top of page

ถอดรหัส Silent Treatment ทำไมเธอชอบเมิน นิ่งเงียบใส่เรา

—ถ้าเราคือคนที่นิ่งเงียบเอง จะเริ่มแก้ไขอย่างไร?

(Silent Treatment Part 3)





การหยุดสื่อสาร ไม่ตอบสนอง หรือทำเหมือนอีกฝ่ายไม่มีตัวตน พฤติกรรม Silent Treatment แบบนี้ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อความสัมพันธ์ และอาจกลายเป็นการทำร้ายจิตใจคนอื่นโดยไม่รู้ตัว


สำหรับบทความนี้ เราจะมาดูเหตุผลเบื้องหลังว่า ทำไมหลายคนถึงเลือกใช้วิธีนิ่งเงียบใส่คนอื่น (Silent Treatment) เพื่อแก้ปัญหาความสัมพันธ์ ทั้งที่มันไม่เป็นผลดีกับฝ่ายไหนเลย


ทำความรู้จัก Silent Treatment ให้มากขึ้น อ่านต่อที่นี่



จริงๆ แล้วความเงียบ กำลังพยายามบอกอะไรเรา?


หลายคนอยากรับมือกับ Silent Treatment แต่มันจะเป็นไปได้ยากหากเราไม่เข้าใจ แรงจูงใจ หรือสาเหตุเบื้องหลังที่ทำให้ใครคนหนึ่งเลือกใช้กำแพงความเงียบแทนการพูดคุย ซึ่งบางครั้งไม่ได้เกิดจากเจตนาร้าย แต่เกิดจากกลไกการป้องกันตัวที่ฝังรากมานาน


Silent Treatment สำหรับบางคนไม่ได้เกิดจากความตั้งใจหรือมีเจตนาไม่ดี แต่เกิดจากปมในใจที่ไม่เคยได้สะสางและไม่ทันได้สังเกตมาก่อน




1. ไม่เท่าทันอารมณ์ความรู้สึก หรือไม่ทันได้ตระหนักรู้ตัวเอง

(Lack of Self-awareness)


การรู้สึกสับสนกับอารมณ์ ความรู้สึก หรือความคิดของตัวเองเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นได้  จนทำให้บางคนจัดการไม่ถูก และเผลอทำพฤติกรรมหรือแสดงออกว่าโกรธด้วยวิธีที่ไม่เหมาะสม เช่น

งอน โกรธ แต่ไม่พูด เลือกที่จะแกล้งเมินเฉย ไม่ใส่ใจ หรือไม่คุยกับอีกฝ่ายไปเลย (เพื่อสะท้อนความไม่พอใจออกมาโดยไม่รู้ตัว)



2. ขาดทักษะจัดการอารมณ์และสื่อสาร

(Lack of Communication Skills)


จากข้อแรก การไม่เท่าทันความรู้สึกนึกคิดระหว่างที่เกิดความขัดแย้ง ทำให้บางคนรู้สึกท่วมท้นไปด้วยอารมณ์ (Overwhelmed หรือ Emotional Flooding) ซึ่งบางครั้งเจ้าตัวยังบอกไม่ได้ว่ามันคืออารมณ์ความรู้สึกอะไร หรือไม่รู้วิธีสื่อสารความโกรธออกมาเป็นคำพูดที่เหมาะสม (หากไม่เคยถูกสอน หรือฝึกฝนทักษะจัดการอารมณ์มาก่อน)


และเป็นไปได้ว่า คนๆ นี้อาจมีปัญหาเรื่องการสื่อสารเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ไม่ได้ตั้งใจจะทำร้าย บงการ หรือบีบบังคับใครด้วยการใช้ความเงียบ แต่กำลังพยายามหาคำพูดและจัดอารมณ์ของตัวเองอยู่ 


ดร.เกีย-ราย พรีวิตต์ อธิบายว่า

“การมีความรู้สึกที่ท่วมท้น หรือรู้สึกเจ็บปวดทุกข์ใจอย่างมาก ทำให้ระบบในร่างกายของเรา (Physiological System) ปิดตัวหรือชัตดาวน์เพื่อปกป้องตัวเอง

และเป็นเหตุผลว่าทำไมบางคนไม่สามารถโต้ตอบด้วยคำพูด สมองตื้อคิดไม่ออก หรือไม่สามารถแสดงออกได้อย่างเหมาะสม เมื่อเจอความเครียด ความกดดันในระหว่างที่ทะเลาะกัน


