSD บางคนสามารถถูกกระตุ้นด้วย Exercise Trigger ได้)



5. ฝึกสติเพื่อลดสภาวะตื่นตระหนก

(Mindfulness & Grounding Techniques)


เน้นการเคลื่อนไหวอย่างมีสติ (Mindful Movement) หรือทำกิจกรรมฝึกสติต่างๆ เช่น การเดินในสวน หรือการเดินเงียบๆ ท่ามกลางธรรมชาติ การฝึกทำสมาธิ เพื่อช่วยสร้างความสงบภายในใจและลดความวิตกกังวล


หรือเมื่อมีความรู้สึกกลัวหรือสภาวะวิตกกังวลท่วมท้น ให้ใช้ประสาทสัมผัสทั้ง 5 ดึงตัวเองกลับมาอยู่กับปัจจุบัน และช่วยลดความรู้สึกตื่นตระหนกในขณะนั้น เช่น เทคนิค 5-4-3-2-1 (สังเกตสิ่งของรอบตัว 5 อย่าง, สัมผัสพื้นผิว 4 อย่าง, ฟังเสียง 3 เสียง, สูดกลิ่น 2 กลิ่น, รับรู้รสชาติ 1 รส… อ่านต่อที่นี่) หรือใช้เทคนิค Grounding ในรูปแบบอื่น




ส่งท้ายบทความ


บาดแผลจากการล่วงละเมิดอาจเป็นส่วนหนึ่งในเรื่องราวของผู้ถูกกระทำ แต่มันไม่ใช่สิ่งที่จะมากำหนดคุณค่าหรือตัวตนทั้งหมดของใครไปตลอดชีวิต


การเลือกเดินเข้าสู่เส้นทางการเยียวยาจิตใจ ไม่ได้หมายความว่าเราต้องลืมสิ่งที่เกิดขึ้น หรือแสร้งทำเป็นว่ามันไม่เคยเจ็บปวด แต่มันคือความกล้าหาญที่จะบอกกับตัวเองว่า “ฉันจะไม่ยอมให้เหตุการณ์ในอดีต มาหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังตัวตนของฉันในปัจจุบันและอนาคตอีกต่อไป”


หากอ่านมาถึงตรงนี้ แล้วตระหนักได้ว่าบาดแผลในอดีตหรือความสัมพันธ์ในปัจจุบันกำลังสร้างความทุกข์ใจจนเกินจะรับมือไหว เราอยากให้รู้ไว้ว่าการขอความช่วยเหลือไม่ใช่ความอ่อนแอ การก้าวเข้ามาสู่พื้นที่ปลอดภัยในห้องให้คำปรึกษาทางจิตวิทยา พร้อมนักจิตวิทยาการปรึกษาหรือนักจิตบำบัด จะเป็นเพื่อนร่วมเดินทางที่คอยช่วยโอบรับตัวตนที่แตกสลาย ให้คุณได้พักใจและเยียวยา และร่วมกันประกอบชิ้นส่วนของความสุข ความมั่นใจ รวมถึงศักดิ์ศรีในเนื้อตัวร่างกายให้กลับคืนใหม่ได้อย่างยั่งยืน




บทความที่เกี่ยวข้อง



คลิกที่ลิงก์ด้านล่าง เพื่อปรึกษานักจิตวิทยา/นักจิตบำบัดของเรา


Posted on 8 August 2026

เรียบเรียงโดย ดลนภัส ชลวาสิน (วท.ม. จิตวิทยาพัฒนาการ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย)



เนื้อหาในบทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมให้ข้อมูลความรู้ด้านจิตวิทยา (Psychoeducation) เพื่อสร้างความตระหนักรู้และแนวทางการดูแลสุขภาพจิตเท่านั้น ไม่สามารถใช้ทดแทนการประเมินทางคลินิก การวินิจฉัย หรือการบำบัดรักษาจากผู้เชี่ยวชาญได้



อ้างอิง


[1]  Fontes, L. A. (2026, January 28). Sexual abuse in intimate relationships: Beyond coercion. Psychology Today. https://www.psychologytoday.com/us/blog/invisible-chains/202510/sexual-abuse-in-intimate-relationships-beyond-coercion


[2]  Freyd, J. J. (1996). Betrayal trauma: The logic of forgetting childhood abuse. Harvard University Press. 


[3]  Herman, J. L. (2015). Trauma and recovery: The aftermath of violence--from domestic abuse to political terror. Basic Books. 


[4]  Janoff-Bulman, R. (1979). Characterological versus behavioral self-blame: Inquiries into reactions to victimization. Journal of Personality and Social Psychology, 37(10), 1798–1809. 


[5] Maté, G. (2022). The myth of normal: Trauma, illness, and healing in a toxic culture. Avery.


[6] Ogden, P., Minton, K., & Pain, C. (2006). Sensorimotor psychotherapy: Interventions for trauma and attachment. W. W. Norton & Company.


[7] Porges, S. W. (2011). The polyvagal theory: Neurophysiological foundations of emotions, attachment, communication, and self-regulation. W. W. Norton & Company.


[8] Resick, P. A., Monson, C. M., & Chard, K. M. (2016). Cognitive processing therapy for PTSD: A comprehensive manual. Guilford Press.


[9] Shaw, R. (2026, February 24). Sexual abuse in families: Be brave and address the harm. Psychology Today. https://www.psychologytoday.com/us/blog/meaning-in-context/202602/sexual-abuse-in-families-be-brave-and-address-the-harm


[10] Tedeschi, R. G., & Calhoun, L. G. (2004). Posttraumatic growth: Conceptual foundations and empirical evidence. Psychological Inquiry, 15(1), 1–18.


[11] van der Kolk, B. A. (2014). The body keeps the score: Brain, mind, and body in the healing of trauma. Viking.


[12] Walker, P. (2013). Complex PTSD: From surviving to thriving: A guide and map for recovering from childhood trauma. Azure Coyote Publishing.





รู้จักกับนักจิตวิทยาการปรึกษาและนักจิตบำบัด



นัดพบนักจิตวิทยาการปรึกษาและนักจิตบำบัด

  


bottom of page