การนิ่งเฉยไม่ยอมพูดจาด้วย อาจสร้างความทุกข์ใจให้อีกฝ่ายอย่างเลี่ยงไม่ได้ แต่ต้องขอยืนยันว่าในกรณีนี้ คนที่นิ่งเงียบไปไม่ได้มีเจตนาที่จะทำร้ายจิตใจใคร แต่เขากำลังเผชิญกับสภาวะที่ร่างกายไม่พร้อมจะสื่อสาร


—Kia-Rai Prewitt, Ph.D. นักจิตวิทยา




3.  หลีกเลี่ยงที่จะมีความขัดแย้ง

(Conflict Avoidance)


สิ่งนี้เกิดขึ้นได้ เมื่อใครบางคนรู้สึกกลัว กังวล ไม่อยากขัดแย้งกับใคร หรือทำให้เรื่องราวบานปลายไปมากกว่าเดิม


ตัวอย่างเช่น

กลัวว่าความรู้สึก ความคิด หรือพฤติกรรมที่ตัวเองแสดงออกมาจะดูรุนแรงเกินไป เช่น “ทำไมฉันต้องโกรธแค้นเขา ทำไมคิดไม่ดีแบบนี้” หรือในทางตรงกันข้ามคือ กังวลว่าอีกฝ่ายจะมีปฏิกิริยาหรือแสดงออกกับตัวเองในทางที่ไม่ดี และจะทำให้เรื่องราวบานปลาย

ดังนั้นเมื่อไม่รู้สึกปลอดภัยมากพอ ที่จะแสดงความเห็นหรือแสดงออกว่าตัวเองรู้สึกอย่างไร จึงเลือกที่จะชัตดาวน์นิ่งเงียบไปเลย เพื่อให้เหตุการณ์รีบจบไปเสียดีกว่า




4.  มีเจตนาใช้ความเงียบเพื่อลงโทษ หรืออื่นๆ

(Abusive Silent Treatment)


บางคนมีเจตนาหรือแรงจูงใจที่จะใช้ความเงียบเพื่อควบคุม บงการ ลงโทษ บีบบังคับ เพื่อทำให้ผู้อื่นรู้สึกผิด เลี่ยงความรับผิดชอบ หรือสร้างอำนาจเหนือกว่าให้อีกฝ่ายยอมทำตามสิ่งที่ตัวเองต้องการ


เมื่อเจตนาเป็นแบบนี้ ความเงียบจะกลายเป็นการทำร้ายจิตใจทันที (Abuse)


“เมื่อไหร่ที่ Silent Treatment กลายเป็นการทำร้ายจิตใจ?” อ่านต่อได้ที่นี่




5. เป็นพฤติกรรมที่เรียนรู้มาว่า เป็นเรื่องที่ยอมรับได้

(Learned Behavior)


สำหรับบางคนการนิ่งเงียบคือพฤติกรรมที่เรียนรู้ต่อๆ กันมาผ่านการเลี้ยงดูในครอบครัว หรือสังคมรอบข้าง (Rittenour et al., 2019) โดยที่คนนั้นอาจไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่ามันเป็นสิ่งที่ผิด ในทางกลับกันเขาอาจมองว่าเป็นเรื่องดีด้วยซ้ำ เพราะเป็นวิธีที่ช่วยหลีกเลี่ยงความขัดแย้ง และช่วยเก็บกดความรู้สึกแย่ๆ ความรู้สึกที่ยากจะรับมือเอาไว้


ตัวอย่าง

การเติบโตมาในบ้านที่ผู้ใหญ่เมินเฉยใส่กันเป็นวันๆ หรือถูกเลี้ยงดูมาแบบที่ความเงียบคือบทลงโทษเมื่อทำผิด เช่น  ถ้าไม่ทำงานบ้านหรือสอบได้คะแนนไม่ดี ผลที่ตามมาคือความเงียบจากพ่อแม่ ลงโทษด้วยการตัดขาดกัน ไม่คุยด้วยหลายวัน หลายเดือน หรือมากกว่านั้น...

ซึ่งการตอบสนองแบบนี้ส่งผลให้เด็กคนหนึ่งโตมาด้วยความเชื่อว่า “ความรักนั้นมีเงื่อนไข” (Conditional Love) เช่น

สำหรับคนที่เป็น People Pleaser เมื่อถูกนิ่งเงียบใส่ อาจคิดแบบนี้ “ถ้าฉันอยากได้ความรัก ฉันต้องทำตามที่ถูกสั่งสอน ไม่ขัดแย้งกับใคร ห้ามแสดงออกความรู้สึก ต้องไม่ให้คนอื่นรู้ว่าคิดหรือรู้สึกอย่างไร หรืออยู่ให้เงียบ ทำตัวให้ง่ายที่สุดไม่ให้คนอื่นรู้สึกแย่”

เมื่อเราเป็นฝ่ายถูกเมิน ต้องเจอ Silent Treatment อย่างเลี่ยงไม่ได้รับมืออย่างไร? อ่านต่อได้ที่นี่


แต่สำหรับคนที่มองว่าการลงโทษด้วยความเงียบคือเรื่องปกติ มักจะคิดในรูปแบบนี้ “ถ้าเธอทำไม่ถูกใจฉัน หรือทำผิด ฉันจะลงโทษหรือควบคุมเธอด้วยการไม่คุย ไม่สนใจ ไม่ใส่ใจก็เป็นเรื่องที่ทำได้ เป็นเรื่องที่ยอมรับได้ จนกว่าเธอจะทำตามในแบบที่ฉันต้องการ” (และต้องบอกว่ามันเป็นลักษณะนิสัยหนึ่งของผู้ที่มีบุคลิกภาพแบบหลงตัวเอง หรือ Narcissistic Trait)



เราอยากจะช่วยยืนยันว่า

 “การเติบโตมากับความเงียบไม่ใช่ข้ออ้างที่จะนำมาใช้ทำร้ายคนอื่น”


บทความนี้เพียงช่วยให้เข้าใจมากขึ้นว่า บางคนอาจยังไม่รู้เท่าทันตัวเอง ว่าการกระทำของเขาส่งผลกระทบต่อคนอื่นอย่างไร


หรือไม่รู้ว่ามีวิธีอื่นๆ ที่ดีกว่าสำหรับจัดการอารมณ์ ซึ่งนักจิตวิทยาหรือนักจิตบำบัดสามารถช่วยแนะนำวิธีรับมือกับความเครียด หรืออารมณ์โกรธในทางที่สร้างสรรค์ได้



อยากเปลี่ยนแปลงตัวเอง ไม่ใช้ Silent Treatment อีกต่อไป ทำอย่างไร?

(If you are the silent one)


เมื่อไหร่ก็ตามที่รู้ตัวว่า เรามักใช้ความเงียบจัดการปัญหาความสัมพันธ์ ดร.เกีย-ราย ชื่นชมว่านี่คือก้าวแรกที่สำคัญ และเธอช่วยยืนยันว่า จริงๆ แล้วมันมีโอกาสสูงมาก ที่เราอาจเคยเป็นทั้งฝ่ายที่ถูกนิ่งเงียบใส่ และเป็นฝ่ายที่เมินเฉยทำมึนตึงใส่คนอื่นเสียเอง


การเริ่มตระหนักได้ว่า ทักษะการจัดการความขัดแย้ง และ การสื่อสารของเรา จำเป็นต้องได้รับการปรับเปลี่ยน ฝึกฝนพัฒนาให้เหมาะสมมากขึ้น เป็นสัญญานว่าเรากำลังเดินมาถูกทาง


และถ้าพร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเองแล้ว ดร.เกีย-ราย มีคำแนะนำดังนี้



1.  ยอมรับว่าความเงียบของเรา กำลังทำร้ายคนอื่น


อันดันแรก อย่าเพิ่งต่อว่าหรือตำหนิตัวเองรุนแรงเกินไป


การกล้าเผชิญหน้ากับข้อบกพร่องของตัวเอง คือขั้นแรกของการทำความรู้จักและยอมรับตัวเองได้อย่างแท้จริง สิ่งนี้ช่วยให้เรากล้าลงมือแก้ไข


ลองพยายามวางเกราะที่เราสร้างขึ้นมา เพื่อปกป้องตัวเองลง (Defensiveness) ดร.เกีย-ราย เน้นย้ำว่า

“การยอมรับว่า สิ่งที่เราทำ สร้างความเจ็บปวดให้คนอื่น หมายความว่าเราพร้อมเปิดใจรับฟังคำแนะนำ และตั้งใจที่จะเปลี่ยนแปลงแล้วจริงๆ”



2.  เข้าใจที่มา และมองหาทางเลือกปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ


การรับมือและจัดการนิสัยชอบประชดประชันผ่านความเงียบ (Passive-Aggressive) อาจจำเป็นต้องเข้าใจก่อนว่ามันมีที่มาที่ไปอย่างไร


งานนี้อาจจะหนัก แต่คุ้มค่าที่จะลงมือทำ การทำงานร่วมกับนักจิตวิทยาหรือนักจิตบำบัด จะช่วยให้เรามีพื้นที่และเวลาฝึกฝนทักษะการสื่อสารอย่างเหมาะสม (Assertive Communication) เพื่อให้สามารถรับมือกับปัญหาความขัดแย้งได้ดีมากขึ้นในอนาคต




3.  ลองเข้าร่วมกลุ่มบำบัด เพื่อช่วยสนับสนุนด้านจิตใจ 


การมี Support Group หรือกลุ่มคนที่เจอปัญหาเดียวกัน มารวมกลุ่มกันเพื่อพูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์และรับฟังคำแนะนำ เป็นทางเลือกหนึ่งที่น่าสนใจและช่วยได้มาก ในการฝึกทักษะจัดการความโกรธและความขัดแย้ง


ภาพจำจากสื่ออาจทำให้หลายคนกังวลว่า กลุ่ม Support เรื่องปัญหาความขัดแย้ง ต้องเต็มไปด้วยคนหน้าแดงก่ำ นั่งกำหมัด ตะโกนใส่กันไปมา แต่จริงๆ แล้วคนจากหลายสาขาอาชีพก็สามารถเข้าร่วมกลุ่มนี้ และมันอาจเป็นที่พึ่งพาทางใจสำหรับบางคนได้อย่างมากจริงๆ


แม้ในประเทศไทยอาจหาได้ค่อนข้างยาก แต่มีอยู่จริง เช่น โรงพยาบาลรัฐขนาดใหญ่ โรงพยาบาลศูนย์ประจำจังหวัด หรือโรงพยาบาลเฉพาะทาง เช่น กลุ่มบำบัดในผู้ป่วยจิตเวชโรงพยาบาลรามาธิบดี เป็นต้น




4. อดทนและให้กำลังใจตัวเอง


การเรียนรู้ที่จะสื่อสารความรู้สึกแทนการนิ่งเฉยเป็นเรื่องที่ต้องใช้เวลาฝึกฝน แต่ไม่ได้หมายความว่าเป็นไปไม่ได้


เพราะมันคือการเปลี่ยนนิสัยความเคยชิน เปลี่ยนวิธีคิด วิธีการรับมือแก้ไขปัญหา สำหรับบางคนการเริ่มเรียนรู้ที่จะสื่อสารความรู้สึกเป็นครั้งแรกในชีวิต อาจเป็นเรื่องใหญ่จริงๆ ดังนั้นอย่ากดดันตัวเองจนเกินไป และหลีกเลี่ยงตั้งความหวังแบบผิดๆ ว่า “เราจะต้องทำมันให้ได้ ในชั่วข้ามคืน”


การทำผิดพลาด ล้มลุกคลุกคลานบ้างเป็นเรื่องที่ยอมรับได้ และมันเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเปลี่ยนแปลงตัวเอง ทุกๆ คนจะต้องเจอมันอย่างแน่นอน ดร.เกีย-ราย ให้กำลังใจว่า “คุณเปลี่ยนแปลงได้แน่ๆ” ขอให้เชื่อมั่นในตัวเอง อย่าพึ่งหมดหวัง และให้มีวินัยลงมือทำอย่างต่อเนื่อง




แนวทางการบำบัดทางจิตวิทยา

(Therapy for the Silent Treatment)


มีงานวิจัยบางงานระบุว่า ในความสัมพันธ์แบบคู่รัก ฝ่ายที่เลือกใช้ความเงียบมักมีความเชื่อส่วนตัวว่าวิธีนี้จะช่วยนำไปสู่การยุติความขัดแย้งได้


ส่วนฝ่ายที่เงียบใส่มักไม่เคยเห็นด้วยกับความคิดนี้ เพราะในความเป็นจริงมักเกิดความรู้สึกโกรธแค้นฝังใจ (Resentment) ต่อคู่รักในระยะยาวเสียมากกว่า


ดังนั้น จุดเริ่มต้นที่สำคัญที่สุดของการฟื้นฟูความสัมพันธ์ที่บอบช้ำจากการเจอ Silent Treatment ซ้ำแล้วซ้ำเล่า คือ การที่คนทั้งคู่ต้องเห็นตรงกันก่อนว่า ความเงียบไม่ใช่เครื่องมือที่ช่วยแก้ปัญหาในความสัมพันธ์จริงๆ ได้เลย


1. การบำบัดคู่รัก หรือบำบัดครอบครัว

(Couples Therapy / Family Therapy)


การได้พูดคุยกับนักจิตวิทยาหรือนักบำบัด จะช่วยให้คู่รักหรือครอบครัว ค้นพบวิธีจัดการหรือช่วยคลี่คลายความขัดแย้ง ที่ตอบโจทย์ความต้องการของทุกๆ ฝ่ายได้ดีกว่าเดิม และเป็นวิธีที่ไม่ทำให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งรู้สึกเหมือนถูกทิ้งให้โดดเดี่ยว หรือถูกกีดกันตัดออกจากความสัมพันธ์


( Couples Therapy อ่านต่อที่นี่ / Family Therapy อ่านต่อที่นี่ )



2. การบำบัดรายบุคคล

(Individual Therapy)


สำหรับคนที่ต้องเจอกับการถูกนิ่งเฉยใส่ซ้ำๆ ไม่ว่าจะจากคนรัก สมาชิกในครอบครัว หรือบุคคลอื่นๆ การบำบัดเดี่ยวรายบุคคล สามารถช่วยฟื้นฟูการเห็นคุณค่า เคารพและให้เกียรติตัวเอง หรือ Self-esteem ที่สูญเสียไปให้กลับคืนมาใหม่ได้ (อ่านต่อที่นี่)



3. การเยียวยาบาดแผลทางใจ

(Trauma Healing)


ในบางราย การใช้เทคนิคบำบัดบาดแผลทางใจ เช่น EMDR (Eye Movement Desensitization and Reprocessing) สามารถช่วยลดความรุนแรงของอาการโรคเครียดหลังผ่านเหตุการณ์สะเทือนใจ (PTSD)

หรือเยียวยาบาดแผลทางใจที่หยั่งรากลึก ซึ่งมีสาเหตุมาจากการถูกทอดทิ้งหรือถูกกีดกันทางสังคม (Ostracism) ได้อย่างมีประสิทธิภาพ




คำแนะนำท้ายบทความ


ถ้าคุณคือคนหนึ่งที่กำลังพยายามหาคำตอบว่า สิ่งที่เรากำลังเจออยู่คือ Silent Treatment ที่ทำร้ายจิตใจหรือเปล่า? ความสงสัยนี้กำลังบอกอะไรบางอย่าง


แม้ว่าเราอาจจะไม่ได้เจอสถานการณ์ที่มีการทารุณ ทำร้ายร่างกายเกิดขึ้นอย่างรุนแรง แต่ไม่ได้หมายความว่าความสัมพันธ์แบบนี้ คือ “ความสัมพันธ์ที่ดีต่อสุขภาพจิตใจ” (Healthy Relationship) และมันอาจเป็นสัญญานเตือนว่า… ถึงเวลาที่เราต้องลงมือเปลี่ยนแปลงบางอย่างแล้ว



บทความที่เกี่ยวข้อง



คลิกที่ลิงก์ด้านล่าง เพื่อปรึกษานักจิตวิทยา/นักจิตบำบัดของเรา


Posted on 18 March 2026

โดย ดลนภัส ชลวาสิน (วท.ม. จิตวิทยาพัฒนาการ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย)


บทความนี้แปลและดัดแปลงเนื้อหาบางส่วนมาจาก

  • เว็บไซต์ Good Therapy

    บทความเรื่อง Silent Treatment (2018)


  • เว็บไซต์ Positive Psychology

    บทความเรื่อง Decoding what silent treatment means for couples (2025)

    เขียนโดย Anna Drescher รีวิวโดย Maike Neuhaus Ph.D.


  • เว็บไซต์ Psychology Today

    บทความเรื่อง Why the silent treatment is such a destructive form of passive-aggression (2022)

    เขียนโดย Bernard Golden, Ph.D. รีวิวโดย Jessica Schrader



อ้างอิง

[1]  Drescher, A. (2025, September 11). Decoding what silent treatment means for couples. PositivePsychology.com. https://positivepsychology.com/silent-treatment/


[2] Golden, B. (2022, September 11). Why the silent treatment is such a destructive form of passive-aggression. Psychology Today. https://www.psychologytoday.com/us/blog/overcoming-destructive-anger/202209/why-the-silent-treatment-is-such-destructive-form-passive


[3] Silent treatment - https://www.goodtherapy.org/blog. GoodTherapy Blog. (2018, November 27). https://www.goodtherapy.org/blog/psychpedia/silent-treatment


[4] Rittenour, Christine E., Stephen M. Kromka, Russell Kyle Saunders, Kaitlin Davis, Kathryn Garlitz, Sarah N. Opatz, Andrew Sutherland, and Matthew Thomas. 2019. Socializing the Silent Treatment: Parent and Adult Child Communicated Displeasure, Identification, and Satisfaction. Journal of Family Communication, 19(1), 77–93. https://doi.org/10.1080/15267431.2018.1543187





รู้จักกับนักจิตวิทยาการปรึกษาและนักจิตบำบัด



นัดพบนักจิตวิทยาการปรึกษาและนักจิตบำบัด

bottom of page